บทที่ 4 บ้านหลังใหม่

By admin on Friday, August 14, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“ล้าค….กี้!!!”

ฉันตวาดแว๊ดจนเจ้าลัคกี้สะดุ้งโหยง มันพลิกตัวพุ่งลงน้ำไปอย่างรุนแรงในทันที ลำตัวและหางสะบัดกระแทกแผ่นน้ำจนหยาดน้ำกระเซ็นเลอะใบหน้าฉันเป็นครั้งที่สองในชั่ววินาทีเดียว

ยิ่งตกใจ เจ้าลัคกี้ก็ยิ่งว่ายน้ำไปมาอย่างกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง นั่นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ฉันอึ้งไปชั่วครู่ สักพักก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห ปนขำขันตัวเอง

ฉันตวาดมันเพราะมันดิ้นไม่หยุดจนน้ำกระเด็นใส่หน้าฉันในขณะที่ฉันกำลังบรรจงปล่อยมันลงไปอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งก็คือกาละมังซักชุดชั้นในใบสีชมพูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ของฉัน (กาละมังใบเดียวในบ้านเพราะเสื้อผ้าอื่น ๆ ฉันส่งซักข้างนอก) มันคงกลัวว่าจะถูกจับไปทำอะไร ถึงได้ดิ้นพรวด ๆ จนหน้าฉันและเสื้อเปียกไปหมด กลายเป็นว่าเพราะฉันไปถือสาหาความกับสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กรรมจึงตามทันตาเห็น โดยการให้ฉันถูกน้ำที่เต็มไปด้วยเมือกจากตัวเจ้าลัคกี้กระเด็นมาใส่อีกครั้ง ทั้งเหม็นคาว ทั้งกลัวว่าหน้าจะแพ้ยาแก้โรคต่าง ๆ ที่หยดลงไปในน้ำจนเป็นสีฟ้า แล้วยังเสื้อเชิร์ตสีครีมก็เลอะสีฟ้าของน้ำยาเป็นจุด ๆ (ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้)

“โอ๋ๆ แม่ขอโทษคะลูก แม่ไม่ควรเสียงดัง แม่ไม่ว่าหนูแล้วค่ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ”

ฉันขอสงบศึก แต่ลัคกี้ยังคงไม่ให้อภัย มันก้มหน้าก้มตาว่ายวนปรู๊ดปร๊าด ๆ ไปรอบ ๆ กาละมังราวกับกำลังวิ่งรอบวงโคจรของโลก มันไม่ว่ายข้ามฝั่ง แต่มันว่ายโดยเอาลำตัวข้างหนึ่งชิดกับผนังกาละมังทุกครั้งแล้วว่ายวนไปวนมา

“อยู่ในนี้ไปก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวเย็นนี้แม่จะไปซื้อบ้านสวย ๆ มาให้หนู”

ลัคกี้ค่อยสงบลง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของฉัน ฉันเรียกมันว่า”ลูก” ก็เพราะว่าฉันรู้สึกผูกพันกับมันตั้งแต่แรกเห็น เวทนาสงสารมันเหลือเกิน และฉันตั้งใจจะให้มันมีความสุขที่สุดก่อนตาย ลูกปลาผู้อาภัพเหมือนรู้ฐานะของตัวเอง มันค่อย ๆ ลดความเร็วลงและที่สุดก็ว่ายน้ำอย่างหงอยเหงาเซื่องซึมพลางแอบเหลือบตาขึ้นมองดูฉันเป็นระยะ ๆ ฉันหยอดอาหารเม็ดเล็กสำหรับลูกปลาที่หยิบมาจากบริษัทให้มันสี่ห้าเม็ด แต่มันกลับไม่ยอมขึ้นมากินอาหาร

“ทำไมไม่กินล่ะลูก ไม่หิวเหรอ กินหน่อยเถอะนะจะได้มีแรง หายป่วยไว ๆ อย่าให้แม่ต้อง
ห่วงสิ แม่ต้องกลับไปทำงานก่อน ลูกพักผ่อนคนเดียวนะ แม่จะรีบกลับมาจ๊ะ”

ฉันก้มหน้ากระซิบกับเจ้าลัคกี้จนจมูกเกือบจะจรดน้ำ ลัคกี้คงตกใจที่เห็นยักษ์หน้ากลม ๆ แป้น ๆ ยื่นหน้าสีขาวซีดลงมา มันตกใจอีกครั้ง รีบว่ายไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง ฉันรู้สึกโมโหนิด ๆ(เสียฟอร์ม) ที่มันไม่เข้าใจคำพูดของฉัน ไม่เข้าใจความรู้สึกผูกพันของฉันที่เริ่มก่อตัวขึ้น มันไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงขนาดไหนที่พามันกลับมาบ้านโดยที่พี่นกไม่ได้อนุญาติ ฉันทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิดแถมยังต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์หัวกระเซิงพามันกลับมาที่บ้าน แต่มันกลับทำท่ากลัวฉัน ไม่เชื่อฟังฉันที่สั่งให้มันกินอาหาร!

กาละมังใส่ลัคกี้ถูกวางไว้ใต้อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ นั่นเป็นที่เดียวที่สะดวกในการที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อไม่ให้เลอะเทอะ การอยู่ที่คอนโดลำบากตรงพื้นที่จำกัดนั่นเอง

คอนโดของฉัน(ที่เช่าอยู่) อยู่ที่ปลายถนนหลังสวนต่อถนนสารสิน เป็นตึกเล็ก ๆ สีครีมสร้างเป็นแนวยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าลึกเข้าไปในซอยตรงข้ามธนาคารกสิกรไทยสาขาหลังสวน ท่ามกลางตึกหรูแถบถนนนั้น ตึกสูงเจ็ดชั้น มีห้องทั้งหมดประมาณห้าสิบห้อง ชั้นดาดฟ้าสร้างเป็นคอร์ทเทนนิสและลานออกกำลังกาย ห้องของฉันอยู่ชั้นที่สองติดฝั่งตะวันตก อากาศร่มเย็นอยู่เสมอ มองนอกหน้าต่างลงไปข้างล่างจะเห็นบ้านผู้มีอันจะกินแถบหลังสวนทั้งสิ้น จึงเป็นภาพบ้านเก่าหลังใหญ่รายล้อมด้วยบ้านเล็กบ้านน้อย และต้นไม้เก่าแก่ต้นใหญ่ ๆ ซึ่งสวยงามและมีคุณค่ามากสำหรับฉัน

ฉันเลือกเช่าที่นี่ตั้งแต่สี่ปีที่แล้วหลังจากที่เดินสำรวจคอนโดทุกแห่งตลอดถนน(แทบลมจับกับราคาค่าเช่า) ฉันพอใจที่นี่มากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะราคาค่าเช่าที่สมเหตุสมผลสำหรับพนักงานบริษัทธรรมดา ๆ อย่างฉัน แต่ด้วยชั้นบนสุดคือชั้นที่เจ็ดเป็นที่อยู่ของเจ้าของคอนโดและผู้ที่ดูแลคอนโดคือคนในครอบครัวของเจ้าของ เจ้าของเลือกที่จะสร้างคอนโดเล็ก ๆ เพื่อกลุ่มลูกค้าที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเช่นฉัน เขาจะสร้างใหญ่โตสูงยี่สิบสามสิบชั้นก็ได้ แต่เขาไม่ต้องการ เขาพอใจที่จะทำธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อสนองพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงมากกว่า

แต่กว่าจะเช่าได้ก็ไม่หมูหรอกนะคะ ฉันต้องออดอ้อนผู้จัดการคอนโดเพื่อที่จะได้ราคาค่าเช่าที่พิเศษสำหรับหญิงสาวโสดที่จะไม่ทำความรำคาญให้ผู้เช่าผู้อื่น จะไม่มีวันเบี้ยวค่าเช่า อีกทั้งจะจ่ายค่าเช่าตรงเวลาเป๊ะ ๆ หว่านล้อมเธออยู่ครึ่งค่อนวันฉันก็สมใจ ผู้จัดการใจอ่อนยอมลดราคาให้ฉันถึงเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ สำหรับห้องสตูดิโอ ซึ่งรวมทุกห้องอยู่ในห้องเดียวบนพื้นที่กว่าห้าสิบตารางเมตร

เสร็จจากจัดการกับเจ้าลัคกี้ ฉันก็ต้องกระหืดกระหอบกลับเข้าบริษัทก่อนสิบเอ็ดโมงเล็กน้อย ระหว่างที่เดินไปที่โต๊ะทำงานก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาทำให้ฉันรู้สึกกังวลใจ อันที่จริงไม่ต้องเดาฉันก็พอจะรู้ว่ามีเรื่องอะไร พี่นกคงจะโวยวายเรื่องเจ้าลัคกี้แล้วก็ขอให้นายลงโทษฉันแน่ ๆ แต่เป็นไงก็เป็นกัน !

“ยอมตายดีกว่ายอมทำบาป” เป็นคติพจน์ประจำใจของฉันที่ยึดถือมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม ฉันจบจากโรงเรียนแม่ชี ซึ่งเน้นหนักในด้านการซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น จะต้องทำดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง สิ่งที่แถมมาด้วยก็คือความกล้าบ้าระห่ำ

พวกเรา หมายถึงฉันและเพื่อน ๆ เติบโตมาเป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจเป็นเลิศ ในเมื่อพวกเราใช้ชีวิตอยู่กันแต่ผู้หญิง ทุกอย่างเราทำกันเองได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะปีนโต๊ะหนังสือเพื่อติดของประดับห้องเรียนในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ยก หรือ เคลื่อนย้ายสิ่งของหนัก ๆ ที่ปรกติหากเป็นโรงเรียนรวมชายหญิง งานเหล่านี้จะเป็นของนักเรียนชาย เราไม่เคยคิดว่าสติปัญญาของเราจะด้อยกว่าผู้ชายแม้สักนิด ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ฉันถูกปลูกฝังมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นไม่มีวันเสียหล่ะที่ฉันจะยอมให้ยายซี่โครงไก่มาตะคอกใส่หน้าฉันอีกเป็นครั้งที่สอง

ไม่ทันจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ทำงาน โทรศัพท์ที่โต๊ะก็ดังขึ้น ฉันรู้ว่าสายลับแจ๊ดคงจะมีอะไรเด็ด ๆ มารายงาน เมื่อตอนเดินเข้าบริษัทมาเธอไม่อยู่ที่เคาน์เตอร์ มีน้องดา พนักงานฝ่ายบุคคลมานั่งรับโทรศัพท์แทนและให้เผอิญน้องดาเป็นสุดซี้กับพี่นกซี่โครงไก่ ฉันจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเชิดหน้าเข้ามาโดยไม่ทักทายเธอ

และอย่างที่คิด สายลับแจ๊ดโทรมาเล่าให้ฉันฟังว่าคล้อยหลังฉันไม่กี่นาที คุณซี่โครงไก่ก็เดินออกมาสำรวจปลาของเธอ เมื่อไม่เห็นก็โวยวายจนบริษัทแทบแตก เธอเข้าไปฟ้องนายใหญ่ โชคดีที่คุณสมเกียรติดักทางเธอไว้เรียบร้อยโดยการโทรศัพท์ไปเล่าเรื่องให้นายฉันฟังตั้งแต่ตอนเช้า ผลก็คือคุณซี่โครงไก่เดินหน้าเหี่ยวออกมาจากห้องนาย ท่ามกลางสายตาตำหนิจากเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ

ไม่มีใครทราบว่านายพูดอะไรกับเธอ แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันกับเธอก็ไม่เคยสื่อสารด้วยวาจากันอีกเลย ก็ในเมื่อเจอหน้ากันทีไรแม่เจ้าประคุณเล่นจิกตาจ้องมองฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำไมฉันจะต้องเข้าไปเสี่ยงกับผีดิบซี่โครงไก่ด้วยหล่ะ น่ากลัวจริง ๆ กึ๋ยส์…

ค่ำวันนั้น ลัคกี้ก็ได้บ้านใหม่เป็นตู้กระจกเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 81210 นิ้ว เป็นตู้ขนาดเล็กที่สุดในร้านตามงบประมาณคนเลี้ยง (รูดบัตรค่ะ) พื้นปูด้วยทรายเม็ดละเอียดประดับด้วยหินก้อนสีขาว มีขอนไม้เก่า ๆ ขนาดสั้น ๆ สีน้ำตาลดำติดดอกไม้พลาสติกสีส้มเหลืองวางอยู่กึ่งกลางตู้รายล้อมด้วยต้นไม้ปลอมสีเขียวสามพุ่ม เป็นตู้ปลาที่สวยงามน่าอยู่มาก ฝาตู้เป็นแบบอลูมิเนียมสีน้ำตาลบรอนซ์ติดไฟนีออนทำให้ดูสวยงามในเวลากลางคืน ฉันวางบ้านใหม่ของลัคกี้ไว้บนชั้นวางอ่างล้างจานติดหน้าต่างข้างซ้ายมือของห้องนอนของฉันเพราะที่ตรงนั้นสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำและมีปลั๊กไฟพอสำหรับเสียบสายออกซิเจนและไฟที่ตู้

อ่างดินที่พี่บัญชาบอกว่าเหมาะแก่การเลี้ยงปลาทอง สำหรับฉันแล้วยากแก่การหาซื้อในเวลานั้นเนื่องจากว่าไม่มีขนาดเหมาะกับลัคกี้ แต่ฉันเลือกตู้ใบนี้อยู่นานที่ร้านขายปลาชั้นใต้ดินของห้างเอ็มโพเรี่ยม เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวกับสามีของเธอที่ใจดีตอบคำถามฉันทุกข้อโดยไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายทำให้ฉันได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาเสียเยอะ เธอยังแนะนำให้ฉันใส่น้ำแค่สามในห้าส่วนของความสูงของตู้เท่านั้น พอลัคกี้ปรับตัวได้แล้ว คือไม่ว่ายน้ำหัวทิ่ม หรือว่ายควงตีลังกา หงายท้อง จึงค่อย ๆ ใส่น้ำเพิ่มทีละน้อย ๆ ในภายหลังจนดูพอเหมาะสวยงาม เธอยังแนะนำให้ฉันซื้อน้ำยาฆ่าคลอรีนและอาหารเม็ดสำหรับลูกปลายี่ห้อดังจากญี่ปุ่นถุงใหญ่มาสำรองเอาไว้ รวมทั้งออกซิเจนเกล็ดที่จำเป็นสำหรับกรณีไฟฟ้าดับ

โดยปกติแล้ว การให้ออกซิเจนปลาจะทำโดยการใช้มอเตอร์เล็ก ๆ ปั่นพ่นออกซิเจนในอากาศลงไปในน้ำผ่านทางสายยางสีใส แต่บ้านเมืองเราไฟฟ้าดับบ่อยมาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาอย่างร้ายแรง จริง ๆ แล้วนั้น ปลาทองบางประเภทที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กโดยไม่ใส่ออกซิเจน ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่มีออกซิเจน แต่ปลาทองส่วนใหญ่ต้องการออกซิเจน บางครั้งไฟดับเพียงครึ่งชั่วโมงปลาทนไม่ได้ตายไปก็บ่อย ดังนั้น หากไฟฟ้าดับเราสามารถโปรยเจ้าออกซิเจนเกล็ดนี้ลงไปในน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับปลาได้ การให้ออกซิเจนปลาจะทำให้ปลามีสุขภาพดีและอายุยืนนาน จะได้อยู่เป็นเพื่อนที่น่ารักกับมนุษย์อย่างเราได้นานขึ้น

เจ้าของร้านแนะนำให้ฉันเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ช่วงใส่ยา คือ สองวันครั้งแต่เปลี่ยนน้ำเก่าออกแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์หรือครึ่งหนึ่ง เติมน้ำใหม่เข้าไปเท่าที่เอาออก หากเปลี่ยนน้ำใหม่ทั้งหมดปลาจะรู้สึกแปลกน้ำ บางครั้งมันปรับตัวไม่ได้ หรือเผอิญน้ำมีคลอรีนเข้มข้น ปลาอาจตายได้ โดยเฉพาะลูกปลา

ทันทีที่ปล่อยลัคกี้ลงไปในบ้านใหม่นั้น มันก็ว่ายน้ำไปมาอย่างตื่นเต้นแต่ยังคงมีทีท่าที่อ่อนแรง มันสำรวจตรวจตราบ้านใหม่หลังย่อมอย่างสนใจ ขณะว่ายน้ำไปปากก็ดูดทรายขึ้นมาอมเล่นจนแก้มทั้งสองข้างป่องแล้วพ่นทิ้งออกมาเป็นระยะ ๆ ราวกับว่ามันกำลังสบายใจ แต่ดวงตากลมโปนคู่นั้นก็ไม่วายแอบมองฉันอยู่ตลอดเวลา

ฉันมองการอมทรายแล้วพ่นทิ้งของมันด้วยความขบขัน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลาชอบอมทราย และยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของมันว่าทำแบบนั้นไปทำไม มันอมไปเคี้ยวเล่น หรืออมแล้วกลืนลงไปด้วย

“โน โน กินไม่ได้ลูกนั่นมันทรายนะ นี่คงจะหิวแล้วล่ะใช่มั๊ย “

ห้ามไม่ให้มันกินทรายเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย เวลานั้นฉันคิดว่ามันคงจะหิวจึงให้อาหารเม็ดคุณภาพสูงสำหรับลูกปลาที่พึ่งซื้อมาลงไปสี่เม็ด ตอนกลับเข้ามาในกาละมังไม่เห็นว่ามีอาหารที่ให้เมื่อเช้าเหลืออยู่ แสดงว่ามันกินอาหารหมดแล้วหลังจากฉันออกจากห้องไป

“แหม ทำเป็นเก่ง ต่อหน้าเราไม่ยอมกิน ที่แท้ก็หิวเหมือนกันแหล่ะนะ”

ฉันประชด คราวนี้ลัคกี้ทำตัวน่ารักมาก มันรีบว่ายน้ำเข้ามาฮุบอาหารเม็ดทั้งหมดนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วอ้าปากผะงาบ ๆ คล้ายกับจะขออาหารจากฉันอีก ฉันจึงใส่อาหารลงไปอีก สี่เม็ด ซึ่งก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นฉันแข็งใจไม่ยอมให้อาหารเพิ่มเพราะคุณหมอได้สั่งเอาไว้ว่าห้ามให้อาหารมากเกินไป เพราะปลาจะกินโดยไม่รู้จักอิ่ม และจะทำให้ปลาท้องแตกตายได้(จริง ๆ แล้วพี่ที่ร้านขายปลาบอกว่าให้แค่มื้อละสี่เม็ดก็พอ)

“กินเสร็จก็ต้องนอนแล้วนะ แต่ต้องใส่ยาก่อน จะได้หายไว ๆ ไงคะ หมอบอกว่าจะคันหน่อยนะ”

ฉันหยิบขวดยาจะหยดน้ำยาแก้โรคจุดขาวลงไปตามที่คุณหมอสั่งไว้ ตามองสำรวจตรวจตราดูจุดขาวที่ตัวลัคกี้ สงสัยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทันใดนั้นฉันสังเกตเห็นมีจุด ๆ หนึ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อนใหญ่ประมาณครึ่งเซนติเมตร เป็นสีขาวฟูฟ่องมีเส้นใยขาวใสกระจายขึ้นมาเหมือนสำลีพลิ้วน้ำ

“มันอะไรกันนี่?”

ความอยากรู้ปนความรู้สึกรำคาญที่เห็นมันมีลักษณะเหมือนเชื้อราขึ้นขนมปังทำให้ฉันตัดสินใจ ล้วงมือลงไปจับเจ้าลัคกี้มาใส่กาละมังสีชมพูเดิมของมัน ใช้สองมือโอบตัวลัคกี้ไว้ก้มหน้าลงไปดูใกล้ ๆ ยังคงไม่หายสงสัย ฉันอยากจะรู้ว่าหากเอาเจ้าสีขาว ๆ นี้ออกมาจะทำให้ลัคกี้ดีขึ้นหรือเปล่า เหมือนกับคนเวลามีแผลเป็นน้ำหนอง หากบ่งหนองออก บีบออก ล้างแผลให้สะอาดทายา จะหายเร็ว มือไวกว่าความคิด ฉันใช้ปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ค่อย ๆ ดึงเจ้าจุดขาว ๆ นั้นขึ้นมา แต่มันติดกับลัคกี้แน่น ลัคกี้จึงดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในอุ้งมือฉัน

“เหนียวแฮะ”

แปลก? มันไม่ใช่แผลซักหน่อย มันเป็นเหมือนเกล็ดปลาที่เกาะติดกับลำตัวลัคกี้อย่างเหนียวแน่น ไม่รู้ล่ะในเมื่อมันไม่ใช่เกล็ดปลา มันก็ต้องเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อลัคกี้ ฉันต้องช่วยมัน ลัคกี้ยังคงดิ้นไปดิ้นมาอย่างรำคาญ ฉันไม่สนใจที่มันทำให้น้ำกระเด็นเลอะใบหน้าอีกเหมือนเดิม ตั้งหน้าตั้งตาค่อย ๆ แงะเจ้าสิ่งนั้นอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะทำให้ลัคกี้เจ็บ ในที่สุดมันก็ถูกฉันงัดแงะออกมาจนได้

มันมีรูปร่างเหมือนเกล็ดปลา สีขาวใส ฉันสังเกตดูอย่างสนใจ หรือว่าเป็นเกล็ดเจ้าลัคกี้ แต่ไม่น่าจะใช่เพราะมันแทรกอยู่ที่เกล็ดต่างหาก แต่เอ๊ะ! มันมีตาสองตา! มันกำลังหายใจ!

“อะไรเนี่ยะ อี๋ย์!”

ฉันสะบัดไอ้สัตว์ประหลาดทิ้งลงไปในถังขยะอย่างรวดเร็ว รู้สึกขยะแขยงมาก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างและสีคล้ายเกล็ดปลา แต่มันหนากว่า และฉันแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไป มันมีจุดดำสองจุดเหมือนดวงตา ที่ร้ายที่สุดคือ มันหายใจเข้าออกอย่างเห็นได้ชัด ฉันคิดว่ามันคงจะเป็นเชื้อโรคตัวใหญ่ น่าเกลียดจริงๆ

ฉันรีบจับลัคกี้ใส่ลงไปในตู้ที่มีน้ำสีฟ้าอ่อนจากยาฆ่าเชื้อโรค มันว่ายไปเอาสีข้างถูกับก้อนหิน ต้นไม้ และผนังตู้ บางครั้งก็ว่ายลงไปชนกับทรายที่พื้นตู้ มันคงคันมาก ฉันรีบหยดยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในน้ำสองหยด หยดไปก็กังวลไปว่าจะมากไปหรือน้อยไป เพราะฉันกะปริมาณน้ำไม่ค่อยเป็น แต่เพื่อความปลอดภัย ฉันหยดเอาน้อยไว้ก่อน เพราะถ้ามากไปปลาอาจน๊อคยาตายได้อีกเช่นกัน คุณหมอบอกว่าให้หยดเช้าเย็นและจะต้องหยดไปอีกห้าวันจนกว่าจะหาย พอฉันจ่อมือลงไปเหนือน้ำแล้วบีบขวดน้ำยาเพื่อที่จะหยดยาลงไป เจ้าลัคกี้ก็อ้าปากพุ่งขึ้นมาใกล้ผิวน้ำเพราะเข้าใจผิดว่าฉันจะให้อาหารเพิ่ม เฮ้อ! ป่วยแล้วยังตะกละอีกนะ แต่ฉันดีใจที่เห็นมันกินได้ เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้น ถ้ามันยังคงนอนนิ่งไม่ว่ายน้ำ ไม่กินอาหาร นั่นล่ะ อันตราย!

“อย่าตะกละลูก เดี๋ยวปวดท้องนะ นอนได้แล้ว แม่ก็จะอาบน้ำนอนแล้วล่ะ ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ”

ลัคกี้มีสีหน้าผิดหวังเมื่อไม่พบอาหาร มันยังคงอ้าปากพะงาบ ๆ ลอยตัวใกล้ผิวน้ำอยู่อีก ฉันแอบดูอยู่ที่ประตูห้องนอน สักพักอดทนไม่ได้ก็ใจอ่อน ออกมาหยิบถุงอาหารเพิ่มให้มัน

“เอ้า สองเม็ดพอนะ” หยอดอาหารลงไปอีกสองเม็ดแล้วก็หมดในพริบตา

“พอแล้ว ๆ นอน ๆ “ ฉันตัดสินใจปิดไฟที่ฝาตู้เพื่อให้ลัคกี้เข้าใจว่านี่ตอนกลางคืนต้องนอน

พอไม่มีแสงสว่างจากดวงไฟเหนือน้ำ และฉันก็เข้าห้องนอนเงียบไปไม่ออกมาดูมัน ลัคกี้คงแน่ใจว่าไม่มีทางได้กินอาหารเพิ่มอีกแน่ จริง ๆแล้วฉันแอบอยู่ที่ประตูคอยสังเกตอาการมันด้วยความเป็นห่วง มองออกมาเห็นมันว่ายไปมาช้า ๆ อย่างรอคอย ตาคอยมองมาทางประตูห้องของฉันเป็นระยะ ๆ แต่ในที่สุดก็สงบนิ่งอยู่บนผืนทรายใกล้ก้อนหินก้อนใหญ่ที่มุมซ้ายของตู้ ซึ่งเป็นมุมที่มองมาเห็นห้องของฉันชัดเจน แล้วมันก็ผลอยหลับไป…

Leave a Reply