บทที่ 2 ช่วยด้วย…เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก

By admin on Friday, August 14, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“มันไม่รอดหร๊อก!”

พี่บัญชา เจ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายสินเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดขึ้นมาพลางส่ายหน้า เขาเป็นชายหนุ่มอนาคตดีคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ฉันสิบปี ถ้าไม่เกี่ยงว่าเขามีครอบครัวแล้วละก็ ฉันคงจะจีบเค้ามาเป็นแฟนแน่ ๆ ก็หาได้ที่ไหนกันคะสมัยนี้ ชายหนุ่มหน้าตาดีแถมอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ พิเศษสุดคือ เขารักสัตว์เหมือนฉัน โดยเฉพาะปลาทอง ที่บ้านของเขาเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เป็นฝูงเลยทีเดียว จนถึงกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทองตามตำราการเลี้ยงปลาทองโดยเฉพาะ

พี่บัญชาบอกว่านักเลี้ยงปลาทองจริง ๆ จะเลี้ยงในบ่อหรืออ่างน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก อันจะช่วยให้ปลามีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม แต่ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อที่จะได้เห็นความสวยงามเวลาที่ปลาว่ายน้ำทุกแง่มุมเป็นที่ เพลินตาเพลินใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าทะนุถนอมประเภทนี้อย่างร้ายแรง

แปลกใจใช่ไหมคะ ก็เพราะปลาทองจากฟาร์มมักจะถูกเพาะเลี้ยงในบ่อน้ำซึ่งมีระดับน้ำไม่ลึกนักและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อถูกนำมาขายก็ถูกเลี้ยงในตู้กระจกเป็นส่วนมาก ส่วนตู้กระจกโดยทั่วไปมักจะเป็นทรงสูง ปริมาตรน้ำและระดับน้ำจึงลึกเกินไปสำหรับปลาทอง ทำให้ปลาบางตัวไม่สามารถจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ หลังจากถูกซื้อมาปล่อยในตู้ ก็จะเสียการทรงตัว โดยว่ายน้ำตีลังกา หรือหัวทิ่มและเสียชีวิตในที่สุดซึ่งน่าสงสารมาก ซึ่งอาการไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้เช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะลมทำงานผิดปกติหรือ อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไปก็เป็นสาเหตุ ซึ่งเมื่อมีอาการนี้ คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเพราะให้อาหารมากเกินไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำลึกเกินไป จึงไม่ได้มีการช่วยเหลือเปลี่ยนภาชนะเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ปลาก็มักจะตายไปอย่างน่าสงสาร


แต่อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปก็ยังชอบที่จะได้เฝ้าดูปลาที่ตัวเองเลี้ยงได้ทุกซอกทุกมุม เวลาว่ายน้ำ และการเลี้ยงในตู้หรือในโถแก้วก็ยังมีความสวยงามจาก บรรดาของประดับต่าง ๆ อาทิ ต้นไม้ สะพานจำลอง กรวด ทราย หินสี ต่าง ๆ อีกด้วย
ดังนั้นถ้าหากคุณหวังดีมีเมตตากับปลาทองจริง ๆ ก็ต้องเลือกหาตู้ปลาที่มีความกว้างยาวสูงสมดุลกันโดยที่ไม่ทำให้เกิดแรงดันน้ำมากเกินไปสำหรับปลา คือ ตู้ควรเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่สูงมากไป มีหน้ากว้างกระจายแรงดันน้ำ เช่นเดียวกับโถแก้ว ก็ควรเป็นทรงไม่สูงมากนัก
หากจะให้ได้ความรู้สึกที่ชัดเจนของความเจ็บปวดของปลาละก้อ ลองจินตนาการถึงการดำน้ำของคนค่ะ หากดำลึกเกินไปก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน อาทิ ปอดฉีกเป็นต้น แต่ปลาทองเมื่อเปรียบกับคนแล้วตัวกระจิดริด แถมไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอีกต่างหาก ลองนึกภาพดูเองเถอะนะคะ

พี่บัญชาคอนเฟิร์มการเป็นหนุ่มรักปลาของเขา ขนาดที่ว่าเวลาปลาป่วย เขาจะพาไปหาหมอ เขาเคยขับรถพาปลาทองป่วยท้องโตไปให้หมอเจาะเอาลมในท้องออกที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา มีการแอ๊ดมิทปลาด้วยนะคะ คือให้ปลาอยู่ที่โรงพยาบาลให้หมอรักษาแล้ววันหลังจึงไปรับกลับ(โอ้โฮเฮะ เยี่ยม!!!)

…”อย่าใส่ลงไป ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ เชื้อโรค ทั้งน้าน!!!…”
พี่บัญชายังคงบ่นงึมงำ ๆ อยู่กับกลุ่มเพื่อนพนักงานด้วยกันที่มุงดูกันอยู่ที่ตู้ปลาด้วยความหงุดหงิดเพราะเขาเป็นคนที่บอกพี่นกเมื่อวันศุกร์ว่าตู้ปลามีเชื้อโรค เพราะปลาที่เลี้ยงไว้ไม่เคยมีตัวไหนรอด จึงไม่ควรใส่ลูกปลาพวกนี้ลงไป ควรเอาไปเลี้ยงที่อื่นก่อนจะปลอดภัยกว่า แต่พี่นกเธอไม่ใช่นกกระจอกค่ะ เธอเป็นพันธุ์ใหม่คือ พันธุ์ดื้อ!!!

“คงไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยวไปเรียกน้าทองมาดูดีกว่า ต้องเอายาเหลืองใส่ละมั้ง”
พี่แจ๊ดปลีกตัว รีบเดินไปยังห้องครัวที่ซึ่งน้าทองชอบไปนั่งงีบช่วงพักเที่ยง น้าทองคือ คนขับรถของนายของฉัน แกอยู่กับบริษัทมาได้สิบปีแล้ว นอกจากขับรถแล้วยังรับหน้าที่ดูแลเจ้านายทุกอย่างและหน้าที่ประจำที่บริษัทก็คือดูแลปลาของนาย ให้อาหารทุกวัน คอยหาซื้ออาหารและยามาสำรองไว้รวมทั้งล้างตู้ปลาเดือนละครั้ง แกไม่ใช่คนรักสัตว์ แต่ที่ทำก็คือความรับผิดชอบในหน้าที่เท่านั้น
ฉันเห็นสภาพเจ้าปลาน้อยเหล่านั้นแล้ว รู้สึกกลุ้มใจมาก เมื่อได้ยินพี่บัญชาพูดว่าได้เตือนพี่นกแล้ว ก็ทำให้ฉันเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันที
“พี่บัญชา มี่เห็นด้วยนะว่าตู้มีเชื้อโรค ถึงจะล้างตู้ก็จริงแต่ทรายมันอาจจะเก็บเชื้อโรคเอาไว้นะ น่าจะเอาพวกมันออกมาใส่ถังน้ำต่างหาก”
“พี่บอกยัยนกกระจิบเค้าไปแล้วน้องมี่ มันปลาของเค้าเราไปยุ่งไม่ได้หรอก น้องก็รู้นิสัยเค้าดีนี่นา”
“แล้วเราจะต้องรอดูพวกมันตายหรือคะพี่”
บัวตอง แม่บ้านคนขยันของบริษัทแย้งขึ้นมาเบา ๆ ทำให้ทุกคนในที่นั้นเกิดอาการอึ้ง…

“เอ่อ…พี่นกคะ พี่ทราบหรือยังคะว่าปลาพี่ไม่สบายค่ะ มี่ว่าน่าจะเอาพวกมันออกจากตู้มาไว้ในถังน้ำแทน”

คือฉันนั่นเองที่วิ่งกระหืดกระหอบเป็นหน่วยกล้าตายไปหาพี่นก

“อ๋อ…รู้แล้ว! คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวใส่ยาก็หายแล้ว เธอไม่ต้องตื่นเต้นไปหรอก” พี่นกสะบัดเสียง ชักสีหน้าไม่พอใจ

“แต่มี่ว่าอาการมันดูแย่มากนะคะพี่ ตู้คงจะมีเชื้อโรค ไม่งั้นพวกปลาเทวดาทำไมตายตลอดล่ะ เอามันออกมาจากตู้เถอะพี่ นะมี่จัดการให้ก็ได้”

“เชื้อร่งเชื้อโรคอะไรกัน! น้าทองเพิ่งล้างตู้ไปเมื่อวันศุกร์ ชั้นบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ มี่เธอว่างนักเหรอ ทำไมไม่ออกไปหาลูกค้าล่ะ เมื่อเช้าไม่ได้ยินนายพูดหรือว่าถ้าเดือนหน้ายอดไม่ขึ้นเธออันตรายแน่ เธอรู้ว่านายใจดีไม่เอาจริงก็เลยคิดว่าจะกินแรงเพื่อนหรือไง”

ฉันรู้สึกเหมือนถูกตีเข้าที่แสกหน้าอย่างแรง เกิดอาการชาไปทั้งตัวชั่วขณะ ขอบตาร้อนผ่าว ปากสั่นระริก เกือบลืมตัวตอบโต้กลับไป แต่ความรู้สึกเจียมตัวกับการที่ยังไม่พ้นช่วงทดลองงานทำให้ฉันติดเบรกเอบีเอสที่หลอดเสียงโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็เป็นการใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสะกดจิตตัวเองให้สงบอารมณ์(โดยการท่องนะโมๆๆๆ…) แล้วกลับไปที่โต๊ะทำงาน ใจร้อนเป็นไฟเพราะห่วงเจ้าตัวน้อยพวกนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้

หากคุณสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้มีอาการเป็นเดือนเป็นร้อน(ราวกับเป็นบ้า) กับเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่บางคนอาจมองว่ามันไม่มีค่าอะไรเลย มาทางนี้ค่ะ เหตุผลง่าย ๆ คือฉันเป็นคนรักสัตว์มาก ถึงมากที่สุด แต่คุณคงต้องทราบพื้นเพของฉันเสียก่อน

ถ้าหากจะจัดอันดับคนรักสัตว์ที่สุดในโลกแล้วละก็ ฉันมั่นใจว่าเป็นคนหนึ่งที่จะติดหนึ่งในสิบอันดับแรก ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับสัตว์เลี้ยงในบ้านมากมายหลายชนิด ตั้งแต่จำความได้ คุณยายของฉันเลี้ยงแมวไว้ประมาณยี่สิบกว่าตัว สุนัข อีก อย่างน้อย ๆ สองตัว แถมยังมีนกแก้ว นกขุนทอง นกเขา และปลาอีกหนึ่งบ่อใหญ่

ความผูกพันคงก่อตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะฉันมีส่วนรับผิดชอบในการเลี้ยงดูสัตว์เหล่านั้นมาตลอดตั้งแต่ การให้อาหาร การอาบน้ำให้พวกมัน รวมไปถึงการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่พวกมันทำไว้

แต่สัตว์ที่ฉันรักมากที่สุดก็คือ แมวเหมียว โดยเฉพาะลูกแมวตัวเล็ก ๆ จำได้ว่าฉันจะต้องมีแมวประจำตัวอย่างน้อยตัวหนึ่งนั่งบนตักเป็นเพื่อนเวลาฉันทำการบ้านอยู่เสมอ(ไม่งั้นทำการบ้านไม่เสร็จ) ฉันรักแมวขนาดที่ว่าอยากมีชื่อเล่นว่า “แมว” น้อยคนนักที่จะรู้ชื่อเล่นที่แท้จริงของฉัน จริง ๆ แล้วพ่อแม่ตั้งชื่อให้ฉันว่า ปรายฟ้า เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วฉับไวในเย็นวันที่ฉันลืมตาดูโลก ขณะที่พ่อไปเยี่ยมแม่กับฉัน(พึ่งเกิดค่ะ)ที่โรงพยาบาล เพียงแค่พ่ออุ้มฉันเดินไปที่ริมหน้าต่างห้องคนไข้ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ระบายด้วยสีส้มระเรื่อจากดวงตะวันที่กำลังจะลับเส้นขอบฟ้า อารมณ์ศิลปินของพ่อก็พลุ่งขึ้นมาในทันที

“พ่อจะตั้งชื่อเจ้าว่า ปรายฟ้า ขอให้ลูกเติบโตมาอย่างมั่นคง อบอุ่นและงดงาม นำความปีติยินดีมาสู่พ่อและแม่ ขอแค่ให้ได้อารมณ์เหมือนตอนที่พ่อมองท้องฟ้าเวลานี้ก็พอนะลูกนะ เป็นไงชอบใช่มั๊ยคะลูก”

พ่อเล่าว่าตอนนั้นฉันจ้องตาพ่อแล้วพยักหน้ายิ้มอย่างชอบใจกับชื่อที่พ่อตั้งให้ แต่แม่แย้งพ่อว่าลูกอายุหนึ่งวันเท่านั้น จะฟังพ่อรู้เรื่องได้อย่างไรกัน อย่างไรก็ดีฉันเชื่อพ่อ!!!

ดังนั้น โดยที่ไม่ต้องให้พระอาจารย์ หรือ หลวงพ่อวัดใดต้องมาเสียเวลาขบคิด ดูฤกษ์ดูยามให้ปวดศีรษะ เสียเวลาสวดมนต์ ทำวัตรของท่าน “ปรายฟ้า”คือชื่อของฉันนับจากวินาทีนั้น ส่วนชื่อเล่นก็เลยเรียกสั้น ๆ ว่า “ฟ้า” จริง ๆ ก็เพราะพริ้งอยู่แล้วล่ะนะ ใคร ๆ ก็ชมกันทั้งนั้นว่าเหมาะกับหน้าตาขาวหมวย ใส ๆ ของฉัน

อยู่มาวันหนึ่งคุณครูประจำชั้นม.3 เผอิญทักว่าฉันหน้าตาน่ารักเหมือนแมว ฉันดีใจมากเพราะนอกจากรักแมวแล้วยังใฝ่ฝันอยากเป็นแมวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยบอกคุณครูว่าฉันถือว่าคุณครูตั้งชื่อให้ว่าแมว คุณครูดูจะแปลกใจมากแต่ก็ยังกรุณาสนับสนุนความตั้งใจของฉัน โดยออกไอเดียว่า “แมว” ฟังดูจะเชยไปและมีคนชื่อแมวเยอะมากพอแล้ว ถ้าจะให้กิ๊บเก๋เกินใครก็น่าจะเป็น “มีมี่” ออกเสียงคล้าย ๆ ลูกแมวร้อง ซึ่งคุณครูคิดว่าน่ารักม้าก… มาก… และตั้งแต่นั้นมาฉันก็มีชื่อเล่นที่แสนจะภาคภูมิใจสำหรับให้เพื่อน ๆ กับคนนอกบ้านเรียกกันว่า “มีมี่”

พี่ชายคนเดียวของฉันก็ติดนิสัยรักสัตว์จากคุณยายเช่นกัน เขามีตู้ปลาใบใหญ่เป็นสมบัติส่วนตัวภายในเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ประมาณกำปั้นผู้ชายตัวโต ๆ อยู่ห้าหกตัวว่ายไปมาในนั้นตลอดเวลา

ความรักและผูกพันกับสัตว์ต่าง ๆ นั้นทำให้ฉันกลายเป็นคนที่อ่อนไหวกับสัตว์เป็นที่สุด เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวเศร้า ๆ เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ งูที่ถูกคนเอามาแขวนกรีดท้องเอาดีไปกินเป็นยาโด๊ป กบซึ่งถูกจับมาถลกหนังเป็น ๆ เพื่อเอาไปทอดกิน จระเข้ที่ถูกรุมตีจนปัจจุบันเจอมนุษย์แล้วต้องรีบวิ่งหนีทันที ฯลฯ ไม่ต้องถึงขนาดเรื่องสุนัข แมว หรือช้าง ซึ่งเป็นสัตว์แสนรักของฉัน ฉันก็สามารถร้องไห้ได้ไม่หยุด ทุกเวลาและทุกสถานที่ จนคนใกล้ตัวที่รู้นิสัยดีไม่กล้าเล่าเรื่องสัตว์ถูกทำร้ายให้ฉันฟังในที่สาธารณะ ฉันเองด้วยเคยเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง จากการที่แมวเหล่านั้นทยอยเสียชีวิตไปตามอายุขัยของพวกมัน ความเจ็บปวดแสนสงสารยังรู้สึกได้แม้เพียงแวบหนึ่งที่คิดย้อนกลับไปทำให้ฉันตัดสินใจไม่เลี้ยงสัตว์ใด ๆ ตั้งแต่โตเป็นสาว จบการศึกษาและออกจากบ้านมาผจญภัยในกอทอมอเพียงลำพัง

แฮ่ะ…แฮ่ะ…จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ ฉันไม่มีวันตัดใจจากสัตว์โลกแสนน่ารักเหล่านั้นได้แม้ว่าวัยจะย่างเข้าสามสิบบวกหนึ่งปีเข้าไปแล้วก็ตาม อันที่จริงฉันโหยหาพวกมันอยู่ตลอดเวลาต่างหากล่ะ(มากกว่าอยากเจอเนื้อคู่อีกด้วยนะคะ) หากคอนโดที่ฉันอาศัยอยู่ใกล้ ๆ บริษัทในขณะนี้ ยอมให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ ฉันก็อยากจะเลี้ยงแมวหรือสุนัขสักตัวหนึ่งเหมือนกัน”

ทีนี้คุณคงจะเข้าใจฉันแล้วนะคะ ต่อไปหากฉันมีอาการตีโพยตีพาย โศกเศร้าเกินเหตุ ขอได้โปรดเข้าใจและอภัย โปรดอย่าได้รำคาญ…

 

บ่ายวันนั้น หลังจากเกือบลงไม้ลงมือกับพี่นก ฉันก็ข่มใจตัวเองให้จัดการเอกสารเสนอสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายใหม่เสร็จตอนบ่ายสามโมงแล้วขับรถออกจากบริษัทไปพบลูกค้ารายหนึ่งที่ตึกสาทรธานี ก่อนจะเดินออกจากบริษัทก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองตู้ปลาแวบหนึ่ง ภาพที่เห็นก็คือ
เจ้าลัคกี้ ว่ายน้ำวนไปวนมารอบ ๆ เพื่อน ๆ อย่างห่วงใยเหมือนเมื่อตอนเที่ยง มันว่ายลงไปใกล้ ๆ เพื่อนๆ ของมัน ในเวลานั้นพวกมันต่างไม่เคลื่อนไหว นอนนิ่งอยู่บนผืนทรายที่ก้นตู้ ราวกับจะรอคอยให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป ดวงตากลมโตไร้เดียงสากลอกไปมาอย่างช้า ๆ เต็มไปด้วยแววแห่งความทุกข์ทรมาน เศร้าสร้อย หัววุ้นและลำตัวสีส้มที่เคยสดสวยกลับซีดจางลง มีจุดสีขาวเล็ก ๆ เกาะติดอยู่ตลอดหัวถึงหาง คีบหน้าสองข้างโบกพัดเบาๆ อย่างอ่อนแรง ครีบหลังและหางที่เคยคลี่สยายโบกสะบัดยามว่ายน้ำบัดนี้ลู่พับลงมา หางยาวห้อยย้อยลงมาคลุกกับผืนทราย ส่วนของเยื่อครีบและหางขาดแหว่งราวกับใบไม้เก่าที่กำลังจะเน่า

อาหารเม็ดที่ให้ตั้งแต่มื้อเช้าและมื้อเที่ยงลอยอืดพองอยู่บนผิวน้ำ นั่นหมายความว่าพวกมันไม่ได้กินอาหารเลย…

เมื่อลัคกี้มองเห็นฉัน มันว่ายน้ำมาใกล้ ๆ กระจกด้านที่ฉันยืนอยู่ ว่ายส่ายไปมาอย่างร้อนรน ทำปากปากผะงาบ ๆ ราวกับจะบอกฉันว่า

“ช่วยด้วย!!! เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก!”

ฉันกำลังจะเข้าไปดูมันใกล้ ๆ ในขณะที่พี่แจ๊ดรีบไล่ให้ฉันออกไปพบลูกค้า

“มี่ ไปเถอะ ปล่อยไปตามบุญตามกรรมของมันเถอะนะ ต้องยอมรับว่าบางอย่างเราก็ควบคุมไม่ได้”

ฉันตัดใจออกจากบริษัทด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ระหว่างขับรถต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะกดก้อนสะอื้นไม่ให้มันพุ่งขึ้นมา…

Leave a Reply