บทที่ 8 ที่รักอย่าจากฉันไป…

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

เกือบปีแล้วที่เลิฟลี่คลอดลูกออกมาฝูงใหญ่เป็นโซ่ทองคล้องใจลัคกี้ ทว่านับวันมันเอาแต่อ้วนขึ้น ๆ จนดูเหมือนแม่อึ่งอ่างขนาดใหญ่มากกว่าแม่ปลาทอง เวลาว่ายน้ำแต่ละทีอุ้ยอ้ายเหลือทน ท้องของมันค่อย ๆ บานออก บานออกมาเรื่อย ๆ จนฉันกลัวว่ามันจะปริแตก หัววุ้นของมันก็พองโตจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง แต่มันก็ว่ายน้ำได้ปกติไม่มีอาการปลาตาบอดแต่อย่างใด

แปลกแต่จริง(เช่นเคย) ลัคกี้ซึ่งชอบแย่งอาหารภรรยาของมันกลับไม่มีอาการอ้วนฉุแบบนั้น แต่มันกลับตัวโตแบบสมส่วนชายชาตรี(แมนมาก…) ความยาวจรดหางของมันวัดได้เกือบสองคืบเลยทีเดียว ลำตัวกระชับแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ(ปลา) ก้านคีบที่หลังและหน้าอกทั้งสองข้างก็ดูใหญ่แข็งแรง ฉันยังคิดว่าถ้ามันเป็นคนนะ สาว ๆ ที่ไหนเห็นจะต้องเกิดอาการระทวย(ยกเว้นตอนกินอาหาร)

ทีแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเลิฟลี่เป็นผู้หญิง อาการก็คงจะเหมือนคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกคือรูปทรงองค์เอวเผละออกมาแล้วกลับเข้าที่เข้าทางยาก อาจจะต้องให้เวลามันออกกำลังกายหน่อย หรือว่าจะเป็นเพราะฉันอาจจะให้อาหารมันมากเกินไป ถ้าหากเป็นกรณีหลังฉันก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้นางฟ้าแสนงามของเจ้าลัคกี้กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทรไป

คิดได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงพยายามที่จะลดอาหารมันทั้งสองตัวจากมื้อละ 30 เม็ด เป็นมื้อละ 20 เม็ด (เช้า-เย็น) ปริมาณอาหารที่ฉันให้มันทั้งสองตัวเช้า-เย็นนี้ ในความเห็นของพี่ที่ร้านขายปลาเขาบอกว่ามันมากไป…ขอย้ำไว้ตรงนี้เลยนะคะว่ามากไป

อันปลาทองนั้น เป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์

อาหารประเภทพืชก็คือพวกที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เช่น สาหร่าย จอกแหน โดยเอามาฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ ให้กิน ข้อดีคือเป็นอาหารที่เสริมวิตามินแก่ปลาแถมราคาถูก ข้อเสียคือ ทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายและอาจนำเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่พืชมาสู่ปลาที่เลี้ยงไว้ได้ ดังนั้นหากให้อาหารประเภทนี้ คุณควรที่จะแช่น้ำด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรคไว้อย่างน้อย ๆ 5 นาทีก่อนจะเอาไปให้ปลากิน

อาหารประเภทสัตว์ อาทิเช่น ลูกไร ลูกน้ำ ลูกเล็ก ๆ ไส้เดือนเป็นต้น ข้อดีคืออาหารประเภทเนื้อสัตว์นี้จะให้โปรตีนแก่ปลา ทำให้ปลามีการเจริญเติบโตรวดเร็ว หาง่ายไปหาเอาตามธรรมชาติได้ ข้อเสียก็คล้าย ๆ กับอาหารประเภทพืชตรงที่อาจนำเชื้อโรคมาระบาดใส่ปลาที่เลี้ยงไว้ วิธีแก้ก็เช่นเดียวกันคือนำอาหารไปแช่ในน้ำด่างทับทิมก่อนนำไปให้ปลากินประมาณ 5-10 นาที ข้อเสียอีกข้อหนึ่งก็คือมันอายุสั้นค่ะ พอมันตายก็จะเกิดการเหม็นเน่า จะเก็บไว้หลายวันก็ไม่ได้ ส่วนลูกน้ำจะกลายเป็นยุงในข้ามวันสร้างปัญหาให้ต้องไล่ตบยุงในบ้านกันจ้าละหวั่น หรือไม่ก็นำไข้เลือดออก ไข้มาเลเลียมาสู่คนในครอบครัวเปล่า ๆ

อาหารที่ฉันเล่าให้ฟังข้างต้นเรียกว่าอาหารสดซึ่งเป็นที่โปรดปรานของปลาทองมาก ๆ และคุณค่าทางโภชนาการสูงมีประโยชน์มากกว่าอาหารสำเร็จรูป

แต่นั่นแหล่ะค่ะ ความสดและความสะดวกมักจะเป็นศัตรูกัน อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารเม็ดจึงเข้ามาเติมช่องว่างนี้ สำหรับหญิงยุคใหม่ที่ใคร ๆ ให้สมญานามว่า “แม่บ้านสำเร็จรูป” ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่ง(อินเทรนด์ค่ะ)

อาหารสำเร็จรูปสำหรับปลา ให้ความสะดวกสำหรับคนรักปลาแต่ไม่มีเวลาเช่นฉัน ด้วยการหาซื้อที่ง่ายดาย ง่ายในการเก็บรักษา ทั้งยังเก็บไว้ได้นานทำให้อาหารประเภทนี้เริ่มเข้ามาแทนที่อาหารสด

แหม ก็ใครจะอยากวิ่งออกไปตามแม่น้ำลำคลองเก็บผักหญ้า ตักลูกน้ำ ลูกไร เอามาให้ปลากินล่ะคะ บางทีถึงจะอยากทำแบบนั้นแต่เราก็ไม่มีสถานที่ที่จะหาอาหารสดประเภทนั้น(เช่นดิฉันซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดกลางกรุง) หรือไม่ก็เลิกงานกลับบ้านตอนสองทุ่ม สามสี่ทุ่มคุณจะตะลอน ๆ ออกไปตะคุ่ม ๆ ตามพงหญ้าริมน้ำก็กระไรอยู่ใช่ไหมคะ

อีกทั้งอาหารเม็ดนั้นมีให้เลือกมากมายหลายประเภทให้เหมาะกับการใช้งานตามความต้องการของปลา จะเร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต เอาแบบจมน้ำได้ แบบลอยน้ำได้ ฯลฯ มีทั้งน้าน..

แต่ก็มีผู้ผลิตบางกลุ่มบางคนที่ไม่มีจรรยาบรรณหากินเอากับสัตว์เลี้ยงที่น่ารักเช่นนี้ โดยการผลิตอาหารที่ไม่ได้คุณภาพออกมาขายและอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค(อุ๊บส์…ปลาค่ะ) ทำไมมีทุกวงการเลยนะคะเนี่ย(ของคนก็เยอะ) อาหารพวกนี้จะไม่ได้คุณค่า จะผสมกลิ่น สี ผสมส่วนผสมที่ลดต้นทุนของตัวเองลงไปแต่ไม่มีประโยชน์ต่อปลาอาทิ แป้งมากเกินไป เวลาเลือกซื้อจึงขอให้เลือกตัวที่น่าเชื่อถือได้ดีกว่าค่ะ ขอให้เลือกเหมือนกับเลือกอาหารที่ให้ตัวคุณและคนในครอบครัวรับประทานเถอะค่ะจะเป็นกุศลต่อตัวคุณเอง

อย่างไรก็ดี วิธีที่เหมาะสมที่สุด(หากคุณสามารถ) คือเช้าอาหารเม็ด เย็นอาหารสด เพื่อให้ปลาได้อาหารจากธรรมชาติบ้าง

เมื่อพี่คนขายปลาตำหนิฉันที่สปอยล์ เอ้ย! ให้อาหารเจ้าลัคกี้กับเลิฟลี่มากเกินไปฉันก็เริ่มพิจารณาการลดอาหารที่ให้มันทั้งสองตัว

พี่เขาบอกว่าตัวละไม่เกินสิบเม็ดก็พอแล้ว ให้อาหารให้พอมีอาหารในท้องพออิ่ม หลักการดูว่าปริมาณอาหารพอเหมาะพอควรกับปลาหรือไม่คือ ปลาควรจะกินอาหารทั้งหมดภายในเวลา 20 นาที หากเกินเวลานี้แล้วควรจะตักอาหารที่เหลือทิ้ง ไม่จำเป็นต้องสอนปลาให้มีนิสัยเสียดายของเหมือนคนหรอกค่ะ จะได้ให้ปลาขยันว่ายน้ำเป็นการบังคับให้ออกกำลังกายไปในตัว ปลาที่อิ่มมากเกินไปจะไม่ค่อยเคลื่อนไหวและจะเป็นอันตรายกับปลาที่เรารักมากกว่า คือมันจะอิ่มเกินไปจนกระเพาอาหารโตไปดันกระบังลมทำให้เป็นโรคเสียการทรงตัว ว่ายน้ำหัวทิ่มไปทิ่มมาและหงายท้องตีลังกา ในที่สุดก็ตายอย่างน่าเวทนาจากความหวังดีของคนเลี้ยงนั่นแล

ดังที่ว่าปริมาณอาหารที่ฉันควรจะให้เลิฟลี่กับลัคกี้ก็คือ ตัวละไม่เกิน 10 เม็ดต่อมื้อเพื่อไม่ให้มันอิ่มเกินไปจนเป็นอันตราย แต่ฉันไม่เคยทำสำเร็จในเรื่องนี้ แค่ลดจาก 30 เม็ด เป็น 20 เม็ดต่อมื้อต่อตัวก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลาและคิดเป็นห่วงพวกมันทั้งวันว่ามันจะหิวตายระหว่างที่ฉันไม่อยู่บ้าน

ยี่สิบเม็ดสำหรับลัคกี้ “เด็ก…เด็ก” มันฮุบทีเดียวก็เกือบสิบเม็ดแล้ว ไม่เกินสี่รอบลัคกี้ก็กินอาหารหมด รวมทั้งกินของเจ้าเลิฟลี่บางส่วนด้วย ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที พวกมันทั้งสองตัวก็จะอ้าปากผะงาบ ๆ ขออาหารเพิ่มจากฉัน พอฉันไม่ให้มันมันก็จะว่ายวนทำท่าเดิมอยู่อย่างนั้น จนบางครั้งฉันก็อดไม่ได้ที่จะเดินกลับไปให้อาหารเพิ่ม

ไม่ควรเอาอย่างฉันนะคะ…อันนี้ซีเรียสมาก

เหตุผลที่ฉันไม่เคยทนเห็นท่าขออาหารของลัคกี้ได้เลยก็คือ ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว ฉันเป็นคนรักการรับประทานอาหารทุกประเภทที่มีประโยชน์เป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจความรู้สึกของการกินที่ไม่อิ่มว่ามันทรมานขนาดไหน

เมื่อกินเยอะรูปร่างก็สมบูรณ์เป็นธรรมดา ภายในครอบครัวของฉันไม่เคยมีหัวข้อในการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวแต่อย่างใดเพราะไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญ พวกเราจะคุยกันแต่เรื่องธรรมะ งาน เศรษฐกิจ การเมือง การกุศลต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นเมื่อแรกเข้ามาทำงานที่บริษัท ฉันจึงรู้สึกแปลกใจที่พี่นกมักจะทักทายฉันและคนอื่นในลักษณะว่า “อวบไปแล้วนะน้อง” “เสื้อไซส์ใหญ่กว่านี้ไม่มีเหรอจ๊ะ” “น้องข้าวต้มมัด” ฯลฯ อะไรทำนองนี้อยู่เป็นประจำ

แรก ๆ ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็ยิ้มหัวเราะเฉย ๆ ไม่คิดจะถือสาอะไร แต่เมื่อถูกทักบ่อย ๆ เข้าฉันก็ต้องหันไปสำรวจตัวเองในกระจกบ่อยขึ้น แต่โอ…ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้จัดอยู่ในประเภทอ้วนสักหน่อย(ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะ) ฉันมันประเภทน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีต่างหาก ฉันสูงหนึ่งร้อยหกสิบสี่เซนติเมตร หนัก 58 กิโลกรัม ในขณะที่พี่นกซึ่งสูงร้อยหกสิบกว่าใกล้เคียงกับฉันเธอหนัก 45 กิโล ฉันเคยได้ยินเธอคุยกับซี้ของเธอ(น้องดา) ซึ่งสูงและหนักไล่เลี่ยกันคือหนักประมาณ 46 กิโล เธอสองคนมักจะแย่งกันบอกว่าตัวเองอ้วน!

พี่บัญชาเคยบอกว่าผู้หญิงสมัยนี้เป็นโรคประสาทอ้วนขึ้นสมองจนทำให้ประสาทการรับรู้ด้านรูปร่างผิดเพี้ยนไปอย่างมาก คือทั้ง ๆ ที่ตัวเองผอมสุด ๆ อยู่แล้ว แต่จะนั่งยันยืนยันดันนอนยันว่าตัวเองอ้วน ๆๆๆ วิตกจริตที่ผิดเพี้ยนไปนี้ทำให้พวกเธอจะต้องอดอาหาร กินยา ฯลฯ ตัวอย่างที่ยืนยันความเห็นพี่บัญชาว่าเป็นจริงก็คือ บทสนทนาที่ดิฉันมักได้ยินจากนกผอมและคู่ซี้ผอมของเธอ

“น้องดาขา อุ้ยตายหายไปวันเดียวหนูผอมลงเยอะเลยนะ สวยเชียว แต่พี่สิแย่แล้วล่ะพี่

อ้วนมากเลย ดูสิท้องป่องเลย” หน้าตาวิตกกังวลสุดขีด นิ้วชี้ไปที่ท้องซึ่งมองยังไงฉันก็เห็นว่ามันแฟบจนแทบจะมองเห็นกระดูกสันหลังโผล่ทะลุออกมา หน้าท้องไซส์นี้ กระเพาะอาหารเธอคงจะไซส์เม็ดบ๊วยนะค่ะ

ส่วนน้องดาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะแย่งกันอ้วน “อุ้ย อะไรกันพี่นกคะ พี่นกน่ะผอม ดาสิอ้วน เนี่ยหนักขึ้นมาสองขีดเลยนะเมื่อวานเย็นไปกินสลัดผักดันเผลอราดน้ำครีมลงไป ปกติหนูกินน้ำใสค่ะ แก้มป่องเลยนะคะเนี่ย”

แววตากลัดกลุ้มกังวลอย่างจริงจังว่าเธออ้วน นิ้วชี้ไปที่โหนกแก้มที่สูงตอบเกือบจะเท่าโหนกของหลังอูฐในทะเลทราย

“เนี่ย! ต้องไดเอ็ทกันหน่อยแล้วล่ะ ไม่งั้นแย่แน่ ๆ “ พี่นกทำท่ากลุ้มจั้ย..กลุ้มใจ

“ไดเอ็ทอย่างเดียวเอาไม่อยู่หรอกพี่ งั๊นเย็นนี้เลิกงานเราสองคนไปฟิตเนสกันเถอะนะ คงต้องเบิร์นสักพันนึง(1,000 แคลอรี่ค่ะ)”

“กู๊ดไอเดียจ๊ะ อย่าลืมรอพี่ด้วยนะจ๊ะ”

“มันอะไรกันวะเนี่ยะ!!!” ขออนุญาตอุทานในใจอย่างหยาบคายเล็กน้อยค่ะ ก็คิดดูสิคะ ภาพที่ฉันเห็นคือโครงกระดูกเดินได้สองโครงแย่งกันจะเป็น เคท มอสส์ที่ผอมขนาดชาวเอธิโอเปียยังต้องเรียกพี่ ถ้าหากอย่างเธอสองนางเรียกว่าอ้วน …แล้วเดี๊ยนล่ะค่ะ ???

เป็นความผิดของฉันโดยตรงที่ลำพองไปว่าเลิฟลี่คงจะเลี้ยงหุ่นตามเจ้าของมัน แล้วก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรในเมื่อลัคกี้ก็ยังพะเน้าพนอเอาใจใส่ตามก้นกันไม่หยุดขนาดหลัง ๆ เลิฟลี่เหมือนกับพิ๊กกี้มากกว่า(เป็นข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าลัคกี้ เพราะมนุษย์ผู้ชายบางคนถ้าแฟนอ้วนอาจจะชิ่งหนีไปเลย) ฉันจึงไม่ได้เอะใจว่าจะมีปัญหาอะไร อีกอย่างฉันกำลังเห่อลูก ๆ ของมันซึ่งนับวันยิ่งน่ารักมากขึ้น หากมีเวลาว่าง ก็จะเฝ้าดูลักษณะแตกต่างของแต่ละตัวอย่างสนใจ

กระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ฉันให้หยอดอาหารลงไปในตู้เช่นเคย ลัคกี้วิ่งพุ่งปรู๊ดโครมครามมาเหมือนเดิม แต่ เลิฟลี่ นอนนิ่งอยู่ที่ก้นกาละมัง…
ลัคกี้กวาดอาหารเม็ดครั้งนั้น 40 เม็ดโดยไม่เรียกเลิฟลี่สักคำ..

ฉันโกรธลัคกี้มากเอานิ้วดันหัวมันไปหนึ่งทีเป็นการลงโทษที่ประพฤติตัวได้น่าเกลียดมาก มันตะกละได้เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ พอฉันเอานิ้วจิ้มหัวมันมันกลับอ้าปากฮุบนิ้วฉันเหมือนกับฮุบอาหาร “ลัคกี้!!!” ฉันกรีดเสียงดังมันถึงว่ายน้ำหนี มันว่ายไปอยู่ข้าง ๆ เลิฟลี่แล้วทำท่าทางรักใคร่ปานจะกลืน มันอาจจะกำลังถามเลิฟลี่ว่า “เมื่อกี้เห็นน้องไม่กินพี่เลยกวาดเรียบเลยครับ ไม่อยากเสียของน่ะ”
ผิดปกติมาก ๆ (ฉันคิด) เลิฟลี่น่าจะวิ่งมากินสักเม็ดสองเม็ด แต่มันนอนท้องบานอยู่ใต้น้ำ
โดยไม่ขยับ ฉันกลัวว่ามันจะหิวจึงใช้สองมือประคองมันออกมาใส่ถังน้ำเล็ก ๆ แล้วหยอดอาหารให้มันกินตัวเดียว เพราะถ้าหยอดลงไปในกาละมังอีก ก็เสร็จลัคกี้แน่ ๆ
แต่เลิฟลี่ไม่แม้แต่จะสนใจอาหารเหล่านั้นสักเม็ด
ฉัน(ยุ่งอีก) นั่งมองอาการสักพัก ทนไม่ได้จึงประคองมันขึ้นมาจ่อปากมันตรงอาหารที่ลอยอยู่ “เลิฟลี่ ลูก ไม่สบายเหรอจ๊ะ กินหน่อยเถอะนะ กินแล้วจะดีขึ้น” พอมันอ้าปากหายใจ อาหาร
บางเม็ดก็หลุดเข้าไปในปากของมัน ฉันเห็นอย่างนั้นก็ดีใจ แต่สักครู่มันก็บ้วนทิ้งออกมา
เลิฟลี่ไม่กินอาหาร…ฉันพลันนึกย้อนไปคิดถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กที่เฝ้าประคองปลาทองหัวสิงห์ ความหดหู่พลุ่งเข้ามาท่วมท้นหัวใจ…

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเลิฟลี่ก็ไม่ยอมขึ้นมากินอาหาร มันว่ายน้ำช้าๆ อย่างอุ้ยอ้าย ตัวพองขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็ไม่ว่ายน้ำเลยนอกเสียจากว่าลัคกี้จะว่ายน้ำไปชนที่ตัวมัน มันถึงจะเขยิบร่างกายนิดหน่อย ลัคกี้คงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ มันเฝ้าคอยว่ายน้ำวนรอบตัวภรรยาของมันและนอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นใกล้ ๆ กัน
ฉันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเศร้าใจ ฉันขวนขวายอ่านตำราอีกครั้งก็ไม่พบว่ามันเป็นโรคอะไร เพราะลำตัวก็ไม่เน่า ไม่มีจุดขาว ไม่มีสิ่งใดผิดปกตินอกจากมันอ้วนเอาอ้วนเอาโดยเฉพาะที่ท้อง ฉันทำทุกวิถีทางที่ได้รับคำแนะนำมาใส่ยาก็แล้ว ใส่เกลือก็แล้ว เปลี่ยนน้ำก็แล้ว ก็ไม่ดีขึ้น
มีอยู่สองโรคที่อาการใกล้เคียงคือ “โรคเนื้องอกและมะเร็ง” และ ”โรคไข่หิน”
“โรคเนื้องอกและมะเร็ง” ลักษณะทั่วไปคือปลาจะมีก้อนเนื้องอกออกมาภายนอกลำตัวมันจะว่ายน้ำผิดปกติ หรือหากว่าภายนอกไม่มีอาการแต่ปลาตัวอ้วนผิดปกติ ซึ่งเลิฟลี่อ้วนผิดปกติ สาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัดแต่อาจเกิดจากอาหารเป็นพิษเช่นเดียวกับคนนั่นเอง
อีกโรคก็คือ ”โรคไข่หิน” เกิดกับปลาตัวเมียซึ่งถึงวัยผสมพันธุ์แต่ไม่มีตัวผู้มาวิ่งไล่ หรือว่ามันอาจจะไม่สามารถออกไข่ได้ด้วยความเจ็บป่วยบางประการ ไข่จึงค้างอยู่ในท้องจำนวนมากอาจจะเสียไปทำให้ท้องปลาขยายใหญ่ขึ้น สุดท้ายปลาจะตายทั้งกลม (อาจเหมือนผู้หญิงที่คลอดลูกไม่ได้นั่นเอง) ดังนั้นหากซื้อปลามาเลี้ยงควรจะซื้อทั้งสองเพศเพื่อให้สมดุลกัน หรือไม่ก็ซื้อแต่เพศผู้ไปเลยเพื่อให้ไม่มีปัญหานี้
หลังจากปรึกษากับสัตว์แพทย์ พี่คนขายปลาและพี่บัญชาแล้ว พวกเราก็วินิจฉัยโรคเจ้าเลิฟลี่ว่า มันน่าจะเป็นโรคไข่หิน วิธีรักษาคือ ค่อย ๆ ประคองปลาขึ้นมา จับมันหงายท้องแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางค่อย ๆ รีดที่ท้องจากบนลงล่างเบา ๆ เพื่อช่วยให้ไข่ออกมา
ฉันจับเลิฟลี่รีดหลายครั้งก็ไม่ปรากฏว่าจะมีไข่ไหลออกมา หรือว่าฉันรีดเบาไป ก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันกลัวว่าอวัยวะภายในของมันจะช้ำ จึงรีดเบามาก ๆ ระหว่างที่ฉันปฏิบัติการอยู่นั้น ลัคกี้ก็เฝ้า
มองภรรยาของมันด้วยความห่วงใย
เมื่อไม่มีไข่ไหลออกมา พวกเราก็วินิจฉัยโรคขั้นสุดท้ายของเลิฟลี่ว่าคงจะเป็นเนื้องอกในท้อง เพราะว่าท้องของมันโตผิดปกติราวกับมะเขือเทศฝรั่งลูกใหญ่ๆ มีความกว้างประมาณเกือบสิบเซนติเมตร
โรคมะเร็งหรือเนื้องอกปลา ยังไม่มีทางรักษา!
เมื่อรู้แน่ว่าหมดสิ้นหนทางรักษา ฉันก็เตรียมใจรับวาระสุดท้ายของเลิฟลี่ แต่เจ้าลัคกี้น่ะสิ ทีแรกมันคงไม่เข้าใจว่าทำไม่ภรรยาสุดที่รักถึงได้นอนเงียบอยู่อย่างนั้น มันอยากจะว่ายน้ำเล่นด้วยกันเหมือนเดิม มันจึงพยายามว่ายน้ำเอาหัวไปดันที่ตัวเลิฟลี่อยู่ตลอด พอฉันให้อาหารมันก็จะว่ายมากินอาหาร พอกินเสร็จมันก็จะว่ายน้ำไปอยู่ใกล้ ๆ เลิฟลี่ ว่ายพลางเอาหัวและปากดุนที่ข้างลำตัวและที่ก้นของภรรยามัน
หลังจากพยายามอย่างหนักแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากเลิฟลี่ ฉันคิดว่าลัคกี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ภรรยาของมันกำลังจะต้องหายไปเหมือนกับเพื่อนทั้งสามตัวของมันเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว อาทิตย์ที่สามหลังจากที่เลิฟลี่เกิดอาการป่วยนี้ อาการซึมเศร้าของลัคกี้ก็เริ่มเพิ่มขึ้น มันถึงกับแทบจะไม่ว่ายน้ำมากินอาหาร แต่จะนอนเคียงข้างภรรยาของมันอยู่ที่ก้นกาละมังอยู่ตลอดเวลา
ลัคกี้ไม่กินอาหาร ลัคกี้ไม่ว่ายน้ำเล่น ลัคกี้ไม่กระโดดข้ามฟากมาฮุบอาหารอีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ฉันจะไม่เชื่อเลย…
ฉันเฝ้ามองอาการของทั้งสองตัวด้วยความสะเทือนใจปนแปลกใจในอาการของลัคกี้ ท้ายสุดฉันก็พึ่งสิ่งศักดิสิทธิ์ ก่อนจะหลับไปทุกคืนฉันสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิสิทธิ์คุ้มครองเลิฟลี่ ขอให้มันหายป่วยโดยเร็ว…
สรรพสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เพียงสามวันหลังจากลัคกี้เริ่มมีอาการซึมเศร้าและไม่กินอาหารด้วยความห่วงภรรยา เลิฟลี่ก็จากมันและลูก ๆ ไป
เช้าวันนั้นฉันตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตามปกติก็พบว่าเลิฟลี่หมดลมหายใจอย่างสงบอยู่ที่ก้นกาละมัง ร่างกลมขาวซีดป่องพองราวกับจะแตกปริ เกล็ดที่เคยวาววับสวยงามกลับดูไร้ชีวิตชีวาและตั้งชันขึ้นทั้งตัว มีลัคกี้อยู่ใกล้ ๆ มันกำลังเอาหัวดุนร่างอันไร้ชีวิตของเลิฟลี่อยู่ ดุน ดุนแล้วก็ว่ายไปมาช้า ๆ แต่ไม่ห่างจากร่างของภรรยาของมัน แล้วก็ว่ายมาดุนอีก ฉันนั่งร้องไห้และเฝ้ามองปฏิกิริยาของมันด้วยความสะเทือนใจ ฉันบอกมันว่า
”เลิฟลี่ไปดีแล้วนะลัคกี้ แกต้องตัดใจนะ” แต่ลัคกี้ยังคงใช้หัวดันร่างเย็นแข็งทื่อของเลิฟลี่อยู่เป็นระยะๆ สุดท้ายมันก็นอนสงบอยู่ข้าง ๆ เลิฟลี่โดยไม่ยอมขึ้นมากินอาหารที่ฉันให้ ดวงตากลมโตของมันฉายความโศกเศร้าหมดหวัง ฉันไม่มีวันได้ยินมันกระซิบที่หูเลิฟลี่ว่า
“ที่รักอย่าจากฉันไป”

Leave a Reply