“กริ๊ง!!!”
เสียงนาฬิกาปลุกลั่นกระทบโสตประสาทอันอ่อนระทวยของฉัน “หกโมงแล้ว!!!”
ก่อนจะผล็อยหลับไปตอนตีสองของคืนนั้น ฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะแตกหักกับพี่นก จะไม่เกรงใจเธออีกต่อไป ระหว่างการช่วยชีวิตกับการอยู่เฉยมองดูพวกมันตายไป ฉันเลือกที่จะช่วยชีวิตพวกมัน
ฉันไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วที่จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องผ่านไปด้วยความขลาดไม่กล้าจะลุกขึ้นมาสู้ แล้วมาเสียใจไม่สบายใจในภายหลังว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ฉันจึงเตรียมถังน้ำใบกะทัดรัด(ปกติใช้สำหรับใส่น้ำถูบ้านค่ะ) พร้อมฝาปิดระร่ำระลักมาบริษัทแต่เช้าเพราะเป็นห่วงลูกปลาป่วยพวกนั้น รีบมาบริษัทก่อนพี่นก ตั้งใจว่าจะเอาปลาทั้งหมดออกมาจากตู้ใส่น้ำใหม่ในถังน้ำแล้ว ฉันจะพาพวกมันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา
เมื่อคืนเป็นห่วงพวกมันมากจนแทบจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปทั้งคืน ฉันรู้สึกกลุ้มใจเพราะสงสารพวกมันเหลือเกิน สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รอดกัน
ประสบการณ์ความสะเทือนใจในวัยเด็กยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ที่บ้านฉัน พี่ชายเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เยอะและพวกมันล้วนตายท่าเดียวกันคือ หงายท้องตีลังกา ฉันกับพี่ชายขอร้องให้แม่พาพวกมันไปหาหมอ แต่แม่ของฉันบอกว่าไม่มีประโยชน์ปลาหาหมอไม่ได้ ยังไงก็ต้องตาย จำได้ว่าสองตัวสุดท้ายฉันเป็นคนนั่งประคองมันให้คว่ำหน้าลงตามปกติ ค่อยๆ ใช้สองมือพยุงปลาป่วยใกล้ตายสองตัวให้ว่ายไปมาเพราะคิดว่ามันแค่ไม่มีแรง หากฉันช่วยให้มันว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าตามปกติได้มันคงจะหายป่วย แต่พอฉันปล่อยมือ มันก็พากันหงายท้องตามเดิม แล้วฉันก็จะประคองมันให้คว่ำกลับมาอีก
ฉันนั่งทำอย่างนั้นอยู่ทั้งวันแล้วก็เริ่มร้องไห้ไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าพวกมันต้องเจ็บปวดมาก ๆ สุดท้าย ไม่ว่าฉันจะจับมันคว่ำอย่างไร หรือแตะตัวมันที่บริเวณไหน มันก็ไม่ขยับตัว ไม่หนีแม้เวลาฉันเอานิ้วไปลองดันเบา ๆ ที่บริเวณดวงตาของมัน ซึ่งปกติมันจะต้องรีบส่ายหัวหลบทันที
พอมันหยุดว่ายน้ำหยุดเคลื่อนไหว แม่ก็บอกฉันว่ามันตายแล้ว พี่ชายของฉันแอบร้องไห้อยู่บนห้องนอนไม่ลงมาดูเลย แรก ๆ ฉันไม่เข้าใจถึงคำว่าตายแน่ชัดนัก ฉันไม่ยอมให้แม่เอามันไปฝัง ฉันบอกแม่ว่ามันคงจะหลับเพราะเหนื่อย พรุ่งนี้มันอาจจะตื่นขึ้นมา แม่ยอมตามใจฉันเพื่อจะให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ทันทีที่ลุกจากเตียงในเช้าวันถัดมา ความคิดแรกของฉันก็คือเจ้าสองตัวนั่น ฉันวิ่งปรู๊ดลงจากห้องนอนมาดูที่ตู้ปลา ก็พบพี่ชายนั่งรออยู่แล้ว ส่วนเจ้าสองตัวนั้นนอนลอยน้ำตัวบวมอืดแข็งทื่อและก็มีกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน ฉันค่อย ๆ บรรจงตักมันแต่ละตัวขึ้นมา ไม่ได้รังเกียจกลิ่นเหม็นอะไรเลย ลองเอานิ้วมือไปแตะที่ตัวมันค่อย ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบ แข็งทื่อ ลองแตะที่ตาของมันเผื่อว่ามันจะขยับตาหลบเหมือนปรกติที่ฉันชอบแกล้งมัน แต่คราวนี้มันไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ตาเป็นสีขาวขุ่นมัวไม่มีความรู้สึกอะไร
เมื่อนั้นฉันจึงจำนนต่อความเป็นจริงที่ว่าพวกมันตายหมดแล้ว พี่ชายกับฉันช่วยกันขุดหลุมฝังพวกมันสองตัวที่สนามหญ้าหน้าบ้านบริเวณเดียวกับเพื่อนตัวอื่น ใต้ต้นลั่นทมต้นใหญ่ซึ่งกำลังออกดอกขาวสวยบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ชื่นใจ
แหล่ะนั่นคือครั้งแรกที่ฉันเข้าใจความหมายของคำว่า “ตาย” และฉันรู้วิธีจัดการตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นบ้าร้องไห้ไปทั้งวันด้วยการตัดใจหยุดคิดถึงพวกมันเสีย แล้วออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อให้ลืมเรื่องเศร้านี้เสีย ฉันคงไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะจนบัดนี้ฉันยังคงมีอาการที่เพื่อน ๆ พากันเรียกว่า ”เศร้าเกินเหตุ” มาจนโต มีบางครั้งที่หวนนึกกลับไป หากแม่พาพวกปลาเหล่านั้นไปหาหมอในตอนนั้น พวกมันจะรอดชีวิตมาบ้างไหมหนอ เป็นคำถามที่ค้างคาใจฉันจนกระทั่งบัดนี้
เพียงฝ่ามือขวาสัมผัสประตูกระจกของบริษัทอันเย็นยะเยือก ฉันก็รู้สึกเสียววูบเข้าไปในหัวใจ กลิ่นไอแห่งความโศกเศร้าคืบคลานเข้ามาอย่างน่าสงสัย
…ไม่มีเจ้าสามตัวน้อยที่อาการสาหัสเมื่อวานนี้ คงเหลือแต่เจ้าลัคกี้ว่ายไปมาอย่างช้า ๆ อ่อนแรง มันว่าย…หยุด…ว่าย…แล้วหยุด อย่างเหนื่อยล้า ลำตัวเริ่มมีจุดสีขาวเกาะเหมือนเพื่อนของมันแล้ว ฉันใจหายวูบในทันที
“มี่ มันตายไปสามตัวจ๊ะ พี่เอาไปทิ้งขยะแล้ว ตัวนี้ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า” พี่แจ๊ดผู้แสนดีอีกเช่นเคยที่มาทำงานเช้ากว่าคนอื่น
ฉันรู้สึกเข่าอ่อน ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งลงข้างตู้ปลา สะอื้นเบา ๆ…
มันเกิดขึ้นอีกแล้วกับความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย ฉันควรจะจัดการทุกอย่างไปตั้งแต่เมื่อวาน ฉันควรจะพามันไปหาหมอตั้งแต่เห็นมันมีอาการ แต่ฉันไม่ทำอะไรเพราะความที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโตว่า ไม่ให้ยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ว่าถูกหรือผิด แต่ฉันปล่อยให้สิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ถึงสามชีวิตด้วยกันเจ็บปวดจนตาย ถ้าเพียงฉันเข้มแข็งกว่านี้อีกสักนิด เมื่อวานยืนยันกับพี่นกว่าจะต้องเอาพวกมันออกจากตู้ ใส่น้ำใหม่ หรือพาไปหาหมอในทันที พวกมันก็คงจะไม่ตาย
พี่แจ๊ดปล่อยให้ฉันร้องไห้ไปเงียบ ๆ เพราะรู้นิสัยของฉันดี
หลังจากควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว ฉันลงมือรองน้ำก๊อกจากห้องครัวใส่ถังที่เตรียมมา หยดน้ำยาฆ่าคลอรีนลงไปนิดหนึ่งเพื่อให้น้ำไม่เป็นอันตรายสำหรับปลา ปกติแล้วน้ำจากท่อประปาของเราจะมีคลอรีนปนอยู่ซึ่งมักจะเป็นอันตรายกับปลาทุกประเภท
หากไม่ได้ใช้น้ำที่รองไว้ในโอ่ง หรือ ถังเก็บน้ำ คนเลี้ยงปลาควรจะต้องพักน้ำไว้หนึ่งคืนเสมอก่อนที่จะนำมาเปลี่ยนใส่ให้ปลา เพื่อให้คลอรีนในน้ำซึ่งอันตรายกับปลาสลายไป หรือหากไม่สะดวกที่จะพักน้ำ ปัจจุบันมียาฆ่าคลอรีนขายตามร้านขายปลาทั่วไป เพียงหยดน้ำยาลงไปในน้ำตามปริมาณที่กำหนดไว้ที่ฉลากข้างขวด ทิ้งไว้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คลอรีนในน้ำก็จะถูกสลายไปจนปลอดภัยสำหรับปลา ลัคกี้ยังเล็กนัก ฉันกลัวว่าจะแพ้ยาฆ่าคลอรีน อีกทั้งบริษัทของฉันอยู่ชั้นสูงน้ำที่ถูกสูบขึ้นมาใช้จึงได้มีการพักในถังพักน้ำอยู่แล้ว น้ำจึงน่าจะปลอดภัย แต่เพื่อความไม่ประมาท ฉันจึงใส่น้ำยาลงไปสองหยด
ระหว่างรอให้คลอรีนสลายตัว ฉันเข้าไปมองลัคกี้ใกล้ ๆ กระซิบบอกมันว่า
“ไปอยู่กับแม่นะลูกนะ แม่จะเลี้ยงลูกเอง ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ อดทนหน่อยเดี๋ยวกลับบ้านกับแม่”
แต่ลัคกี้กลับว่ายน้ำหนีฉันเข้าไปด้านในตู้ มันคงไม่ไว้วางใจใครอีกแล้ว ในเมื่อมันไม่เข้าใจว่าความเจ็บปวดที่ได้รับ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพื่อน ๆ ของมันหายไปไหน ทำไมพี่แจ๊ดถึงจับเพื่อนของมันทั้งสามตัวไป ฉันสงสัยเหลือเกินว่า มันจะเข้าใจคำว่า “ตาย” หรือไม่
มันคงหมดความศรัทธาในตัวมนุษย์เสียแล้ว เพราะฉันหยอดอาหารเม็ดลงไปให้ มันกลับไม่ยินดียินร้าย ไม่ยอมว่ายขึ้นมาฮุบอาหารเหมือนปกติ มันว่ายช้า ๆ ไปนอนข้าง ๆ เครื่องกรองน้ำตรงบริเวณที่มีท่อพ่นออกซิเจนพ่นออก บางครั้งพลิกตัวเข้าคลุกกับทราย และเอาสีข้างถูกับก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่มันนอนนิ่ง ดวงตากลมหลุกไปหลิกมาอย่างระแวงภัย ความอิดโรยและการไม่ยอมกินอาหารของมันทำให้ฉันปวดร้าวใจ…
เหมือนดั่งสวรรค์แกล้ง พี่นกเดินเข้ามาตอนที่ฉันกำลังโยงโย่โยงย่กเขย่งเท้าใช้ขันน้ำล้วงลงไปในตู้ปลาพยายามตักเจ้าลัคกี้ขึ้นมาจากตู้พอดิบพอดี ฉันสะดุ้งตกใจจนขันแทบหลุดจากมือ พอเธอเห็นท่าตักปลาของฉัน เธอก็ถลึงตาใส่แล้วตวาดแว้ด
“ทำอะไร้!!!”
ฉันเงียบ แปลกแต่จริง ณ วินาทีนั้นความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ฉันกลับไม่สนใจพี่นก ค่อย ๆ เทเจ้าลัคกี้ลงในถังน้ำ ปิดฝาแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอ
“ปลาตายไปสามตัวจ๊ะคุณนก ตัวนี้มี่เค้าเลยจะขอคุณนกเอากลับบ้านไปเลี้ยงนะจ๊ะ คุณนกให้น้องเค้าเถอะนะ”
พี่แจ๊ดรีบพูดเมื่อเห็นพี่นกทำท่าจะแย่งถังใส่ลัคกี้ที่ฉันยืนคุมเชิงอยู่
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ทำไมยุ่งกันจัง” ตวาดด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“ไม่เป็นไรได้ไง ไอ้สามตัวเมื่อวานตายหมดแล้วนะคุณนก ตัวนี้เดี๋ยวก็ตายเหมือนกันหรอก”
พี่แจ๊ดขึ้นเสียงเล็กน้อย แบบกล้า ๆ กลัว ๆ พี่นกเป็นเลขานาย ไม่มีใครอยากมีปัญหากับเธอ
ฉันยังคงยืนเม้มปากเงียบ ใช้ความพยายามควบคุมความโกรธของตัวเอง เพราะมันวิ่งแล่นแน่นอยู่ในอกจนเกือบจะระเบิดออกมา การอยากฆ่าคนเป็นอย่างไรฉันรู้ซึ้งดีในเวลานั้น
“จะตายก็ช่างหัวมันสิ มันเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว มี่เธอเอามันใส่กลับไปในตู้เดี๋ยวนี้เลยนะจะตายก็ให้มันตายในตู้นั่นแหล่ะ มันปลาของชั้นนะ”
“คุณนกทำไมคุณดื้อจัง ให้น้องเค้าไปเถอะ ถือว่าเอาบุญ” พี่แจ๊ดยังอุตส่าห์ตื้อเพื่อช่วยฉัน
“เธอว่าชั้นทำบาปเหรอ มันตัวละสิบบาทเอง มันอาจจะเป็นพันธ์ไม่ดีตั้งแต่ฟาร์มแล้ว อ่อนแอตั้งแต่แรกถึงเวลาตายของพวกมันแล้ว เกี่ยวอะไรกับชั้น” คนหน้าตาสวยจีบปากจีบคอพูด
“มีอะไรกันแจ๊ด”
ฟ้ามีตาเป็นเรื่องจริง!!! ขณะที่สถานการณ์กำลังขมึงเกลียวอยู่นั้น คุณสมเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลซึ่งพึ่งมาถึงเข้ามาถาม เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของทุกคน คุณสมเกียรติเป็นเจ้านายที่ดี แม้ว่าจะมีตำแหน่งสูงกว่าแต่ก็ให้เกียรติลูกน้องทุกคนเสมอ พอเห็นคุณสมเกียรติ ฉันกับพี่แจ๊ดรู้สึกเหมือนเห็นแสงจากสวรรค์
“คุณสมเกียรติมาก็ดีแล้ว มี่เค้าจะเอาปลาของนกไปเลี้ยง นกไม่ให้ แต่เค้าไม่ฟัง ดูสิคะเอากระป๋องมาใส่หน้าตาเฉย”
“ปลามันป่วยตายหมดเลยคุณสมเกียรติ เมื่อเช้ามาก็ลอยตุ๊บป่องสามตัว เหลือตัวนี้น้องเค้าสงสารค่ะ เค้าว่าตู้มันมีเชื้อโรคจะขอเอากลับไปรักษาที่บ้าน แต่คุณนกไม่ยอม” พี่แจ๊ดช่วยฉันอีก
“ก็ดีแล้วนี่คุณนก ผมก็ว่าตู้ต้องมีเชื้อโรคแน่ ๆ ให้น้องมันไปเถอะไหน ๆ ดูท่าก็จะไม่รอดอยู่แล้วนี่ แล้วถ้าเผื่อมันรอดก็ถือว่าบุญของมัน”
“แต่นกไม่ให้! อยู่ที่นี่มันก็อาจจะรอดก็ได้ มี่เธอเอามันใส่กลับไปเลยนะ อย่ายุ่งกับของ ๆ ชั้น”
พูดแล้วสะบัดหน้าพรืดเข้าไปในบริษัท คุณสมเกียรติกับพี่แจ๊ดส่ายหน้าอย่างระอา คุณสมเกียรติหันมาพูดกับฉัน
“มี่เอาปลากลับไปเลย ทางคุณนกพี่จะจัดการให้เอง แต่เช้านี้มีนัดลูกค้าหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่มีนัด เอาปลากลับไปบ้านก่อนก็ได้ บ้านอยู่ใกล้ ๆ นี่ใช่มั๊ย แล้วจะเลี้ยงได้เหรอ มีตู้หรือเปล่า”
“เลี้ยงได้แน่นอนค่ะพี่ มี่กะว่าเลิกงานแล้วจะไปซื้อตู้ที่เอ็มโพเรี่ยมเย็นนี้ แต่ว่ามี่ต้องพาเค้าไปหาหมอที่จุฬาค่ะ ตั้งใจว่ายังไงก็จะต้อง พยายามช่วยเค้าให้ถึงที่สุด”
ฉันรีบพรีเซ็นต์แผนเร่งด่วนที่คิดไว้
“เออ …เออ…รีบไปเถอะ เดี๋ยวเจ้าแม่ออกมาเจอ จะยุ่งอีก” คุณสมเกียรติรีบไล่
การเดินทางจากบริษัทไปโรงพยาบาลจุฬาใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีด้วยบริการพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างข้างตึก ฉันรู้ดีว่าต้องรีบทำเวลาเพราะปลาทองมักต้องอาศัยออกซิเจนและทนอยู่ในน้ำที่ไม่มีสายออกซิเจนอยู่ได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง มีข้อยกเว้นว่า ปลาทองที่ถูกเลี้ยงจากฟาร์มที่ไม่ใส่ออกซิเจนก็อาจจะอาศัยในน้ำธรรมดาได้ ซึ่งฉันคิดว่าลัคกี้ก็อยู่ในประเภทเด็กที่เกิดมาไม่ได้สุขสบายนัก จึงมีความอึดมากกว่าตัวอื่น ๆ
คุณหมอที่ตรวจเจ้าลัคกี้ เป็นชายหนุ่มหน้าตี๋ ดีนะที่ไม่ใส่แว่นไม่งั๊น ครบสูตร”ด๊อกเตอร์” คุณหมอหน้าเด็กผู้แสนใจดีไม่ได้ตื่นเต้นตกใจเหมือนฉันเลย และไม่ได้ทำอะไรกับลัคกี้สักนิด คุณหมอแค่มองซ้าย มองขวาเล็กน้อยแล้วก็ทักทายลัคกี้
“สวัสดีเจ้าตัวน้อย เป็นอะไรมาล่ะ ไหนขอหมอดูหน่อยสิ ไม่ต้องกลัวนะครับ เดี๋ยวหมอใส่ยาให้เดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว”
ลัคกี้ตกใจ ว่ายน้ำหนีหมอ ไปมา เหมือนเด็ก ๆ ที่ไม่อยากหาหมอ กลัวโดนฉีดยา
หลังจากสัมภาษณ์ฉันเบื้องต้น คุณหมอก็วินิจฉัยอาการลัคกี้ว่าเป็น “โรคจุดขาว” และเริ่มจะเป็น “โรคตัวเปื่อยหางเปื่อย” ซึ่งเป็นยอดนิยมของโรคปลา เมื่อเห็นหน้าเอ๋อ ของฉัน คุณหมอก็กรุณาอธิบายเพิ่มเติมว่า
“โรคจุดขาว” ที่เจ้าลัคกี้และเพื่อน ๆ เป็น รวมถึงคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาเทวดารุ่นก่อน ๆ พากันตายจนหมดนั้น เรียกอีกอย่างว่า “อิ๊ค” ซึ่งเกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่รู้จักกันในชื่อว่าอิ๊ค เป็นเชื้อโรคที่เติบโตได้ในช่วงหน้าหนาว หรือ เมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำมาก ปกติปลาทองจะชอบอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศา โรคนี้จะเจอกับปลาที่ถูกเลี้ยงในห้องแอร์และในตู้ปลาไม่ได้มีฮีทเตอร์ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม หรือช่วงหน้าหนาวมาก ๆ ที่น้ำเย็นจัด
“ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะคุณหมอ ตู้ปลาที่บริษัทตั้งอยู่ตรงช่องแอร์พอดีเลย แล้วเครื่องปรับอุณหภูมิก็เสียไปนานแล้ว”
“คนเลี้ยงถ้าไม่สังเกต ไม่ศึกษาก็จะไม่รู้และไม่ป้องกัน ปลาก็ตายไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นอย่างของบริษัทคุณแหล่ะครับ พอตายไปก็ซื้อมาเลี้ยงใหม่ ไม่ได้สนใจรับผิดชอบ หาสาเหตุกันจริง ๆ อยากแต่จะให้มีปลาอยู่ในตู้ ว่ายไปมาให้คนดู ปลาก็เลยรับเคราะห์ไป มันพูด มันบอกเราไม่ได้ ไม่เหมือนหมาแมว”
“หมา แมว พอมันป่วย บางครั้งมันรู้จักที่จะหาสมุนไพรกินเองครับ”
คุณหมอรีบอธิบาย เมื่อเห็นฉันทำหน้าเอ๋ออีกครั้ง โธ่! ก็นึกว่าจะบอกว่ามีหมาแมวที่พูดได้บ่นว่าเจ็บป่วยได้เองเสียอีก
“ส่วนโรคตัวเปื่อยหางเปื่อยนี่ อาการก็ตามชื่ออยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าที่ครีบกับหางของปลามันจะขาดวิ่นๆ แหว่ง ๆ เพราะเชื้อแบคทีเรียกิน กินไปกินมาหางหรือครีบบางทีจะหายไปเลยถ้าคนเลี้ยงไม่ดูแลรักษากันแต่เนิ่น ๆ สุดท้ายก็อาจจะเน่าตาย สังเกตอาการได้ง่าย ๆ นอกจากครีบหางเปื่อย คือ มันจะว่ายน้ำช้าลง ๆและมีอาการกระตุก ๆ ไม่กินอาหาร”
“แล้วจะรักษาได้ยังไงคะหมอ”
“ปลามันโรคเยอะครับ คนก็พัฒนายาออกมาเรื่อย ๆ สองโรคนี้ก็มียาของมันเดี๋ยวหมอสั่งให้ เป็นยาหยด บางคนก็ใส่ยาเหลือง แต่ควรจะศึกษาใช้ยาให้ถูกกับโรค ไม่ใช่อะไร ๆ ก็จะใส่ยาเหลือง”
ยาเหลือง คือยาน้ำใช้หยดลงในตู้ปลาเวลาปลาป่วย เป็นที่ยอดนิยมของคนเลี้ยงปลาทั่วไป สมัยก่อนเป็นสีเหลืองเวลาใส่ลงไปในน้ำที่เลี้ยงปลาน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน คนจึงเรียกกันติดปาก แต่สมัยนี้หากคุณไปซื้อยาเหลืองแล้วกลับบ้านมาหยดยาลงไป กลายเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงิน ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะสมัยนี้เขานิยมให้น้ำสีฟ้าดูแล้วสวยงามมากกว่าสีเหลืองซึ่งจะเหมือนน้ำเน่า แต่เป็นตัวยาเดียวกัน
“แย่จริง ๆ ถ้ามีคนสนใจสาเหตุการตายของพวกมันสักนิด ก็อาจจะช่วยได้บ้าง”
ก่อนจากกันคุณหมอยังบอกฉันอีกว่า ปกติแล้วปลาทองเป็นปลาที่บอบบางมาก หากไม่สบายแล้วมักจะหายยาก พามาหาหมอบางทีก็สายเกินไปแล้ว จุดสำคัญอยู่ที่การดูแลเลี้ยงดูมากกว่า และไม่ให้ฉันตั้งความหวังกับเจ้าลัคกี้มากเกินไป สุดท้ายคุณหมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อโรคจุดขาวมาหนึ่งขวด ยาแก้โรคหางเปื่อยอีกหนึ่งขวด รวมทั้งแนะนำวิธีเลี้ยงดูปลาเบื้องต้นให้ฉัน ฉันขอบคุณคุณหมออย่างจริงใจ เช่นเดียวกันกับเจ้าลัคกี้ ฉันสังเกตเห็นมันก็มองคุณหมอด้วยสายตาขอบคุณอย่างซึ้งใจ…
แต่ประโยคที่คุณหมอตะโกนไล่หลังเรา หนึ่ง คน กับ อีกหนึ่งตัวมาอาจจะทำให้ลัคกี้ขนหัวลุกได้ หากมันเข้าใจภาษามนุษย์
“แต่หมอไม่คอนเฟิร์มนะครับว่าจะรอด!!!”
