บทที่ 6 โลกนี้มีเพียงเราสองคน(ตัว)

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่มีอะไรหรอก ลัคกี้มันหน้าหม้อน่ะ”

“ลัคกี้ หน้าหม้อ!!!”

ฉันเล่าอาการที่ลัคกี้ว่ายน้ำกวดเลิฟลี่ตั้งแต่แรกพบถึงข้ามคืนเลยทีเดียวให้พี่บัญชาฟัง ฉันกลัวว่าเลิฟลี่จะถูกลัคกี้กัดเอา ตอนเช้าก่อนที่ฉันจะออกจากห้องมาที่ทำงาน ลัคกี้ยังคงว่ายไล่เลิฟลี่อย่างบ้าคลั่ง จะแยกมันออกจากกันก็ไม่ได้เพราะฉันมีสายออกซิเจนชุดเดียว จึงต้องกำชับเลิฟลี่ให้ระวังตัวเองแล้วออกมาทำงานด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของเลิฟลี่

พี่บัญชาฟังแล้วกลับหัวเราะใหญ่ แถมยังใส่ร้ายว่าลัคกี้ “หน้าหม้อ”

“อะไรกันพี่ มาว่าลูกดิฉันได้ไงเนี่ย”

“จริง จริ๊ง ไม่ได้เล่นๆ ลัคกี้มันเป็นผู้ชายแน่ ๆ แล้วเผอิญไอ้ตัวที่น้องซื้อมาใหม่ ไหนชื่ออะไรนะ อ๋อ เลิฟลี่ มันคงจะเป็นตัวเมียใช่มั๊ย”

“ใช่ค่ะ คนขายบอกมันเป็นตัวเมีย”

“ก็นั่นไง ลัคกี้มันก็เป็นหนุ่ม มันก็ต้องมีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างไง พอเห็นตัวเมียมันก็ต้องวิ่งเข้าใส่แหล่ะ ไม่งั๊นก็แสดงว่ามันเป็นตุ๊ด”

“ว้ายตายแล้ว! เลิฟลี่ว่ายหนีใหญ่เลย แสดงว่ามันไม่ได้รักเจ้าลัคกี้ นี่หนูปล่อยมันอยู่สองต่อสองป่านนี้เจ้าเลิฟลี่มิเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วเหรอเนี่ย โธ่!”

“บ้าน่า ผู้หญิงมีผู้ชายมาจีบมีใครไม่ชอบบ้าง มันก็เล่นตัวไปอย่างนั้นแหล่ะน้องไม่ต้องคิดมาก” พี่บัญชาเปรียบเปรยได้ชัดเจนมาก สาว ๆ ที่นั่งฟังอยู่น่าแดงกันไปตาม ๆ กัน

“ที่พี่บอกเมื่อวานเห็นจะจริงนะ วันนี้ลัคกี้มันไม่ค่อยว่ายไล่เจ้าเลิฟลี่เหมือนเดิมแล้วล่ะ”
ฉันมาเล่าให้พี่บัญชาฟังในวันต่อมา
“แต่พอมีสองตัว น้ำมันสกปรกเร็วนะพี่ เมื่อวานกลับไปเห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น ๆ นะเมือกสองตัวเยอะจัง มี่เลยเปลี่ยนน้ำใหม่เลย”
“มันกำลังผสมพันธุ์กัน! ไม่รู้เรื่องเลยยัยนี่”
“หา???”
“ตามธรรมชาติของปลาทองนะ พอถึงช่วงผสมพันธุ์ได้ ตัวผู้จะวิ่งไล่ตัวเมียตลอด อาจจะทั้งคืนทั้งวันเลย ยิ่งถ้าเป็นช่วงเปลี่ยนน้ำใหม่ ๆ น้ำสะอาด ๆ นะมันยิ่งชอบ ฟิตจัดเลยล่ะ พอวิ่งไล่กันได้ที่แล้วตัวเมียก็จะปล่อยไข่ออกมา ส่วนตัวผู้ก็จะฉีดน้ำเชื้อใส่ไข่พวกนั้น ไอ้ที่น้ำเป็นสีขาวก็จากน้ำไข่กับน้ำเชื้อของปลานี่แหล่ะน้องเอ๊ย!”
“ว้ายตาย! น่าเกลียดมาก แล้วไข่มันจะเป็นตัวหรือเปล่าล่ะพี่”
“พวกเราเลี้ยงแบบนี้ปกติไม่ทันเป็นตัวหรอก พ่อแม่มันก็กินไข่หมดแล้ว มันไม่รู้เรื่องหรอก”
“แล้วทำยังไงถึงจะให้มันเป็นตัวได้ล่ะพี่” ฉันรู้สึกสงสารไข่ที่ถูกพ่อแม่มันกิน
“ก็ต้องคอยสังเกตนะ พอมี่เห็นมันวิ่งไล่กันอีกนะ เตรียมตัวได้เลยน้อง ภายในหนึ่งวันมันจะวางไข่ น้องต้องเอาต้นไม้ใส่ลงไปให้มันวางไข่ ตัวเมียจะชอบวางไข่ที่ต้นไม้ พอไข่ออกมาน้องก็ดึงต้นไม้ขึ้นมาใส่น้ำแยกไว้ต่างหาก ต้องมีออกซิเจนด้วยนะ ถ้าไม่มีต้นไม้ มันจะวางไข่บนทรายหรือบนหิน หรือไม่ก็ผนังตู้ จะแยกออกมายากนะ หรือไม่น้องก็แยกเอาพ่อแม่มันออกมาเลี้ยงต่างหากอาจจะง่ายกว่า ปล่อยไข่ไว้อย่างนั้นสักสองสามวันก็ฟักเป็นตัวแล้ว แต่ออกซิเจนต้องเบานะ แรงไม่ได้เลย ไม่ควรใช้ที่กรองน้ำด้วย เพราะมันจะดูดไข่เข้าไปหมด แต่พี่ไม่เคยฟักนะ ไม่มีเวลาหรอก ของพี่เลี้ยงในบ่อใหญ่ ยี่สิบกว่าตัว ไม่ทันทำอะไรตัวอื่นก็ออกมากินไข่หมดแล้ว” พี่บัญชาร่ายยาว
ฉันฟังไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะไม่เคยมีความคิดว่าจะฝึกฟักไข่ปลา ขนาดมืออาชีพอย่างพี่บัญชายังไม่เคยฟักได้เลย

พักนี้เจ้าลัคกี้กับเลิฟลี่คงจะรำคาญฉันเป็นอย่างมากที่ระยะหลังพอมีเวลาฉันจะต้องนั่งจ้องมันทั้งสองตัวอยู่เป็นประจำ ถึงขนาดที่ว่าเอาชามข้าวมานั่งกินที่หน้าตู้ปลาเลยทีเดียว มันจะจู๋จี่กันยังไง หยอกล้อกันท่าไหนฉันเห็นหมด
สาวเลิฟลี่มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่ฉันคาดไว้แต่ตอนแรก มันนำความร่าเริง สดใส ความมีชีวิตชีวามาให้ลัคกี้อย่างแท้จริง แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกหมั่นไส้มันทั้งสองตัวเหลือเกิน เพราะมันเอาแต่ว่ายน้ำช้า ๆ คลอเคลีย ๆ กันตลอด เลิฟลี่จะทำหน้าเหมือนนางพญาหัววุ้น ว่ายน้ำนำ ขณะที่เจ้าลัคกี้ก็เหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์ว่ายตามท้ายไปติด ๆ และอย่างที่เคยเล่าไปแล้ว บางครั้งหัวของลัคกี้ก็ไปชนติดอยู่ที่ก้นของเลิฟลี่ ฉันมองอาการของพวกมันแล้วรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ๆ (ความรู้สึกของคนไม่มีแฟนค่ะ) พอเลิฟลี่อมทรายแล้วพ่นทิ้งออกมา ลัคกี้ก็เอามั่งดูดทรายอมเข้าไปในปากแล้วพ่นทิ้งตามออกมา โอ๊ย! สุดจะหมั่นไส้
อาการดูดทรายแล้วพ่นทิ้งออกมาที่ตอนแรกฉันคิดว่าปลาคงจะหิวอยากกินอาหารนั้น เป็นความเข้าใจผิด ฉันได้อ่านจากหนังสือคู่มือบางเล่มอธิบายไว้ว่าปลาดูดทรายเข้าไปเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและทรายนั้นก็ไม่เป็นอันตรายต่อปลาแต่อย่างใด แต่กลับจะช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายของมันเป็นไปได้ดี
ที่ฉันเอาแต่นั่งจ้องพวกมันโดยไม่คิดว่าเสียมารยาทก็เพราะว่าฉันอยากเห็นช่วงเวลาที่มันวางไข่ ไม่ใช่อะไรหรอก ก็ไม่เคยเห็นนี่นา น่าดูออกจะตายไป
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าลัคกี้ดูเหมือนจะหลงใหลเสน่ห์และความงามของเลิฟลี่ขนาดไหน แต่เมื่อถึงเวลาให้อาหารมันจะดีแตกทันที คือรีบกระโจนขึ้นมาที่ผิวน้ำแล้วอ้าปากกว้างเพื่อฮุบอาหารให้มากที่สุดอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าเจ้าเลิฟลี่ถูกมันชนกระเด็นเซไปที่ไหนแล้ว ฝ่ายลัคกี้ก็ยังคงเป็นหญิงสาวที่นุ่มนวล น่ารักเหมือนเดิมคือ ค่อย ๆ ว่ายน้ำเข้าไปกินอาหารหลังจากลัคกี้สวาปามอย่างมูมมามไปเกือบเกลี้ยงแล้ว
เลิฟลี่เอ๋ย เลิฟลี่ กรรมของแกจริง ๆ ลูก ที่ต้องมาเจอผู้ชายนิสัยแบบนี้ แม่ผิดเองลูกที่เลี้ยงลัคกี้มาแบบลูกชายโทน มันเลยติดนิสัยแย่ ๆ นี่มา
หลายครั้งฉันโมโหมาก ๆ ที่เห็นลัคกี้มันเอาเปรียบเลิฟลี่ ฉันก็นึกอยากจะจับเจ้าลัคกี้ขึ้นมาแล้วหยิกมันที่ปากให้สาสมกับความตะกละของมัน
แต่นั่นแหล่ะค่ะ เลิฟลี่ของฉันเป็นกุลสตรีหยาดเพชรโดยแท้ เธอยึดหลัก “…อภัยรู้เพียงแต่ให้ไปไม่หวง เจ็บทรวงหน่วงใจให้รู้ทน รู้กลืนกล้ำ เลิศล้ำความเป็นยอดปลา(คน)…”
เป็นฉันหน่อยไม่ได้ลัคกี้มันต้องเจอฉันตีหน้ายักษ์ใส่ร้อยแปดคำถามประเภท “สุภาพบุรุษที่สุดในโลกเลยนะเนี่ย” “ทำไมพี่ไม่ให้หนูกินก่อน” “โห พี่แย่งหนูกินหมดเลยเหรอ” “พี่ชนหนูกระเด็นเลยนะ หิวมากเหรอเพ่”
ฉันรักความยุติธรรมโดยนิสัย ฉันถือว่าสุภาพบุรุษต้องให้เกียรติสุภาพสตรี ไม่เอาเปรียบหรือรังแกสุภาพสตรี แต่ว่ามันก็เรื่องในครอบครัวเขาน่ะนะ ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถเข้าไปเป็นมือที่สามของเจ้าสองตัวนี้ได้ ในเมื่อเจ้าเลิฟลี่มันทนได้ก็ให้มันทนไป นี่อาจเป็นคุณสมบัติที่น่าดึงดูดใจเพศตรงข้ามที่ฉันไม่มีก็เป็นไปได้ ลัคกี้มันถึงอินเลิฟขนาดหนัก พอกินอาหารเสร็จ มันก็กลับมาตามเทคแคร์ภรรยาของมันเหมือนเดิมแล้วทั้งสองตัวก็ควงคู่กระหนุงกระหนิง ๆ พากันว่ายน้ำชมหินชมทรายชมไม้กันตามปกติ
ดีนะเนียะที่ฉันไม่เผลอไปยุแยงตะแครงรั่วเจ้าเลิฟลี่ให้ลุกขึ้นมาปฏิวัติเจ้าลัคกี้ ไม่งั้นฉันก็คงจะกลายเป็นหมาหัวเน่าเวลาที่มันสองตัวดีกัน เหมือนที่เคยทำ(ด้วยความหวังดี)กับเพื่อนสาวหลาย ๆ คนของฉันที่แต่งงานไปตั้งแต่เรียนเพิ่งจบแล้วเจอสามีประเภทชอบไปตีกอล์ฟตอนเที่ยงคืน หรือไม่ก็ติดประชุมมันทุกคืนทุกวัน ไม่ก็เป็นสุภาพบุรุษที่ถือหลักว่าต้องช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำจุนสตรีที่ทุกข์ยากทุกคน(ยกเว้นเมียตัวเอง)
โดยธรรมชาติของฉันเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเลย แต่ที่จำต้องให้คำปรึกษาอันทรงคุณค่า(เปรียบเหมือนชี้ทางสว่าง) แก่เพื่อน ๆ ก็เพราะ ข้อหนึ่ง พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยของฉัน ข้อสอง ฉันเหลืออดที่เห็นแม่เจ้าประคุณต่างร้องห่มร้องไห้โทรมาหาฉันหรือไม่ก็ร้องกันต่อหน้าเลยเวลาไปทานข้าวด้วยกัน หน้าตาทุกข์โศกบวมปูดเหมือนกับร้องไห้มาทั้งเดือนทั้งปีมาเจอฉัน หัวเหอกระเซอะกระเซิง ข้อสาม ไอ้ฉันนี่เกลียดและทนไม่ได้เลยกับผู้ชายที่ประพฤติตัวผิดศีลธรรมและเอาเปรียบผู้หญิง เห็นใจเพื่อนมาก ๆ เข้า ต้องฟังพวกเธอมานั่งร้องไห้มาก ๆ เข้า นานวันฉันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ปัญหาที่ต้องทนนั่งฟังก็ซ้ำ ๆ กันอาทิ เขาไม่กลับบ้าน เขาด่าหยาบ ๆ คาย ๆ เขาตะคอก เขาเลี้ยงเด็ก ๆ ไว้เต็มไปหมด เมียน้อยโทรมาขอสามีซึ่ง ๆ หน้า เมียน้อยชอบโทรมาตอนหลังเที่ยงคืน เขามาไถเงิน แม่เขาสนับสนุนเขาให้ไปเที่ยวนอกบ้าน น้องสาวเขาชอบใช้งานเธอราวกับขี้ข้า ฯลฯ ปีแล้วปีเล่าซ้ำซาก วนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่มีทีท่าว่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์โศก แถมยังจะฉุดดึงจิตใจฉัน(ซึ่งปกติเป็นคนสุขภาพจิตแข็งแรงระดับแนวหน้า)ให้ตกนรกกับความเศร้าของพวกเธอ ฉันก็คิดว่าด้วยหน้าที่ของเพื่อนที่ดีจำต้องชี้ทางสว่าง(ตามไอเดียของฉัน) คือแนะนำให้เขาหย่ากัน ก็ในเมื่อเธอ ๆ ต้องมีหน้าตาท่าทางจะเป็นจะตายกันขนาดนั้น จะทนอยู่ไปทำไมกับชีวิตที่ไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีเลยซักกะนิด ผลก็คือฉันแทบจะต้องตัดขาดความสัมพันธ์จากเพื่อน ๆ พวกนั้นหลังจากที่สามีเธอ ๆ พูดดีด้วยแค่หนึ่งคำ หรือออดอ้อนนิดหน่อย ฉันก็กลายเป็นหมาหัวเน่าตามฟอร์ม
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันก็ไม่เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวกับใครอีกเลย และยังไม่ยอมรับฟังปัญหาเรื่องส่วนตัวของใครอีกด้วย ปัจจุบันเพื่อน ๆ เหล่านั้นยังคงแก้ปัญหาเดิม ๆ ของตัวเองไม่ได้แม้ว่าจะมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มเข้ามาในครอบครัว ร้ายไปกว่านั้นดูเหมือนว่าปัญหาจะมากขึ้น ๆ ทุกวัน เธอ ๆ แต่ละคนจึงดูแก่กว่าอายุจริงอย่างมาก นั่นทำให้ฉันรู้สึกเข็ดขยาดต่อชีวิตคู่ไปเลย

เฝ้ารอดูเจ้าเลิฟลี่วางไข่อยู่นานจนเบื่อที่จะตามดูจึงล้มเลิกความตั้งใจ แต่ในเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่สดใสวันหนึ่ง ภายในเรือนหอของเจ้าสองตัวก็เต็มไปด้วยเม็ดสีขาวใสเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสาคูขนาดเล็กเกาะอยู่ตามต้นไม้ปลอม ก้อนหิน ที่กรองน้ำ ผนังตู้ และ ทั่วตู้ บางส่วนก็ลอยเป็นฟอง ฟอด ๆ อยู่บนผิวน้ำ จำนวนนับไม่ถ้วนเลยจริง ๆ ฉันกะเอาด้วยสายตาคร่าว ๆ ว่าเป็นพันฟองได้ และยังมีเมือกสีขาว ๆ ลอยฟ่องในน้ำ และบริเวณผิวน้ำ ฉันตื่นเต้นมาก
“เฮ้ย! อะไรเนียะ”
มันวางไข่แล้ว คราวนี้ฉันสังเกตเห็นชัด ครั้งที่แล้วไม่ทันมองว่ามีไข่อยู่ข้างใน ตื่นมาเห็นน้ำเปลี่ยนเป็นสีขุ่น ดูแล้วสกปรกก็เลยใช้สายยางดูดน้ำทิ้งทันที แต่คราวนี้ฉันเตรียมตัวรอมานานเกือบเดือนแต่ก็ไม่ทันเห็นวินาทีที่มันวางไข่ ไม่เป็นไรเห็นแค่ไข่ก็ฉันตื่นเต้นแล้วหล่ะนะ หันมองไปเห็นเจ้าสองตัวกำลังว่ายน้ำสบาย ๆ คลอเคลียกันไปมาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับโลกทั้งโลกมีแค่เธอและเขา น่าหมั่นไส้จริง ๆ มันคงเหนื่อยกันเพราะพึ่งเสร็จกิจกรรมวางไข่เมื่อเช้ามืด ฉันเดาเอาจากคำบอกเล่าของพี่บัญชาที่ว่ามันชอบวางไข่ตอนกลางคืน โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด หลังจากที่ว่ายน้ำกวดกันจนเหนื่อยอ่อน
โอ๊ย ตายแล้ว ทำไงดีล่ะ ?
เทน้ำทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำใหม่ใส่ดีกว่า…
ไม่ดีไม่ดี ไข่ออกมาแล้วมีชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เททิ้งไปบาปเปล่า ๆ…
ถ้าไม่ทิ้งแล้วจะทำไงล่ะ?…
ปล่อยไว้ในนั้นแหล่ะ ตัวไหนโชคดีเกิดมาก็เกิด โดนพ่อแม่มันกินก็ตามดวงมันละกัน….
ไม่เอาไม่เอา ฉันจะทนเห็นมันกินลูกของมันเองได้ไงกัน… ไร้อารยะธรรมและโหดร้ายจะตายไป…
ไม่ต้องแคร์หรอกนะก็มันเป็นสัตว์จะไปคิดอะไรเป็น และก็เป็นธรรมชาติของปลาอยู่แล้วนะ…
ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันรับไม่ได้เด็ดขาดที่จะปล่อยให้พ่อแม่กินลูก ๆ …
อ้าว! ว้าย! นั่นลัคกี้กำลังทำอะไร มันจะทำอะไรนะนั่น ว้าย! ลัคกี้ทำท่าอ้าปากกว้างจะดูดไข่แล้ว!

Leave a Reply