<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Fishesandthecity.com</title>
	<atom:link href="http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.fishesandthecity.com</link>
	<description>บล๊อกสำหรับคนรักปลา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 15 Aug 2009 15:10:33 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8.4</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บทที่ 10 บ้านใหม่ของพวกเรา</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=33</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=33#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 15:10:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีแล้วหลังจากที่ฉันพาเฟรนด์ลี่เข้าบ้านมาเพื่อที่จะให้เป็นคู่กับเจ้าลัคกี้ แต่ความพยายามของฉันในการที่จะให้ลัคกี้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า เหงาหงอยและมีชีวิตคู่กับเฟรนด์ลี่อย่างมีความสุขเหมือนเมื่อครั้งที่เลิฟลี่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ผลเพียงครึ่งเดียว 
ลัคกี้มีท่าทีที่สดชื่นขึ้น ความซึมเศร้าค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ๆ เมื่อมีเพื่อนตัวไล่เลี่ยกันมาอยู่ด้วยอีกตัวหนึ่ง แม้ไม่เหมือนเมื่อคราวสุดที่รักของมันมีชีวิตอยู่แต่ก็นับว่าดีขึ้นพอสมควร แต่ทว่าก็แค่เพื่อนเท่านั้นจริง ๆ &#8230;
พึ่งรู้ว่าฉันเดาใจลัคกี้ผิดถนัด ฉันคิดว่ามันจะมีความต้องการปลาสาวมาอยู่เป็นคู่ เหมือนเมื่อคราวที่ฉันพาเลิฟลี่ไปให้รู้จักกับมันจนกระทั่งมันใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและออกลูกออกเต้ามามากมาย
ลัคกี้ไม่มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเฟรนด์ลี่แม้เพียงนิดซึ่งผิดธรรมชาติของปลาที่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์แล้วจะต้องวิ่งไล่ปลาตัวเมียตลอด ซึ่งปลาทองในเมืองไทยจะมีการผสมพันธุ์กันตลอดทั้งปี แต่มันกลับไม่สนใจปลาสาวสวยอย่างเฟรนด์ลี่เลย ทั้ง ๆ ที่เฟรนด์ลี่ก็โตพอและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เหมือนกัน ตั้งแต่มันอยู่กันมาสองตัวน้ำในกาละมังไม่เคยเป็นสีขุ่นเลยสักครั้งเดียว&#8230;

ส่วนใหญ่แล้วลัคกี้จะทำท่ารำคาญเฟรนด์ลี่มากโดยการว่ายน้ำหนี แต่เฟรนด์ลี่ก็ว่ายน้ำตามไปติด ๆ ตลอดเวลา คงจะเหมือนผู้ชายที่รำคาญผู้หญิงตื้อ แต่ในใจก็อาจจะมีความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่ตนเองมีคนคอยให้ความสนใจ แม้ว่าจะไม่รักไม่ชอบ แต่ผู้หญิงเองไม่ละความพยายาม การอยู่เป็นเพื่อนกันเฉย ๆ จึงน่าจะยอมรับได้
ทำหน้าที่แม่สื่อไม่สำเร็จ ฉันยังต้องทำหน้าที่กรรมการห้ามการแย่งอาหารอีก 
ก็ขนาดภรรยาสุดเลิฟ ลัคกี้มันยังแย่งอาหาร แย่งเอา ๆ แล้วนี่กับหญิงที่มันไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย มันจะทำยังไง
“ล้าค&#8230;กี้!!!” ลัคกี้อ้าปากชะงักชั่วครู่แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กระโดดฮุบอาหารเม็ดเข้าปากไปเกือบสิบเม็ดเหมือนเดิม มันยังคงลอยตัวอยู่เหนือน้ำแล้วรีบดูดอาหารเม็ดที่เหลือ ดัง จุ๊บ ๆ ๆ 
ฉันว้ากมันก็เพราะว่ามันว่ายน้ำถลาชนเจ้าเฟรนด์ลี่ผู้ด้อยวาสนาจนกระเด็นติดขอบกาละมังไปเลย กว่าเฟรนด์ลี่จะได้สติและรีบตะเกียกตะกายว่ายกลับมาได้อาหารก็หมดแล้ว นี่ฉันจะทำยังไงกับเจ้าตะกละนี่ดีนะ
ปฏิกิริยาที่ลัคกี้มีต่อเฟรนด์ลี่เช่นนี้ ทำให้ฉันต้องรีวิวมุมมองของฉันต่อลัคกี้ใหม่และทำให้ฉันชื่นชมมันมากขึ้น หลังจากที่คอยแต่กระแทกแดกดันความตะกละของมันอยู่ตลอดเวลา
ฉันคิด(เอาเอง) ว่ามันคงเป็นปลาที่มีใจเดียว ให้ความรักมั่นคงต่อเลิฟลี่เพียงตัวเดียวเท่านั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีแล้วหลังจากที่ฉันพาเฟรนด์ลี่เข้าบ้านมาเพื่อที่จะให้เป็นคู่กับเจ้าลัคกี้ แต่ความพยายามของฉันในการที่จะให้ลัคกี้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า เหงาหงอยและมีชีวิตคู่กับเฟรนด์ลี่อย่างมีความสุขเหมือนเมื่อครั้งที่เลิฟลี่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ผลเพียงครึ่งเดียว </p>
<p>ลัคกี้มีท่าทีที่สดชื่นขึ้น ความซึมเศร้าค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ๆ เมื่อมีเพื่อนตัวไล่เลี่ยกันมาอยู่ด้วยอีกตัวหนึ่ง แม้ไม่เหมือนเมื่อคราวสุดที่รักของมันมีชีวิตอยู่แต่ก็นับว่าดีขึ้นพอสมควร แต่ทว่าก็แค่เพื่อนเท่านั้นจริง ๆ &#8230;</p>
<p>พึ่งรู้ว่าฉันเดาใจลัคกี้ผิดถนัด ฉันคิดว่ามันจะมีความต้องการปลาสาวมาอยู่เป็นคู่ เหมือนเมื่อคราวที่ฉันพาเลิฟลี่ไปให้รู้จักกับมันจนกระทั่งมันใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและออกลูกออกเต้ามามากมาย</p>
<p>ลัคกี้ไม่มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเฟรนด์ลี่แม้เพียงนิดซึ่งผิดธรรมชาติของปลาที่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์แล้วจะต้องวิ่งไล่ปลาตัวเมียตลอด ซึ่งปลาทองในเมืองไทยจะมีการผสมพันธุ์กันตลอดทั้งปี แต่มันกลับไม่สนใจปลาสาวสวยอย่างเฟรนด์ลี่เลย ทั้ง ๆ ที่เฟรนด์ลี่ก็โตพอและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เหมือนกัน ตั้งแต่มันอยู่กันมาสองตัวน้ำในกาละมังไม่เคยเป็นสีขุ่นเลยสักครั้งเดียว&#8230;<br />
<span id="more-33"></span><br />
ส่วนใหญ่แล้วลัคกี้จะทำท่ารำคาญเฟรนด์ลี่มากโดยการว่ายน้ำหนี แต่เฟรนด์ลี่ก็ว่ายน้ำตามไปติด ๆ ตลอดเวลา คงจะเหมือนผู้ชายที่รำคาญผู้หญิงตื้อ แต่ในใจก็อาจจะมีความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่ตนเองมีคนคอยให้ความสนใจ แม้ว่าจะไม่รักไม่ชอบ แต่ผู้หญิงเองไม่ละความพยายาม การอยู่เป็นเพื่อนกันเฉย ๆ จึงน่าจะยอมรับได้</p>
<p>ทำหน้าที่แม่สื่อไม่สำเร็จ ฉันยังต้องทำหน้าที่กรรมการห้ามการแย่งอาหารอีก </p>
<p>ก็ขนาดภรรยาสุดเลิฟ ลัคกี้มันยังแย่งอาหาร แย่งเอา ๆ แล้วนี่กับหญิงที่มันไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย มันจะทำยังไง</p>
<p>“ล้าค&#8230;กี้!!!” ลัคกี้อ้าปากชะงักชั่วครู่แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กระโดดฮุบอาหารเม็ดเข้าปากไปเกือบสิบเม็ดเหมือนเดิม มันยังคงลอยตัวอยู่เหนือน้ำแล้วรีบดูดอาหารเม็ดที่เหลือ ดัง จุ๊บ ๆ ๆ </p>
<p>ฉันว้ากมันก็เพราะว่ามันว่ายน้ำถลาชนเจ้าเฟรนด์ลี่ผู้ด้อยวาสนาจนกระเด็นติดขอบกาละมังไปเลย กว่าเฟรนด์ลี่จะได้สติและรีบตะเกียกตะกายว่ายกลับมาได้อาหารก็หมดแล้ว นี่ฉันจะทำยังไงกับเจ้าตะกละนี่ดีนะ</p>
<p>ปฏิกิริยาที่ลัคกี้มีต่อเฟรนด์ลี่เช่นนี้ ทำให้ฉันต้องรีวิวมุมมองของฉันต่อลัคกี้ใหม่และทำให้ฉันชื่นชมมันมากขึ้น หลังจากที่คอยแต่กระแทกแดกดันความตะกละของมันอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ฉันคิด(เอาเอง) ว่ามันคงเป็นปลาที่มีใจเดียว ให้ความรักมั่นคงต่อเลิฟลี่เพียงตัวเดียวเท่านั้น ดังคำกล่าวที่ว่า “แม้นแผ่นดินสิ้นหญิงที่หมายเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า” </p>
<p>มีคนเคยบอกว่าปลาทองเป็นปลาแห่งโชคลาภ คนที่เลี้ยงดูจะได้โชคดีมีความสุข ฉันไม่เคยเชื่อ แต่หลังจากที่ฉันเลี้ยงดูครอบครัวลัคกี้ ฉันผ่านการทดลองงาน ฉันได้ลูกค้ารายใหญ่หลายราย ต่อมาฉันได้รับการเลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน เงินเดือนที่สูงนั้นทำให้ความกดดันด้านหนี้สินบัตรเครดิตของฉันคลายลง ชีวิตจึงสดชื่นขึ้นเยอะ(มาก) </p>
<p>การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีของชีวิตฉัน จะสามารถสรุปได้ไหมนะว่าอาจจะเป็นผลของบุญกุศลที่ฉันทำกับเจ้าปลาทองพวกนี้อย่างที่พี่แจ๊ดเคยบอกไว้ </p>
<p>อย่างมงาย ๆ (ฉันบอกตัวเองค่ะ) หากฉันมัวแต่นั่งอยู่ออฟฟิศเฉย ๆ ไม่ขยันออกไปพบลูกค้าแล้วจะมีงานเข้าบริษัทได้อย่างไร เมื่อไม่มีงานเข้าบริษัทแล้วบริษัทจะมีกำไรพอที่จะขึ้นเงินเดือนให้ฉันได้อย่างไร แล้วเจ้านายฉันจะไว้วางใจเลื่อนตำแหน่งให้ฉันได้หรือ</p>
<p>“ไม่มีสิ่งใดที่ได้เปล่า ทุกย่างก้าวต้องลงแรง” นี่ต่างหากคือสิ่งที่ฉันยึดมั่น ฉันไม่สนใจเรื่องบุญกุศลใด ๆ ในการทำสิ่งที่เรียกว่า ”ความถูกต้อง” นอกจากความรู้สึกที่สบายใจและมีความสุขที่ได้ทำ</p>
<p>แต่ทว่า สิ่งที่ฉันมีความสุขที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องงานหรือเงินเดือน</p>
<p>“ได้ข่าวว่าลัคกี้มันมีลูกแล้วเหรอมี่?”</p>
<p>ฉันไม่ได้หูฝาด เสียงเขิน ๆ ของพี่นก เราไม่ได้คุยกันสามปีมาแล้ว เจอหน้าก็ไม่มองกัน เวลาต้องติดต่องานเธอจะให้คนอื่นมาพูดกับฉันตลอด ฉันเองไม่ได้โกรธเคืองอะไรเธอเลยเพราะฉันคิดว่าฉันก็มีความผิดที่ไปเอาของ ๆ เธอมา หลังเกิดเรื่องฉันยังพยายามยิ้มทักทายเธอเวลาเจอหน้าหรือเดินผ่านกัน แต่เธอกลับเชิดใส่ฉันและแกล้งไม่เห็นฉัน</p>
<p>มิตรภาพที่กลับคืนมามันมีค่ามากกว่าสิ่งใด เราไม่พูดเรื่องเก่า ไม่รื้อฟื้นว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครผิด ใครถูก พี่นกคอยถามไถ่ทุกข์สุขของลัคกี้เรื่อยมาหลังจากนั้น</p>
<p>ภาพพจน์ของพี่นกในใจฉันเปลี่ยนจาก “ผีดิบซี่โครงไก่” มาเป็น ”นางฟ้าซี่โครงไก่” (คือเธอยังคงผอมมากเหมือนเดิม)</p>
<p>ฉันไม่เคยคิดว่าจะช่วยเหลือลัคกี้เพื่อเอาบุญ ความรู้สึกรักและเวทนาสงสารที่เป็นนิสัยประจำตัวต่างหาก ที่ผลักดันให้ไม่ยอมปล่อยให้มันเน่าตายอยู่ในตู้ปลาใบนั้น จากที่พยายามไม่เลี้ยงสัตว์เพราะฉันกลัวเรื่องอารมณ์ผูกพันมาก ๆ ฉันกลับต้องถลำลึกไปกับความน่ารักของลัคกี้และครอบครัวของมัน</p>
<p>แม้ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัสแต่ฉันกลับมีความสุขมาก ทุกครั้งที่ได้ดู ได้มอง พวกมัน ฉันจะรู้สึกผ่อนคลายจากปัญหาต่าง ๆ<br />
ประโยชน์ที่จับต้องได้คือความรู้ที่ดิฉันได้มาจากการปฏิบัติจริงนั้นสำคัญยิ่ง การเลี้ยงปลาเป็นงานที่ต้องการความเอาใจใส่สูง แต่หัวใจสำคัญง่าย ๆ คือ น้ำสะอาด อากาศพอดี อาหารสมดุล และหากเพิ่มความรักเข้าไปด้วยก็จะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น</p>
<p>ความรู้ที่ได้มาทำให้ฉันกลายเป็นที่ปรึกษาด้านการเลี้ยงปลาทองให้เพื่อน ๆ อีกหลายคนที่ชอบมาพูดคุยด้วยหัวข้อปลาทอง แต่ด้วยนิสัยที่ค่อนข้างจะละเอียด ระวังและคิดมากของฉัน ฉันมักจะดุเพื่อน ๆ ที่เลี้ยงดูสัตว์เลี้ยงแบบไม่ระวัง จะบ่น บ่น บ่น จนทุกคนวิ่งหนี(ขี้เกียจฟัง)</p>
<p>ร้ายสุดคือ ฉันกลายเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างร้ายกาจ บ่อยครั้งที่ไปพบลูกค้า ขณะที่กำลังนั่งเกลี้ยกล่อมลูกค้าให้ใช้บริการสินเชื่อของบริษัทของฉัน สายตาหาเรื่องก็พลันเหลือบไปเห็นปลาทองหรือปลาอื่น ๆ ที่ดูเหมือนว่ากำลังป่วย ว่ายอยู่ในน้ำที่แสนจะสกปรก ฉันก็จะต้องบรรยายวิธีเลี้ยงปลาให้เข้าฟังและหยอกแกมบังคับให้เขาหาซื้อยามารักษาและเปลี่ยนน้ำปลาเสียในวันนั้น(หรือเวลานั้น)</p>
<p>หากพบเห็นตู้สกปรก หรือ อ่างเลี้ยงปลาสกปรก ฉันทนนั่งเฉยไม่ได้ ฉันต้องแว่วเสียงพวกปลากำลังร้องเรียกขอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาอย่างน่าสงสาร</p>
<p>“ช่วยหนูด้วย ช่วยหนูด้วย ที่นี่สกปรกมาก หนูกำลังจะขาดออกซิเจนตายอยู่แล้ว&#8230;”</p>
<p>สิ่งที่ฉันบอกเจ้าของปลาก็คือ “อุ้ย! ดิฉันเปลี่ยนน้ำปลาให้เอาไหมคะ รู้สึกว่าน้ำขุ่น ๆ ยังไงก็ไม่รู้ คือดิฉันเลี้ยงปลาน่ะค่ะ ถ้าน้ำสกปรกมันจะป่วยตาย ฯลฯ” </p>
<p>“ขอโทษนะคะ คือเป็นคนไม่ชอบเห็นน้ำขุ่น ค่ะ เห็นแล้วต้องอยากเปลี่ยนน้ำให้ปลาทันที&#8230;คือเป็นคนรักสัตว์ค่ะ”</p>
<p>คุณคงเดาสีหน้าของลูกค้าของฉันออกนะคะว่าจะเป็นอย่างไร</p>
<p>ถ้าหากว่า “ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี” ฉันคงเป็นผู้ร้ายเต็มตัว แต่ดิฉันจำต้องเป็นผู้ร้ายเพื่อที่จะปกป้องชีวิตน้อย ๆ ที่แสนจะบริสุทธิ์เหล่านั้น เมื่อทำได้แล้วดิฉันจะรู้สึกคลายความห่วงใย กังวลใจ เป็นอย่างยิ่ง อย่างเช่นสองเหตุการณ์ที่พึ่งประสบมาหมาด ๆ ไม่นานนี้</p>
<p>เมื่อประมาณสี่เดือนที่ผ่านมา ฉันไปทานอาหารกลางวันแบบบุฟเฟต์ที่โรงแรมชื่อดังย่านสุขุมวิทแห่งหนึ่ง ขณะนั้นทางโรงแรมกำลังจัดเทศกาลอาหารทะเล จึงมีการตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับคอนเซ็ปของงานด้วยการทำห้องอาหารให้ดูแบบทะเล ๆ อย่างสวยงาม แรกที่เดียวฉันชื่นชมการจัดสถานที่ที่ได้บรรยากาศมากอารมณ์จึงรู้สึกชื่นมื่นรื่นรมย์ ขณะที่ลุกไปตักอาหารด้วยความเพลิดเพลิน สายตาก็เหลือบไปเห็นกล่องใส่ปลามีชีวิตวางอยู่บนชั้นสองของเคานท์เตอร์วางอาหาร ซึ่งเป็นระดับสายคนตักอาหารนั่นเอง ฉันเกิดอาการฉุนกึกทันที</p>
<p>ภาพที่เห็นคือลูกปลาเหล่านั้นแออัดกันอยู่ภายในกล่องกระจกสี่เหลี่ยม ส่วนใหญ่ว่ายน้ำมาออกันบริเวณผิวน้ำและอ้าปากผะงาบ ๆ มันมีอาการเหมือนปลาที่กำลังขาดออกซิเจน เมื่อมองสำรวจอย่างละเอียดก็พบว่าโรงแรมชุ่ยมากคือไม่ได้ใส่สายออกซิเจนลงไปให้อากาศปลาเลย มันเป็นสิ่งที่แย่มากในสายตาของฉัน คือว่า โรงแรมเอากล่องกระจกสี่เหลี่ยมคล้าย ๆ กับกล่องที่ใส่ขนมหวานใส่ไอศกรีมรถเข็น หรือขนมหวานแบบไทย ๆ สีสวยงามเช่นลอดช่อง ซาหริ่ม รวมมิตร ฯลฯ ขนาดกล่องประมาณ 8  8  8 นิ้ว และ 8  8  10 นิ้ว ทั้งหมดประมาณสี่ห้าใบ บรรจุปลาทองตัวเล็ก ๆ กล่องละประมาณสิบถึงสิบห้าตัว เอาไปวางประดับไว้บนเคานท์เตอร์ที่วางอาหารรูปวงกลมกลางห้องอาหารสามใบ โต๊ะวางของหวานหนึ่งใบ และมุมอาหารญี่ปุ่นอีกหนึ่งใบ </p>
<p>ฉันรีบเรียกผู้จัดการห้องอาหารมาแจ้งทันทีว่าควรจะมีออกซิเจนให้ปลาไม่งั้นมันตายหมู่แน่ ๆ ประมาณด้วยสายตาแล้ว ลูกปลาทั้งหมดมีไม่ต่ำกว่าห้าสิบตัว</p>
<p>ผู้จัดการรีบแจ้งว่าทางคนจัดอยากให้ได้บรรยากาศเก๋ไก๋คือทานอาหารทะเลแล้วมีปลาจริง ๆ ว่ายน้ำไปมาอยู่ตรงหน้า และบอกว่าปลาเลี้ยงได้ไม่ต้องใช้ออกซิเจน</p>
<p>ฉันรู้สึกโกรธมากขึ้นแต่ทำใจเย็นอธิบายเขาไปว่าฉันเข้าใจในคอนเซ็ปของเขาและขอชมว่าสวยงามดี แต่จะให้แขกนั่งทานอาหารท่ามกลางอาการที่ปลาต่างพากันว่ายน้ำอ้าปากผะงาบ ๆ กันบริเวณผิวน้ำซึ่งไม่ใช่ภาวะปกติแน่นอนอย่างนั้น แขกจะทานอาหารลงไปได้อย่างไร อีกทั้งเขาใช้กล่องสี่เหลี่ยมทรงแคบสูง ซึ่งดูเก๋แต่ปลาไม่รู้สึกเก๋แน่นอน หากอีกครึ่งชั่วโมงปลาทะยอยกันตายไปจะมาบอกว่าเสียใจก็สายเสียแล้ว บาปกรรมเปล่า ๆ ผู้จัดการพยักหน้าเออออเออออ แล้วเดินหายเข้าไปในห้องโดยไม่ยอมออกมาอีก</p>
<p>ฉันกระวนกระวายสุดจะทนที่เห็นลูกปลาพากันว่ายน้ำลอยคอบริเวณผิวน้ำเป็นฝูง ๆ แบบนั้น เมื่อผู้จัดการไม่ยอมออกมา ฉันก็ใช้วิธีการให้แฟน(ขณะนั้นมีแฟนแล้วค่ะ)และน้องสาวของเขาช่วยพูดกับพนักงานทุกคนที่นั่นเกือบทุกคน พนักงานทุกคนเมื่อรับคำร้องเรียนก็เดินเข้าห้องผู้จัดการไป สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ออกมายกกล่องใส่ปลากลับเข้าไป ซึ่งฉันก็ไม่เห็นว่าความสวยงามของที่นั่นจะน้อยลงกว่าเดิมแต่อย่างใด </p>
<p>อีกเหตุการณ์หนึ่งเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง(มิถุนายน 46) ขณะกำลังเดินชมห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านสยาม ฉันเหลือบไปเห็นตู้ปลาที่เคานท์เตอร์ข้อมูลของร้านขายมือถือชื่อดังแห่งหนึ่ง เป็นเคานท์เตอร์ที่ออกแบบได้สวยงามมากเช่นกัน เคานทเตอร์ไม้สีอ่อนวางเด่นอยู่ตรงกลางร้านช่วงล่างออกแบบเป็นตู้ปลาทรงสี่เหลี่ยมสูง ภายในตกแต่งบรรยากาศใต้น้ำได้งดงามมาก มีปลาทองตัวเขื่องสี่ห้าตัวว่ายไปมาน่ารักมาก แต่ที่สะดุดตาฉันคือ น้ำในตู้ปลาเป็นสีเหลืองขุ่นมัว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนน้ำมานาน แฟนฉันกับคุณแม่ของเขาเห็นสีหน้าของฉันแล้วก็ทำมือไล่ให้ไปจัดการเสีย ฉันจึงเดินเข้าไปบอกทางร้านว่าควรจะเปลี่ยนน้ำได้แล้วนะเพราะสงสารปลามัน ในขณะที่คนเดินเข้าออกร้านกันขวักไขว่แฮปปี้เหลือเกิน ยืนเขียนข้อมูลก็บนเคานท์เตอร์นั้น แต่ปลาพวกนั้นอาจจะกำลังอึดอัดแทบขาดใจ หรือเชื้อโรคกำลังก่อตัวขึ้นเตรียมจะกัดกินพวกมัน น่าสงสารจะตายไป แต่ร้านนี้ฉันประทับใจเพราะน้อง ๆ ที่ร้านขอบคุณฉันแล้วบอกว่าแจ้งให้บริษัทมาเปลี่ยนน้ำแล้วคิดว่าน่าจะมาวันนี้ และเมื่อฉันกลับมาอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น(ไม่ได้ว่างมากหรอกนะคะถึงไปเดินได้ทุกวัน คือคุณพ่อคุณแม่แฟนของดิฉันชอบทานอาหารบุปเฟต์ญี่ปุ่นที่นั่นค่ะ) ก็พบว่าปลาทองเหล่านั้นกำลังว่ายน้ำอย่างมีความสุขมากในน้ำที่สะอาดสดใส</p>
<p>ฉันย้ายลัคกี้ เฟรนด์ลี่ กับลูก ๆ ยี่สิบกว่าตัวไปไว้ที่บ้านคุณแม่ของฉันในเดือนธันวาคม 2001 หลังเกิดเหตุการณ์โศกนาฐกรรมที่ตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ของนิวยอร์คเพียงหนึ่งเดือน โดยขอให้ท่านเป็นผู้คอยดูแล </p>
<p>คุณแม่ตัดสินใจทิ้งคุณพ่อจากสงขลามาอยู่ที่กรุงเทพเพื่อที่จะมาดูแลลูกสาวคนเดียวของท่านก็คือ ฉัน ส่วนคุณพ่ออีกหนึ่งปีถึงจะตามมาอยู่ด้วยกันได้หลังจากเกษียณอายุราชการในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง ส่วนพี่ชายของฉันซึ่งมีครอบครัวแล้วได้ย้ายตามภรรยาของเขาไปอยู่ที่เชียงใหม่ บ้านที่คุณแม่ซื้อเป็นทาวเฮาส์สีครีมขาวสองชั้น สามห้องนอน สองห้องน้ำ พื้นที่ประมาณสามสิบตารางวา ฉันและแม่มาสำรวจทำเลแถวนี้นานพอสมควรกว่าจะตัดสินใจเลือกบ้านหลังนี้(เดินดูจนสองแม่ลูกรองเท้าสึกไปหลายคู่ค่ะ) </p>
<p>หมู่บ้านนี้สร้างโดยบริษัทสร้างบ้านมีชื่อบริษัทหนึ่งของประเทศไทย ฉันเลือกโครงการของบริษัทนี้เพราะเขามีชื่อเรื่องความรับผิดชอบ แม้เมื่อยามเศรษฐกิจเขาบ้านเราพังเมื่อปี 2542 มีบริษัทสร้างบ้านมากมายที่เกิดปัญหาและทิ้งลูกค้าทิ้งโครงการ เจ้าของโครงการหนีไป ทำความเดือดร้อนให้ประชาชนตาดำ ๆ มากมาย รวมทั้งญาติ ๆ ของฉันหลายคน แต่บริษัทนี้ก็อดทนฟันฝ่ามรสุมด้วยความรับผิดชอบต่อลูกค้าของเขามาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>เหตุผลข้อที่สองที่ตัดสินใจเลือกหมู่บ้านนี้ก็คือ เป็นหมู่บ้านที่ร่มรื่นมีต้นไม้เขียวชอุ่มขึ้นอยู่ทุกบ้าน ฉันมีความคิดว่าคนที่รักต้นไม้ ชอบปลูกต้นไม้มักจะมีจิตใจที่ดีงาม ไม่สร้างปัญหาให้กับใคร เพื่อนบ้านที่นี่ต่างมีจิตใจดีและเข้ากับคุณแม่ฉันได้ดีมาก เวลาเย็น ๆ คุณแม่แทบจะไม่ต้องทำอาหารเลย(เข้าทางคุณแม่เพราะท่านเป็นคนไม่ชอบทำอาหาร) เพราะคนข้างบ้านมีน้ำใจมาก จะคอยดูเมื่อเห็นคุณแม่อยู่คนเดียวก็จะแบ่งอาหารมาให้คุณแม่ช่วยชิม คุณแม่บอกว่าเราถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน เพราะปกติคุณแม่จะไม่ไปไหนไกล ๆ ดังนั้นคนข้าง ๆ บ้านมักจะไหว้วานให้ท่านช่วยเฝ้าบ้าน หรือให้อาหารสุนัข เวลาที่พวกเขาไปเที่ยวต่างจังหวัดตามเทศกาลต่าง ๆ   </p>
<p>การเคลื่อนย้ายปลาทองซึ่งเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวไม่ใช่งานง่ายเลย หากหยิบจับไม่ระมัดระวังปลาอาจจะตายไปทั้งหมด หลักสำคัญคือจะต้องแน่ใจว่าอากาศที่ใส่ไว้ในภาชนะใส่ปลาเพียงพอ หากระยะทางไกลมากใช้เวลาเดินทางยาวนาน ระหว่างทางกระทบกระแทกรุนแรงปลาก็มักจะตาย<br />
หากใส่ถุงพลาสติกอัดอากาศแบบที่ร้านขายปลาใช้กันก็จะดีมาก แต่ฉันใช้ถังน้ำที่ซื้อมาใหม่สองถังแบบมีฝาปิดใส่เจ้าลัคกี้กับเฟรนด์ลี่หนึ่งถัง อีกถังใส่ลูกมันที่เหลืออยู่ ใช้น้ำเก่าที่ใช้เลี้ยงพวกมันใส่ลงไปโดยระวังเรื่องระดับน้ำเช่นเคยไม่ให้สูงไป ใส่ออกซิเจนเกล็ดลงไปตามสัดส่วนกับปริมาณน้ำแล้วปิดฝาเอาขึ้นรถอย่างเบามือ </p>
<p>ในการหยิบจับปลาเพื่อเคลื่อนย้ายหรือถ่ายน้ำ ฉันไม่ใช้กระชอนช้อนปลาอย่างเด็ดขาด แต่จะใช้ขันน้ำตักปลาโดยให้มีน้ำอยู่พอสมควรอยู่ตลอดเพื่อที่จะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บกับปลาเช่น ตัวถลอก หรือครีบ หาง หัก กลายเป็นปลาพิการไป พี่คนขายปลาเป็นคนสอนฉันอีกเช่นกัน พี่เขาบอกว่าคนทั่วไปไม่เข้าใจว่ากระชอนไม่ว่าจะนุ่มดีขนาดไหน จะทำให้ครีบหรือหางของปลาติดกับผ้ากระชอน หรือไม่ก็ตัวปลาอาจจะทับครีบหรือหางของตัวเองจนหัก พิการไป โดยที่คนซื้อก็ไม่รู้ เป็นอีกสาเหตุที่ทำร้ายปลาโดยไม่ได้ตั้งใจ</p>
<p>บางสายผู้เชี่ยวชาญบอกว่าให้จับปลาโดยใช้อุ้งมือสองข้างประคองที่ท้องอย่างนุ่มนวล จะเป็นวิธีถนอมปลามากที่สุด แต่บางผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ไม่ควรใช้มือสัมผัสปลาโดยตรงเพราะจะทำให้ปลาตกใจกลัวเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงยังสรุปไม่ได้ว่าคำแนะนำของใครดีกว่า แต่ที่แน่ ๆ ฉันใช้ขันน้ำและกระบวยตักน้ำก้านยาวตักปลาทุกครั้ง</p>
<p>เนื่องจากกลัวว่าพวกมันจะกระทบกระเทือนฉันค่อย ๆ เคลื่อนรถโดยไม่สนใจว่าใครจะบีบแตรไล่ หรือขับรถมาปาดหน้าจ้องหน้า (เสียภาษีเหมือนกันย่ะ) บนทางด่วนฉันก็ชิดซ้ายแล้วแต่ไม่รู้ว่าขับช้า ชิดซ้าย ยังอุตส่าห์หนักศรีษะคนอื่นอีก ใช้เวลาเพียงไม่ถึงสี่สิบห้านาทีก็ถึงบ้านใหม่<br />
เมื่อเอาพวกมันใส่ตู้ใหม่ที่เตรียมไว้ฉันก็พบกับสิ่งที่ต้องทำใจ ฉันเตรียมใจไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าจะต้องเสียบางตัวที่อ่อนแอไปในคราวนี้ เจ้าพวกตัวเล็กเสียไปห้าตัว ตัวอื่น ๆ มีอาการเหมือนกับว่าเมารถ พวกมันว่ายน้ำแบบหัวทิ่ม บางตัวก็หงายท้อง แต่พ่อของมันรวมทั้งแม่เลี้ยงเฟรนด์ลี่ยังมีอาการดีอยู่ โดยเฉพาะลัคกี้มันดูแข็งแรงเหมือนเดิม</p>
<p>ฉันมีบ้านใหม่ พวกลัคกี้ก็มีบ้านใหม่คือตู้ปลาใบใหญ่รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวประมาณเกือบหนึ่งเมตร ความสูงพอประมาณ มีฝาปิดสีดำภายในฝาติดไฟนีออนให้แสงสว่างยามค่ำคืน ในตู้ติดตั้งเครื่องกรองน้ำพิเศษ ภายในตกแต่งด้วยหิน ทรายและต้นไม้ปลอมอย่างสวยงามน่าอยู่มาก ตู้ใบนี้ ฉันกัดฟันซื้อในราคาสี่พันบาทเพื่อให้สะดวกกับคุณแม่ในการดูแล ฉันรวมครอบครัวลัคกี้ทั้งหมดไว้ในตู้เดียวกัน เพราะลูก ๆ ของมันมีขนาดโตขึ้นมากแล้ว จะได้ไม่ต้องแยกดูตัวพ่อแม่ แล้วยังต้องดูลูก ๆ อีก บ้านใหม่ของครอบครัวลัคกี้ถูกวางไว้ที่ด้านซ้ายมือของโรงจอดรถหน้าบ้าน เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยใช้สายยางรดน้ำต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ </p>
<p>ลัคกี้กับลูก ๆ คงจะชอบบ้านใหม่หลังนี้เพราะมีพื้นที่กว้างขวาง มีท่อพ่นออกซิเจนเป็นฝอยซึ่งพ่นออกมาคราวละมาก ๆ ให้พวกมันได้เล่นกันสนุกสนาน  มันชอบว่ายเอาตัวมาจ่อตรงท่อให้ออกซิเจนพ่นออกมาถูกลำตัว อาจจะแก้คันก็เป็นได้</p>
<p>หากไม่ติดงานล่วงเวลา ฉันจะมาค้างกับคุณแม่รวมทั้งเยี่ยมลัคกี้กับครอบครัวที่บ้านนี้แทบทุกเสาร์อาทิตย์ คุณแม่จะกระแนะกระแหนลัคกี้เสมอว่า</p>
<p>“แหม พอแม่แกมาทำเป็นระริกระรี้ น่าหมั่นไส้”</p>
<p>คุณแม่บอกว่าเห็นได้ชัดว่าพอเห็นฉันเดินเข้าบ้านมา ลัคกี้จะมีท่าทีตื่นเต้นผิดหูผิดตาเลยทีเดียว มันจะว่ายมาชิดกระจกผนังตู้ด้วยความสดชื่นรื่นเริง เฟรนด์ลี่กับลูกๆ ของมันก็จะพลอยรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย</p>
<p>วันนี้ฉันมาช่วยคุณแม่เปลี่ยนน้ำทำความสะอาดตู้ให้ลัคกี้ จริง ๆ แล้วคนขายบอกว่าระบบกรองน้ำของตู้ที่ใช้การทดน้ำผ่านลูกบอลกลม ๆ และปะการังนั้นมีการใส่แบคทีเรียที่ฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้ไว้ในปะการัง ดังนั้นไม่ควรเปลี่ยนน้ำบ่อยอาจจะเปลี่ยนสามเดือนครั้งก็ได้ แต่ฉันให้แม่เปลี่ยนถ่ายน้ำยี่สิบเปอร์เซนต์ทุกอาทิตย์เพื่อความสะอาด </p>
<p>ขณะนั่งมองลัคกี้กับลูก ๆ ว่ายน้ำเล่นออกซิเจนกันอย่างสนุกสนาน ฉันนึกย้อนไปถึงวันแรกที่พบลัคกี้ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาสี่ปีกว่านี้ ทุกสิ่งทุกอย่างช่างเหมือนความฝัน</p>
<p>วันนี้ฉันสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งของลัคกี้ คือ มันมีท่าทีที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น มันว่ายน้ำอย่างสุขุมรอบคอบและสง่าผ่าเผย อาจจะด้วยวัยที่เพิ่มขึ้นเพราะปีนี้มันก็มีอายุอย่างน้อย ๆ สี่ขวบ ในขณะที่อายุปลาออรันดาทั่วไปคือ 5-10 ปี(ปกติยากที่จะมีปลาที่ได้รับการเลี้ยงดูจนมีอายุยืนยาวเช่นนี้)</p>
<p>เพื่อน ๆ ของฉันต่างยกนิ้วให้ลัคกี้ว่ามันมีอายุยืนมาก พวกเราแทบจะไม่เคยพบปลาทองที่ได้รับการเลี้ยงดูทั่วไปแล้วมีอายุยืนขนาดนี้ จะว่าไปลัคกี้ก็เป็นปลาแก่ ๆ ตัวหนึ่งแล้วในเวลานี้ ฉันอดคิดไม่ได้ว่ามันจะมีชีวิตอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน เพียงแค่คิดน้ำตาก็ซึมออกมา<br />
ลัคกี้ผละจากลูก ๆ ว่ายน้ำพุ่งตรงมาที่ฉัน ตากลมโตบ๊องแบ๊วมองตรงมาอย่างมุ่งมั่น</p>
<p>ฉันปาดน้ำตา ใจสั่นระทึก มันน่ารักมากจริง ๆ มันจำแม่ของมันได้ มันคงอยากจะคุยกับฉัน โอ้ ลัคกี้ลูกรักของแม่&#8230;</p>
<p>“ฟลั่บ!!! จ๊วบ ๆๆจ๊าบ ๆๆจ๊วบๆๆ&#8230;”</p>
<p>น้ำแตกกระจาย ลัคกี้หักตัวพุ่งขึ้นไปฮุบอาหารเที่ยงที่คุณแม่ฉันหยอดลงไปให้(แม่เดินมาเมื่อไหร่ไม่รู้) เฟรนด์ลี่กับ เจ้าตัวเล็ก ๆกระจัดกระจาย<br />
กันไปคนละทิศละทางจากแรงกระแทกน้ำและแรงสะบัดของหางเจ้าลัคกี้</p>
<p>“ไอ้ล้าค กี้!!&#8230;!”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=33</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 9 เฟรนด์ลี่ผู้ไร้เสน่ห์</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=30</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=30#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 15:02:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[เลิฟลี่และลูก ๆ ที่ตายจากไป ฉันเอาไปฝังไว้ที่โคนต้นกัลปพฤกษ์ชั้นล่างของคอนโด ทุกครั้งฉันจะอธิษฐานขอให้พวกมันทุกตัวไปสู่สุขคติ หากมีชาติหน้าจริงและพวกมันมีเวรกรรมจะต้องเกิดมาอีก ขอให้ได้เกิดในที่สบาย ๆ มีชีวิตที่ดี
เช้าวันเสาร์วันหนึ่งหลังจากเลิฟลี่จากพวกเราไปได้สองเดือน คุณแม่ของฉันก็บุกมาถึงคอนโดในขณะที่ฉันกำลังทำความสะอาดบ้านให้ลัคกี้กับลูก ๆ พอดิบพอดี พื้นห้องจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ห่อใส้เครื่องกรองใช้แล้ววางระเกะระกะและเลอะเทอะไปด้วยอึและสิ่งสกปรกจากลัคกี้และลูก ๆ ของมัน  พื้นห้องน้ำก็มีอึปลาสีดำ น้ำตาล ๆ เป็นจุด ๆ รวมทั้งเมือกปลาลื่นๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด 
เมื่อคุณแม่เห็นสภาพลัคกี้กับครอบครัวของมัน คุณแม่ก็พูดไม่ออก 
“คุณแม่จะไปไหนเหรอคะ” ฉันถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นคุณแม่ทำท่าหันหลังกลับไปที่ประตู
“กลับบ้าน” คุณแม่ตอบ

“ไม่ให้กลับค่ะ แหมอุตส่าห์นั่งรถมาตั้งนาน มานี่เลยค่ะ มาช่วยหนูเปลี่ยนน้ำให้ปลา”
“โถ โถ ลูกขา ขนาดว่าถ้าแกมีลูก ฉันยังจะไม่รับเลี้ยงเลย แล้วจะให้ฉันมาช่วยแกเลี้ยงปลาเนี่ยะนะ”
“โธ่ คุณแม่ขา ถือว่าเอาบุญเถอะค่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว นะ นะ”
คุณแม่ต้องช่วยฉันล้างทรายและขัดเครื่องกรองน้ำ ล้างไปก็บ่นไปเพราะว่าทรายสกปรกมาก ต้องล้างกว่าสิบครั้งถึงจะสะอาดปราศจากอึปลาที่หมักหมมอยู่
ด้วยภาระที่ฉันต้องคอยดูแลครอบครัวเจ้าลัคกี้ทำให้ฉันยุ่งมาก ฉันจึงเลื่อนการกลับบ้านตามเทศกาลต่าง ๆ จนกระทั่งในที่สุดคุณพ่อของฉันก็สุดจะทนที่ลูกสาวไม่กลับไปเยี่ยมปีกว่าแล้ว จึงส่งคุณแม่บุกมาที่คอนโดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาของตนเองว่าเหตุผลที่ฉันอ้างว่าทิ้งปลา(มันเป็นบาปถ้าปลาตาย) เพื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ไม่ได้จริง ๆ นั้นมันจริงแค่ไหน
ก็ตั้งแต่ฉันอุ้มเจ้าลัคกี้มานั่นเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เลิฟลี่และลูก ๆ ที่ตายจากไป ฉันเอาไปฝังไว้ที่โคนต้นกัลปพฤกษ์ชั้นล่างของคอนโด ทุกครั้งฉันจะอธิษฐานขอให้พวกมันทุกตัวไปสู่สุขคติ หากมีชาติหน้าจริงและพวกมันมีเวรกรรมจะต้องเกิดมาอีก ขอให้ได้เกิดในที่สบาย ๆ มีชีวิตที่ดี</p>
<p>เช้าวันเสาร์วันหนึ่งหลังจากเลิฟลี่จากพวกเราไปได้สองเดือน คุณแม่ของฉันก็บุกมาถึงคอนโดในขณะที่ฉันกำลังทำความสะอาดบ้านให้ลัคกี้กับลูก ๆ พอดิบพอดี พื้นห้องจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ห่อใส้เครื่องกรองใช้แล้ววางระเกะระกะและเลอะเทอะไปด้วยอึและสิ่งสกปรกจากลัคกี้และลูก ๆ ของมัน  พื้นห้องน้ำก็มีอึปลาสีดำ น้ำตาล ๆ เป็นจุด ๆ รวมทั้งเมือกปลาลื่นๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด </p>
<p>เมื่อคุณแม่เห็นสภาพลัคกี้กับครอบครัวของมัน คุณแม่ก็พูดไม่ออก </p>
<p>“คุณแม่จะไปไหนเหรอคะ” ฉันถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นคุณแม่ทำท่าหันหลังกลับไปที่ประตู</p>
<p>“กลับบ้าน” คุณแม่ตอบ<br />
<span id="more-30"></span><br />
“ไม่ให้กลับค่ะ แหมอุตส่าห์นั่งรถมาตั้งนาน มานี่เลยค่ะ มาช่วยหนูเปลี่ยนน้ำให้ปลา”</p>
<p>“โถ โถ ลูกขา ขนาดว่าถ้าแกมีลูก ฉันยังจะไม่รับเลี้ยงเลย แล้วจะให้ฉันมาช่วยแกเลี้ยงปลาเนี่ยะนะ”</p>
<p>“โธ่ คุณแม่ขา ถือว่าเอาบุญเถอะค่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว นะ นะ”</p>
<p>คุณแม่ต้องช่วยฉันล้างทรายและขัดเครื่องกรองน้ำ ล้างไปก็บ่นไปเพราะว่าทรายสกปรกมาก ต้องล้างกว่าสิบครั้งถึงจะสะอาดปราศจากอึปลาที่หมักหมมอยู่</p>
<p>ด้วยภาระที่ฉันต้องคอยดูแลครอบครัวเจ้าลัคกี้ทำให้ฉันยุ่งมาก ฉันจึงเลื่อนการกลับบ้านตามเทศกาลต่าง ๆ จนกระทั่งในที่สุดคุณพ่อของฉันก็สุดจะทนที่ลูกสาวไม่กลับไปเยี่ยมปีกว่าแล้ว จึงส่งคุณแม่บุกมาที่คอนโดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาของตนเองว่าเหตุผลที่ฉันอ้างว่าทิ้งปลา(มันเป็นบาปถ้าปลาตาย) เพื่อกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ไม่ได้จริง ๆ นั้นมันจริงแค่ไหน</p>
<p>ก็ตั้งแต่ฉันอุ้มเจ้าลัคกี้มานั่นเอง ฉันไม่อาจตัดใจทิ้งมันไว้ตัวเดียวได้ เพราะห่วงว่าจะเกิดปัญหาในทุกเรื่อง ไหนจะเรื่องอาหาร แม้ว่าผู้จัดการคอนโดจะอาสาเข้ามาในห้องให้อาหารมันแทนฉันก็ตาม ยังมีเรื่องน้ำอีก ใครจะช่วยเปลี่ยนน้ำให้มัน พี่บัญชายืนยันกับฉันว่าเปลี่ยนเดือนละครั้งก็ได้แต่ฉันเปลี่ยนน้ำให้เจ้าลัคกี้อาทิตย์ละหลาย ๆ ครั้งก็เลยกลัวว่ามันจะทนรอฉันกลับมาไม่ได้จะตายจมน้ำเน่าไปเสียก่อน เรื่องไฟฟ้าอีก ที่คอนโดไฟดับบ่อย เป็นอีกเรื่องที่ฉันกังวลมากที่สุด เพราะลัคกี้ชินกับการมีออกซิเจนในน้ำแล้ว หากไฟดับจะเป็นอันตรายกับมันแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้ลัคกี้ไม่ใช่ตัวคนเดียวแต่มันมีภรรยาและลูก ๆ เป็นฝูง หากไฟดับคงตายหมู่แน่</p>
<p>ยังมีเรื่องสายออกซิเจนหลุดจากมอเตอร์ซึ่งไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ฉันมีประสบการณ์ที่ไม่ลืมอีกเรื่องหนึ่ง เป็นสิ่งที่ตอกย้ำความผูกพันของฉันและครอบครัวเจ้าลัคกี้มากยิ่งขึ้น </p>
<p>เรื่องมีอยู่ว่าคืนหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังหลับสบายอยู่ในห้องนอน ฉันก็ฝันไปว่าเห็นน้ำท่วมจนเอ่อถนน มีปลาทองหลายตัวกำลังว่ายน้ำอยู่ ฉันเดินไปจับปลาเล่น อยู่ดี ๆ น้ำก็ลดลงทันทีแล้วปลาก็กำลังจะขาดน้ำตายบนถนน ในฝัน มีฉันคนเดียวกำลังจับปลาไปใส่ในโถที่มีน้ำอยู่เพื่อให้มันมีชีวิต แต่จับเท่าไรก็ดูเหมือนจะไม่ทันเสียแล้ว ฉันเห็นบางตัวนอนรอความตายอยู่บนถนนที่ไม่มีน้ำแล้ว มันหายใจผะงาบ ๆ เหงือกเปิดเต็มที่เพื่อหายใจราวกับเป็นเฮือกสุดท้ายของมัน ฉันเศร้าใจมากจนแทบจะร้องไห้ รู้สึกได้ว่าความสงสารในฝันนั้นกระทบลึกลงไปในใจฉัน </p>
<p>พลันฉันก็สะดุ้งตื่นขึ้น นั่งงงอยู่สักครู่ว่าทำไมถึงฝันแบบนี้ได้แล้วก็ลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ ขณะที่เดินเข้าห้องน้ำยังคงง่วงอยู่จึงไม่ได้สังเกตที่ตู้ปลา แต่ขาเดินกลับเข้าห้องนอน ฉันรู้สึกว่าที่ตู้ปลาเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงมอเตอร์ออกซิเจนเหมือนเคย จึงหันไปดู</p>
<p>เชื่อหรือไม่ว่า สายออกซิเจนหลุดออกจากมอเตอร์ดังนั้นมันจึงไม่ได้พ่นออกซิเจนลงไปในน้ำ ฉันไม่รู้ว่ามันหลุดออกมานานขนาดไหนแล้ว แต่ที่แน่ ๆ ลูกตัวเล็ก ๆ ของเจ้าลัคกี้ลอยหงายท้องตายประมาณสิบกว่าตัว พวกที่เหลือต่างกำลังอาการสาหัสจากการขาดออกซิเจน เห็นได้จากการที่มันต่างกระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะเอาชีวิตรอดกันโดยการว่ายขึ้นมาใกล้ผิวน้ำและอ้าปากผะงาบ ๆ หายใจกันใหญ่ ฉันตกใจมากรีบเสียบสายออกซิเจนเข้ากับมอเตอร์ตามเดิม </p>
<p>ฉันนั่งดูพวกมันไปร้องไห้ไปด้วยความสงสาร ยังไม่ยอมตักตัวที่หงายท้องแน่นิ่งออกมา เพราะฉันคิดว่ามันอาจจะสลบไปเพราะอากาศไม่พอ รอสักครู่เมื่อมันได้ออกซิเจนแล้ว อาจจะฟื้นขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ไม่มีตัวใดฟื้น แถมยังมีบางตัวออกอาการร่อแร่ ๆ และตายไปในภายหลังอีกนับสิบตัว ตอนนั้นฉันตักตัวที่ตายทั้งหมดออกสิบกว่าตัว คงเหลืออยู่รวมกับพวกที่มีอาการไม่ดีประมาณยี่สิบกว่าตัวเท่านั้น</p>
<p>นับแต่นั้นมาฉันใช้สก๊อตเทปพันที่ข้อต่อระหว่างสายออกซิเจนกับมอเตอร์อย่างแน่นหนากันการเกิดอุบัติเหตุลักษณะนี้อีก แต่เมื่อใช้ไปนาน ๆ ฉันก็พบว่าความร้อนจากมอเตอร์จะละลายกาวที่สก๊อตเทปทำให้เกิดการหลุดออกมาได้อีก ทางที่ดีคือหมั่นสำรวจทุกเช้าเย็นก่อนออกจากบ้านว่าขั้วข้อต่อทั้งสองติดแน่นดีแล้วหรือไม่ ควรดันสายออกซิเจนเข้ากับข้อต่อที่มอเตอร์ให้แน่นตลอดเวลา</p>
<p>เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่งปลายปี 2001 ซึ่งเป็นช่วงที่ฉันย้ายลัคกี้และครอบครัวไปอยู่บ้านใหม่ที่คุณแม่ฉันซื้อหลังจากมาเยี่ยมฉันที่คอนโดคราวนั้น(เพื่อมาอยู่ใกล้ ๆ ลูก)แถวถนนธนบุรีปากท่อ </p>
<p>ด้วยความจำเป็นในหน้าที่ฉันต้องไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ บางครั้งค้างคืนหลายคืน อีกทั้งลัคกี้และลูก ๆ ตัวโตมากเกินกว่าจะอยู่ในกาละมังซักผ้าและตู้ปลาตามเดิมได้ ฉันจึงตัดสินใจ(ลงทุน) ซื้อตู้ใหม่ใบใหญ่ขนาดยาวประมาณเกือบหนึ่งเมตรพร้อมระบบกรองน้ำอย่างดีครบถ้วนเอาไปไว้ที่บ้านคุณแม่และออดอ้อนขอให้คุณแม่ช่วยดูแลพวกมันด้วย(แม่ฉันไม่รักสัตว์เลี้ยงเลยค่ะ) ส่วนฉันยังคงอาศัยอยู่ที่คอนโดที่หลังสวนเพราะอยู่ใกล้กับบริษัทมากเพื่อประหยัดการเดินทาง ฉันกลับไปเยี่ยมลัคกี้กับลูก ๆ ของมันในวันเสาร์อาทิตย์ </p>
<p>มีอยู่คืนหนึ่งฉันก็ฝันถึงปลาทองอีกครั้ง ในฝันคือ ฉันตื่นขึ้นมาพบว่าไฟฟ้าดับอยู่และพวกปลากำลังขาดออกซิเจน มันพากันว่ายน้ำขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำกัน เมื่อฉันเห็นฉันก็รีบหยิบออกซิเจนเกล็ดโปรยลงไปช่วยชีวิตพวกมันไว้ได้</p>
<p>พอรุ่งเช้า ความรู้สึกกังวลเรื่องความฝันยังคงอยู่ ฉันนึกห่วงลัคกี้กับครอบครัว แต่ก็ไม่กล้าที่จะโทรศัพท์ไปถามคุณแม่ของฉันเพราะเกรงว่าคุณแม่อาจจะโมโหและคิดว่าฉันไม่ไว้วางใจความสามารถของท่าน อาจจะพาลไม่ช่วยเลี้ยงดูพวกมันอีกต่อไป สุดท้ายเย็นวันนั้นฉันก็อดทนต่อไปไม่ไหวด้วยความเป็นห่วง จึงโทรศัพท์ไปถามคุณแม่ในที่สุด ซึ่งก็ปรากฏว่า คืนวันก่อนไฟดับอย่างที่ฉันฝัน และเป็นเวลารุ่งเช้าพอดีที่คุณแม่ตื่นมาพบเข้า จึงใส่ออกซิเจนเกล็ดลงไป ลัคกี้จึงปลอดภัย แต่ก็มีลูกของลัคกี้ตัวเล็ก ๆ ที่อ่อนแอบางตัวเสียชีวิตลงอีก</p>
<p>เรื่องนี้ต้องสุดแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน ใครฟังแล้วจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ฉันและครอบครัวก็ไม่มีเหตุผลอื่นใดที่จะสรุปออกมาได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างฉันกับปลาเหล่านี้ นอกเสียจาก“สายใยแห่งความผูกพัน” </p>
<p>การจากไปของเลิฟลี่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของฉันและลัคกี้อย่างมาก ฉันเฝ้าครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ที่เกิดจากความผิดพลาดในการเลี้ยงดูเลิฟลี่ของฉันอันอาจจะเป็นสาเหตุแห่งความตายของมันเพื่อที่จะระมัดระวังยิ่งขึ้นในการเลี้ยงดูลัคกี้และลูก ๆ </p>
<p>พี่ที่ร้านขายปลาบอกว่า มีความเป็นไปได้สูงอีกทางหนึ่งว่าเลิฟลี่จะตายเพราะ “โรคเกล็ดตั้ง”</p>
<p>“โรคเกล็ดตั้ง” เกิดจากการที่ปลาได้รับอาหารประเภทโปรตีนมากเกินไป(จากอาหารเม็ด) หรือ อาจมีอีกสาเหตุคือ น้ำที่เลี้ยงปลาสกปรกมากทำให้เส้นเลือดใต้เกล็ดปลาบวมพองจนเกิดถุงใต้น้ำที่ใต้เกล็ด ถุงน้ำนี้จะเป็นตัวที่ดันให้เกล็ดของปลาตั้งขึ้นมา</p>
<p>อาการคือ เกล็ดของปลาจะตั้งชั้นขึ้นทั้งตัว ปลาจะควบคุมตัวเองไม่ได้และพุ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำเสมอ ๆ นอกจากนี้มันจะมีอาการเซื่องซึมและไม่กินอาหาร</p>
<p>ฟังดูแล้วอาการส่วนใหญ่ก็คล้ายที่เจ้าเลิฟลี่เป็น และเป็นความผิดของฉันอีกที่ให้แต่อาหารเม็ดมัน ไม่เคยซื้อหาอาหารสดมาให้เลย แต่สุดท้ายแล้ว ทั้งฉันและพี่บัญชา รวมทั้งคุณหมอก็ไม่สามารถจะสรุปได้ว่าเลิฟลี่เป็นโรคอะไรตาย ฉันได้แต่เฝ้าระวังสังเกตอาการลัคกี้และลูก ๆ ของมันเพราะกลัวว่ามันจะเป็นเหมือนเลิฟลี่</p>
<p>การป้องกันและรักษาโรคนี้ คือเปลี่ยนอาหารสำเร็จรูปเป็นการให้อาหารสดจำพวกไรแดงหรือลูกน้ำ เป็นระยะๆ เปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ และใส่เกลือลงไปในตู้ปลานิดหน่อยทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำ</p>
<p>หลังจากเลิฟลี่เสียไป ลัคกี้กลับกลายเป็นปลาทองตัวใหญ่สวยงามแต่ซึมเศร้า มันกินอาหารน้อยลงและไม่ร่าเริงเหมือนก่อน วัน ๆ ก็จะว่ายน้ำช้า ๆ ในกาละมังของมันอย่างเดียวดาย แม้ว่าฉันจะปล่อยลูก ๆ ของมันลงไปว่ายน้ำเล่นเป็นเพื่อนกันในกาละมังอยู่บ่อย ๆ เวลาที่ล้างทำความสะอาดตู้ปลาก็ตาม </p>
<p>หากว่าสายใยแห่งรักขาดสะบั้นลงง่าย ๆ คำว่า “รัก” ก็คงไม่มีความหมายใด ๆ ในโลกนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย รักนำมาซึ่งความสุข และ ความทุกข์เศร้า แต่รักก็มีเสน่ห์และความลึกลับในตัวของมัน โลกนี้ถึงได้ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนที่ไขว่คว้าหารักแท้และผู้คนที่ระทมทุกข์จากรักนั้น แม้แต่สัตว์ก็ยังไม่เว้น</p>
<p>“หาเมียใหม่ให้มันอีกตัวนึงก็สิ้นเรื่อง”</p>
<p>พี่บัญชาแนะนำหลังจากฟังฉันปรับทุกข์อาการของลัคกี้ให้ฟัง พี่แจ๊ดพยักหน้าเห็นด้วยขณะกำลังรับโทรศัพท์ลูกค้าอยู่ เช่นเดียวกับบัวตองที่มือหนึ่งกำลังถือขวดน้ำยาเช็ดกระจกยี่ห้อดัง อีกมือหนึ่งถือผ้าขี้ริ้วดำเขรอะยืนฟังฉันเล่าเรื่อง</p>
<p>“จะหาเมียใหม่ให้ลัคกี้น่ะค่ะพี่ ไม่ผิดศีลธรรมใช่ไหม เมียเก่าตายเลยแต่งเมียใหม่”</p>
<p>พี่ผู้หญิงคนขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมหัวเราะขำคำพูดของฉัน</p>
<p>“ไม่ผิดหรอกค่าน้อง แต่ถ้าเมียเก่ายังอยู่ จะเอาใหม่ละก็ ฮึ่ม&#8230;” </p>
<p>“ฮึ่ม อะไรกันคุณ” สามีถาม</p>
<p>“ก็ปลาที่ร้านจะมีอาหารสดพิเศษเพิ่มอีกอย่างไงคะคุณ แต่ไม่รู้ว่ามันจะยอมกินกันหรือเปล่านะ” พี่ผู้หญิงตอบสามีของเธอ</p>
<p>“ตัวนี้ละกันนะมี่ พี่ว่าลักษณะมันดีออก พึ่งออกจากฟาร์ม ๆ ร้อน ๆ ปกติพี่ไม่กล้าขายใครนะถ้าไม่รู้จักเนี่ยะ ปลาพึ่งมาจากฟาร์มพี่จะพักไว้วันสองวันกลัวติดโรคไปน่ะจ๊ะ” </p>
<p>เธอตักปลาทองออรันดาสาวสีสดตัวหนึ่งมาให้ฉันดู ฉันกะเอาเองว่ามันมีขนาดใกล้เคียงกับลัคกี้ มันมีรูปร่างหน้าตาที่น่ารักมาก อาจจะดูสวยกว่าเลิฟลี่เสียด้วยซ้ำเพราะหัววุ้นใหญ่กว่าและหางยาวพลิ้วกว่า ดูแล้วเป็นปลาที่ได้รับการดูแลมาจากฟาร์มอย่างดี แต่มันดูผอมกว่าเลิฟลี่นิดหน่อย(ประสาสาวสมัยใหม่) ปลาสาวเหลือบมองฉันอย่างรำคาญที่จ้องมันตาไม่กระพริบ มองกันไปมองกันมาฉันก็ชี้หน้ามัน</p>
<p>“แกชื่อเฟรนด์ลี่นะ กลับบ้านกับแม่นะลูก ไปอยู่เป็นเพื่อนพี่ลัคกี้เขานะจ๊ะ”</p>
<p>ฉันกลับบ้านมาพร้อมกับถุงพลาสติกใสป่อง ๆ ข้างในมีออรันดาสีส้มตัวใหญ่หน้าตาตื่นอยู่หนึ่งตัว ฉันพรีเซนต์เจ้าเฟรนด์ลี่ให้เจ้าลัคกี้สนใจขณะแกะหนังยางที่รัดปากถุงมาอย่างแน่นหนา</p>
<p>“แต่น แตน แต๊น!!! ขอแนะนำสาวงามหมายเลขหนึ่ง นางสาวเฟรนด์ลี่ค่า!!! ส่งประกวดโดยเครื่องสำอางค์ปลาว่อน&#8230; สัดส่วน 36-24-36&#8230; ”</p>
<p>“สาวงามหมายเลขหนึ่งได้เป็นนางงามปลาไทยในปีนี้ค่า..โปรดมารับรางวัลด่วน..”</p>
<p> “ยินดีด้วยนะค้า รางวัลของคุณคือ บ้าน(กาละมังซักผ้านั่นเอง) พร้อม สามีและลูกติดของสามีค่า &#8230;.ปรบมือ&#8230;”</p>
<p>ด้วยความเป็นห่วงอาการทางจิตของลัคกี้ ฉันมอบเพื่อนใหม่ให้มันทันที ฉันปล่อยเฟรนด์ลี่ลงในกาละมังเดียวกับเจ้าลัคกี้หลังจากแช่ถุงใส่เฟรนด์ลี่ในกาละมังอยู่ประมาณสิบห้านาทีแล้ว ซึ่งนานพอที่มันจะปรับอุณหภูมิร่างกายให้เข้ากับน้ำใหม่ได้แล้ว พอลงไปอยู่เคียงกันแล้ว ฉันพบว่าเฟรนด์ลี่ตัวเล็กกว่าลัคกี้อยู่ค่อนข้างมาก </p>
<p>“เอาน่ะ เล็กใหญ่ไม่ใช่ปัญหา เมียเด็กน่ะดีเหมือนกันนะลัคกี้”</p>
<p>ลัคกี้ว่ายเขามาสำรวจเพื่อนใหม่อย่างสนใจ นั่นทำให้ฉันสบายใจขึ้นมาก</p>
<p>การที่ฉันปล่อยปลาใหม่ลงไปรวมกับปลาเก่าทันทีนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง เนื่องจากโดยทั่วไปปลาที่พึ่งออกจากฟาร์มอาจจะมีเชื้อโรค เห็บ ฯลฯ ติดตัวมาด้วย หากปล่อยลงไปผสมกับปลาที่เลี้ยงไว้อยู่ก่อนแล้วอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคได้วิธีที่ถูกต้องก็คือ หากซื้อปลาใหม่มาไม่ควรใส่ลงไปในตู้เดียวกับปลาที่เลี้ยงอยู่ในทันที ควรจะแยกเลี้ยงในตู้อื่นต่างหากสักสองสามวันเพื่อรอดูอาการให้มั่นใจว่าปลาที่ซื้อมาใหม่ปลอดภัย ไร้สารจริง ๆ จึงจะนำเลี้ยงรวมกัน บางคนจะใส่ยาฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ เลยด้วยซ้ำเพื่อป้องกันโรค</p>
<p>อย่าเอาอย่างฉันนะคะ&#8230;.อันนี้ก็ซีเรียสค่ะ</p>
<p>ลัคกี้ว่ายน้ำมาสำรวจ ตรวจตราปลาสาวน้อยที่ฉันหมายมั่นปั้นมือว่าจะให้เป็นคู่ขวัญตัวใหม่ที่ช่วยเยียวยารักษาใจของมัน<br />
ลัคกี้มองไป มองมา ด้วยหางตา เฟรนด์ลี่รีบว่ายน้ำไปอยู่ใกล้ ๆ เสนอหน้าเต็มที่ ฉันเฝ้ามองดูด้วยใจระทึก ลัคกี้มอง ๆ  ๆ และแล้วมันก็หันหลังว่ายน้ำหนีไป ปล่อยให้ฉันกับเฟรนด์ลี่ งงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น </p>
<p>“ลัคกี้ ตัวนี้ระดับนางงามเชียวนะลูก..”</p>
<p>การณ์กลับกลายเป็นว่าเฟรนด์ลี่ต้องเป็นฝ่ายวิ่งตามเจ้าลัคกี้ต้อย ๆ ไม่ว่าลัคกี้จะว่ายน้ำไปที่ไหนมันก็จะระริกระรี้ว่ายตาม ลัคกี้ว่ายมันก็ว่าย ลัคกี้หยุด มันก็หยุด พอลัคกี้หันมาทำท่ารำคาญ เฟรนด์ลี่ก็ก้มหน้าทำท่าจ๋อย ๆ </p>
<p>“โถ เจ้าเฟรนด์ลี่ แกมันไร้เสน่ห์ขนาดนี้เชียวหรือลูก”</p>
<p>นี่แหล่ะน้า&#8230; ที่เค้าว่า คนสวยแต่ไม่มีเสน่ห์สู้คนที่สวยน้อยกว่าแต่น่ารักไม่ได้</p>
<p>“เอาเถอะ ๆ แกอดทนหน่อย อีกไม่นานลัคกี้มันก็จะต้องมางอนง้อแกตัวเดียวนะแหล่ะนะ  มีกันอยู่สองตัวแค่นี้ มันจะหนีไปหาใครที่ไหนได้ พอถึงตอนนั้นแกก็เล่นตัวให้สุด สุด ไปเลยนะลูกนะ “ </p>
<p>ฉันกระซิบให้กำลังใจเจ้าเฟรนด์ลี่ มันยังคงไม่ละความพยายามในการว่ายน้ำตามก้นเจ้าลัคกี้ต่อไป&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=30</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่  8 ที่รักอย่าจากฉันไป&#8230;</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=27</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=27#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 14:24:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[เกือบปีแล้วที่เลิฟลี่คลอดลูกออกมาฝูงใหญ่เป็นโซ่ทองคล้องใจลัคกี้ ทว่านับวันมันเอาแต่อ้วนขึ้น ๆ จนดูเหมือนแม่อึ่งอ่างขนาดใหญ่มากกว่าแม่ปลาทอง เวลาว่ายน้ำแต่ละทีอุ้ยอ้ายเหลือทน ท้องของมันค่อย ๆ บานออก บานออกมาเรื่อย ๆ จนฉันกลัวว่ามันจะปริแตก หัววุ้นของมันก็พองโตจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง แต่มันก็ว่ายน้ำได้ปกติไม่มีอาการปลาตาบอดแต่อย่างใด
แปลกแต่จริง(เช่นเคย) ลัคกี้ซึ่งชอบแย่งอาหารภรรยาของมันกลับไม่มีอาการอ้วนฉุแบบนั้น แต่มันกลับตัวโตแบบสมส่วนชายชาตรี(แมนมาก&#8230;) ความยาวจรดหางของมันวัดได้เกือบสองคืบเลยทีเดียว ลำตัวกระชับแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ(ปลา) ก้านคีบที่หลังและหน้าอกทั้งสองข้างก็ดูใหญ่แข็งแรง ฉันยังคิดว่าถ้ามันเป็นคนนะ สาว ๆ ที่ไหนเห็นจะต้องเกิดอาการระทวย(ยกเว้นตอนกินอาหาร)
ทีแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเลิฟลี่เป็นผู้หญิง อาการก็คงจะเหมือนคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกคือรูปทรงองค์เอวเผละออกมาแล้วกลับเข้าที่เข้าทางยาก อาจจะต้องให้เวลามันออกกำลังกายหน่อย หรือว่าจะเป็นเพราะฉันอาจจะให้อาหารมันมากเกินไป ถ้าหากเป็นกรณีหลังฉันก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้นางฟ้าแสนงามของเจ้าลัคกี้กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทรไป

คิดได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงพยายามที่จะลดอาหารมันทั้งสองตัวจากมื้อละ 30 เม็ด เป็นมื้อละ 20 เม็ด (เช้า-เย็น) ปริมาณอาหารที่ฉันให้มันทั้งสองตัวเช้า-เย็นนี้ ในความเห็นของพี่ที่ร้านขายปลาเขาบอกว่ามันมากไป&#8230;ขอย้ำไว้ตรงนี้เลยนะคะว่ามากไป 
อันปลาทองนั้น เป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์ 
อาหารประเภทพืชก็คือพวกที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เช่น สาหร่าย จอกแหน โดยเอามาฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ ให้กิน ข้อดีคือเป็นอาหารที่เสริมวิตามินแก่ปลาแถมราคาถูก ข้อเสียคือ ทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายและอาจนำเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่พืชมาสู่ปลาที่เลี้ยงไว้ได้ ดังนั้นหากให้อาหารประเภทนี้ คุณควรที่จะแช่น้ำด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรคไว้อย่างน้อย ๆ 5 นาทีก่อนจะเอาไปให้ปลากิน
อาหารประเภทสัตว์ อาทิเช่น ลูกไร ลูกน้ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เกือบปีแล้วที่เลิฟลี่คลอดลูกออกมาฝูงใหญ่เป็นโซ่ทองคล้องใจลัคกี้ ทว่านับวันมันเอาแต่อ้วนขึ้น ๆ จนดูเหมือนแม่อึ่งอ่างขนาดใหญ่มากกว่าแม่ปลาทอง เวลาว่ายน้ำแต่ละทีอุ้ยอ้ายเหลือทน ท้องของมันค่อย ๆ บานออก บานออกมาเรื่อย ๆ จนฉันกลัวว่ามันจะปริแตก หัววุ้นของมันก็พองโตจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง แต่มันก็ว่ายน้ำได้ปกติไม่มีอาการปลาตาบอดแต่อย่างใด</p>
<p>แปลกแต่จริง(เช่นเคย) ลัคกี้ซึ่งชอบแย่งอาหารภรรยาของมันกลับไม่มีอาการอ้วนฉุแบบนั้น แต่มันกลับตัวโตแบบสมส่วนชายชาตรี(แมนมาก&#8230;) ความยาวจรดหางของมันวัดได้เกือบสองคืบเลยทีเดียว ลำตัวกระชับแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ(ปลา) ก้านคีบที่หลังและหน้าอกทั้งสองข้างก็ดูใหญ่แข็งแรง ฉันยังคิดว่าถ้ามันเป็นคนนะ สาว ๆ ที่ไหนเห็นจะต้องเกิดอาการระทวย(ยกเว้นตอนกินอาหาร)</p>
<p>ทีแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเลิฟลี่เป็นผู้หญิง อาการก็คงจะเหมือนคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกคือรูปทรงองค์เอวเผละออกมาแล้วกลับเข้าที่เข้าทางยาก อาจจะต้องให้เวลามันออกกำลังกายหน่อย หรือว่าจะเป็นเพราะฉันอาจจะให้อาหารมันมากเกินไป ถ้าหากเป็นกรณีหลังฉันก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้นางฟ้าแสนงามของเจ้าลัคกี้กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทรไป<br />
<span id="more-27"></span><br />
คิดได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงพยายามที่จะลดอาหารมันทั้งสองตัวจากมื้อละ 30 เม็ด เป็นมื้อละ 20 เม็ด (เช้า-เย็น) ปริมาณอาหารที่ฉันให้มันทั้งสองตัวเช้า-เย็นนี้ ในความเห็นของพี่ที่ร้านขายปลาเขาบอกว่ามันมากไป&#8230;ขอย้ำไว้ตรงนี้เลยนะคะว่ามากไป </p>
<p>อันปลาทองนั้น เป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์ </p>
<p>อาหารประเภทพืชก็คือพวกที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เช่น สาหร่าย จอกแหน โดยเอามาฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ ให้กิน ข้อดีคือเป็นอาหารที่เสริมวิตามินแก่ปลาแถมราคาถูก ข้อเสียคือ ทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายและอาจนำเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่พืชมาสู่ปลาที่เลี้ยงไว้ได้ ดังนั้นหากให้อาหารประเภทนี้ คุณควรที่จะแช่น้ำด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรคไว้อย่างน้อย ๆ 5 นาทีก่อนจะเอาไปให้ปลากิน</p>
<p>อาหารประเภทสัตว์ อาทิเช่น ลูกไร ลูกน้ำ ลูกเล็ก ๆ ไส้เดือนเป็นต้น ข้อดีคืออาหารประเภทเนื้อสัตว์นี้จะให้โปรตีนแก่ปลา ทำให้ปลามีการเจริญเติบโตรวดเร็ว หาง่ายไปหาเอาตามธรรมชาติได้ ข้อเสียก็คล้าย ๆ กับอาหารประเภทพืชตรงที่อาจนำเชื้อโรคมาระบาดใส่ปลาที่เลี้ยงไว้ วิธีแก้ก็เช่นเดียวกันคือนำอาหารไปแช่ในน้ำด่างทับทิมก่อนนำไปให้ปลากินประมาณ 5-10 นาที ข้อเสียอีกข้อหนึ่งก็คือมันอายุสั้นค่ะ พอมันตายก็จะเกิดการเหม็นเน่า จะเก็บไว้หลายวันก็ไม่ได้ ส่วนลูกน้ำจะกลายเป็นยุงในข้ามวันสร้างปัญหาให้ต้องไล่ตบยุงในบ้านกันจ้าละหวั่น หรือไม่ก็นำไข้เลือดออก ไข้มาเลเลียมาสู่คนในครอบครัวเปล่า ๆ </p>
<p>อาหารที่ฉันเล่าให้ฟังข้างต้นเรียกว่าอาหารสดซึ่งเป็นที่โปรดปรานของปลาทองมาก ๆ และคุณค่าทางโภชนาการสูงมีประโยชน์มากกว่าอาหารสำเร็จรูป </p>
<p>แต่นั่นแหล่ะค่ะ ความสดและความสะดวกมักจะเป็นศัตรูกัน อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารเม็ดจึงเข้ามาเติมช่องว่างนี้ สำหรับหญิงยุคใหม่ที่ใคร ๆ ให้สมญานามว่า “แม่บ้านสำเร็จรูป” ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่ง(อินเทรนด์ค่ะ) </p>
<p>อาหารสำเร็จรูปสำหรับปลา ให้ความสะดวกสำหรับคนรักปลาแต่ไม่มีเวลาเช่นฉัน ด้วยการหาซื้อที่ง่ายดาย ง่ายในการเก็บรักษา ทั้งยังเก็บไว้ได้นานทำให้อาหารประเภทนี้เริ่มเข้ามาแทนที่อาหารสด </p>
<p>แหม ก็ใครจะอยากวิ่งออกไปตามแม่น้ำลำคลองเก็บผักหญ้า ตักลูกน้ำ ลูกไร เอามาให้ปลากินล่ะคะ บางทีถึงจะอยากทำแบบนั้นแต่เราก็ไม่มีสถานที่ที่จะหาอาหารสดประเภทนั้น(เช่นดิฉันซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดกลางกรุง) หรือไม่ก็เลิกงานกลับบ้านตอนสองทุ่ม สามสี่ทุ่มคุณจะตะลอน ๆ ออกไปตะคุ่ม ๆ ตามพงหญ้าริมน้ำก็กระไรอยู่ใช่ไหมคะ</p>
<p>อีกทั้งอาหารเม็ดนั้นมีให้เลือกมากมายหลายประเภทให้เหมาะกับการใช้งานตามความต้องการของปลา จะเร่งสี เร่งวุ้น เร่งโต เอาแบบจมน้ำได้ แบบลอยน้ำได้ ฯลฯ มีทั้งน้าน..</p>
<p>แต่ก็มีผู้ผลิตบางกลุ่มบางคนที่ไม่มีจรรยาบรรณหากินเอากับสัตว์เลี้ยงที่น่ารักเช่นนี้ โดยการผลิตอาหารที่ไม่ได้คุณภาพออกมาขายและอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค(อุ๊บส์&#8230;ปลาค่ะ) ทำไมมีทุกวงการเลยนะคะเนี่ย(ของคนก็เยอะ) อาหารพวกนี้จะไม่ได้คุณค่า จะผสมกลิ่น สี ผสมส่วนผสมที่ลดต้นทุนของตัวเองลงไปแต่ไม่มีประโยชน์ต่อปลาอาทิ แป้งมากเกินไป เวลาเลือกซื้อจึงขอให้เลือกตัวที่น่าเชื่อถือได้ดีกว่าค่ะ ขอให้เลือกเหมือนกับเลือกอาหารที่ให้ตัวคุณและคนในครอบครัวรับประทานเถอะค่ะจะเป็นกุศลต่อตัวคุณเอง</p>
<p>อย่างไรก็ดี วิธีที่เหมาะสมที่สุด(หากคุณสามารถ) คือเช้าอาหารเม็ด เย็นอาหารสด เพื่อให้ปลาได้อาหารจากธรรมชาติบ้าง</p>
<p>เมื่อพี่คนขายปลาตำหนิฉันที่สปอยล์ เอ้ย! ให้อาหารเจ้าลัคกี้กับเลิฟลี่มากเกินไปฉันก็เริ่มพิจารณาการลดอาหารที่ให้มันทั้งสองตัว</p>
<p>พี่เขาบอกว่าตัวละไม่เกินสิบเม็ดก็พอแล้ว ให้อาหารให้พอมีอาหารในท้องพออิ่ม หลักการดูว่าปริมาณอาหารพอเหมาะพอควรกับปลาหรือไม่คือ ปลาควรจะกินอาหารทั้งหมดภายในเวลา 20 นาที หากเกินเวลานี้แล้วควรจะตักอาหารที่เหลือทิ้ง ไม่จำเป็นต้องสอนปลาให้มีนิสัยเสียดายของเหมือนคนหรอกค่ะ จะได้ให้ปลาขยันว่ายน้ำเป็นการบังคับให้ออกกำลังกายไปในตัว ปลาที่อิ่มมากเกินไปจะไม่ค่อยเคลื่อนไหวและจะเป็นอันตรายกับปลาที่เรารักมากกว่า คือมันจะอิ่มเกินไปจนกระเพาอาหารโตไปดันกระบังลมทำให้เป็นโรคเสียการทรงตัว ว่ายน้ำหัวทิ่มไปทิ่มมาและหงายท้องตีลังกา ในที่สุดก็ตายอย่างน่าเวทนาจากความหวังดีของคนเลี้ยงนั่นแล</p>
<p>ดังที่ว่าปริมาณอาหารที่ฉันควรจะให้เลิฟลี่กับลัคกี้ก็คือ ตัวละไม่เกิน 10 เม็ดต่อมื้อเพื่อไม่ให้มันอิ่มเกินไปจนเป็นอันตราย แต่ฉันไม่เคยทำสำเร็จในเรื่องนี้ แค่ลดจาก 30 เม็ด เป็น 20 เม็ดต่อมื้อต่อตัวก็ทำให้ฉันรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลาและคิดเป็นห่วงพวกมันทั้งวันว่ามันจะหิวตายระหว่างที่ฉันไม่อยู่บ้าน</p>
<p>ยี่สิบเม็ดสำหรับลัคกี้ “เด็ก&#8230;เด็ก” มันฮุบทีเดียวก็เกือบสิบเม็ดแล้ว ไม่เกินสี่รอบลัคกี้ก็กินอาหารหมด รวมทั้งกินของเจ้าเลิฟลี่บางส่วนด้วย   ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที พวกมันทั้งสองตัวก็จะอ้าปากผะงาบ ๆ ขออาหารเพิ่มจากฉัน พอฉันไม่ให้มันมันก็จะว่ายวนทำท่าเดิมอยู่อย่างนั้น จนบางครั้งฉันก็อดไม่ได้ที่จะเดินกลับไปให้อาหารเพิ่ม</p>
<p>ไม่ควรเอาอย่างฉันนะคะ&#8230;อันนี้ซีเรียสมาก</p>
<p>เหตุผลที่ฉันไม่เคยทนเห็นท่าขออาหารของลัคกี้ได้เลยก็คือ ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นสาว ฉันเป็นคนรักการรับประทานอาหารทุกประเภทที่มีประโยชน์เป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นฉันจึงเข้าใจความรู้สึกของการกินที่ไม่อิ่มว่ามันทรมานขนาดไหน</p>
<p>เมื่อกินเยอะรูปร่างก็สมบูรณ์เป็นธรรมดา ภายในครอบครัวของฉันไม่เคยมีหัวข้อในการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องน้ำหนักตัวแต่อย่างใดเพราะไม่ได้ใส่ใจให้ความสำคัญ พวกเราจะคุยกันแต่เรื่องธรรมะ งาน เศรษฐกิจ การเมือง การกุศลต่าง ๆ เท่านั้น ดังนั้นเมื่อแรกเข้ามาทำงานที่บริษัท ฉันจึงรู้สึกแปลกใจที่พี่นกมักจะทักทายฉันและคนอื่นในลักษณะว่า “อวบไปแล้วนะน้อง” “เสื้อไซส์ใหญ่กว่านี้ไม่มีเหรอจ๊ะ” “น้องข้าวต้มมัด” ฯลฯ อะไรทำนองนี้อยู่เป็นประจำ</p>
<p>แรก ๆ ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไร ก็ยิ้มหัวเราะเฉย ๆ ไม่คิดจะถือสาอะไร แต่เมื่อถูกทักบ่อย ๆ เข้าฉันก็ต้องหันไปสำรวจตัวเองในกระจกบ่อยขึ้น แต่โอ&#8230;ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้จัดอยู่ในประเภทอ้วนสักหน่อย(ไม่ได้เข้าข้างตัวเองนะ)  ฉันมันประเภทน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีต่างหาก ฉันสูงหนึ่งร้อยหกสิบสี่เซนติเมตร หนัก 58 กิโลกรัม ในขณะที่พี่นกซึ่งสูงร้อยหกสิบกว่าใกล้เคียงกับฉันเธอหนัก 45 กิโล ฉันเคยได้ยินเธอคุยกับซี้ของเธอ(น้องดา) ซึ่งสูงและหนักไล่เลี่ยกันคือหนักประมาณ 46 กิโล เธอสองคนมักจะแย่งกันบอกว่าตัวเองอ้วน! </p>
<p>พี่บัญชาเคยบอกว่าผู้หญิงสมัยนี้เป็นโรคประสาทอ้วนขึ้นสมองจนทำให้ประสาทการรับรู้ด้านรูปร่างผิดเพี้ยนไปอย่างมาก คือทั้ง ๆ ที่ตัวเองผอมสุด ๆ อยู่แล้ว แต่จะนั่งยันยืนยันดันนอนยันว่าตัวเองอ้วน ๆๆๆ วิตกจริตที่ผิดเพี้ยนไปนี้ทำให้พวกเธอจะต้องอดอาหาร กินยา ฯลฯ ตัวอย่างที่ยืนยันความเห็นพี่บัญชาว่าเป็นจริงก็คือ บทสนทนาที่ดิฉันมักได้ยินจากนกผอมและคู่ซี้ผอมของเธอ </p>
<p>“น้องดาขา อุ้ยตายหายไปวันเดียวหนูผอมลงเยอะเลยนะ สวยเชียว แต่พี่สิแย่แล้วล่ะพี่</p>
<p>อ้วนมากเลย ดูสิท้องป่องเลย” หน้าตาวิตกกังวลสุดขีด นิ้วชี้ไปที่ท้องซึ่งมองยังไงฉันก็เห็นว่ามันแฟบจนแทบจะมองเห็นกระดูกสันหลังโผล่ทะลุออกมา หน้าท้องไซส์นี้ กระเพาะอาหารเธอคงจะไซส์เม็ดบ๊วยนะค่ะ</p>
<p>ส่วนน้องดาก็ไม่ยอมแพ้ที่จะแย่งกันอ้วน “อุ้ย อะไรกันพี่นกคะ พี่นกน่ะผอม ดาสิอ้วน เนี่ยหนักขึ้นมาสองขีดเลยนะเมื่อวานเย็นไปกินสลัดผักดันเผลอราดน้ำครีมลงไป ปกติหนูกินน้ำใสค่ะ แก้มป่องเลยนะคะเนี่ย” </p>
<p>แววตากลัดกลุ้มกังวลอย่างจริงจังว่าเธออ้วน นิ้วชี้ไปที่โหนกแก้มที่สูงตอบเกือบจะเท่าโหนกของหลังอูฐในทะเลทราย</p>
<p>“เนี่ย! ต้องไดเอ็ทกันหน่อยแล้วล่ะ ไม่งั้นแย่แน่ ๆ “ พี่นกทำท่ากลุ้มจั้ย..กลุ้มใจ</p>
<p>“ไดเอ็ทอย่างเดียวเอาไม่อยู่หรอกพี่ งั๊นเย็นนี้เลิกงานเราสองคนไปฟิตเนสกันเถอะนะ คงต้องเบิร์นสักพันนึง(1,000 แคลอรี่ค่ะ)”</p>
<p>“กู๊ดไอเดียจ๊ะ อย่าลืมรอพี่ด้วยนะจ๊ะ”</p>
<p>“มันอะไรกันวะเนี่ยะ!!!” ขออนุญาตอุทานในใจอย่างหยาบคายเล็กน้อยค่ะ ก็คิดดูสิคะ ภาพที่ฉันเห็นคือโครงกระดูกเดินได้สองโครงแย่งกันจะเป็น เคท มอสส์ที่ผอมขนาดชาวเอธิโอเปียยังต้องเรียกพี่ ถ้าหากอย่างเธอสองนางเรียกว่าอ้วน &#8230;แล้วเดี๊ยนล่ะค่ะ ???</p>
<p>เป็นความผิดของฉันโดยตรงที่ลำพองไปว่าเลิฟลี่คงจะเลี้ยงหุ่นตามเจ้าของมัน แล้วก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรในเมื่อลัคกี้ก็ยังพะเน้าพนอเอาใจใส่ตามก้นกันไม่หยุดขนาดหลัง ๆ เลิฟลี่เหมือนกับพิ๊กกี้มากกว่า(เป็นข้อดีเพียงหนึ่งเดียวของเจ้าลัคกี้ เพราะมนุษย์ผู้ชายบางคนถ้าแฟนอ้วนอาจจะชิ่งหนีไปเลย) ฉันจึงไม่ได้เอะใจว่าจะมีปัญหาอะไร อีกอย่างฉันกำลังเห่อลูก ๆ ของมันซึ่งนับวันยิ่งน่ารักมากขึ้น หากมีเวลาว่าง ก็จะเฝ้าดูลักษณะแตกต่างของแต่ละตัวอย่างสนใจ</p>
<p>กระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ฉันให้หยอดอาหารลงไปในตู้เช่นเคย ลัคกี้วิ่งพุ่งปรู๊ดโครมครามมาเหมือนเดิม แต่ เลิฟลี่ นอนนิ่งอยู่ที่ก้นกาละมัง&#8230;<br />
ลัคกี้กวาดอาหารเม็ดครั้งนั้น 40 เม็ดโดยไม่เรียกเลิฟลี่สักคำ..</p>
<p>ฉันโกรธลัคกี้มากเอานิ้วดันหัวมันไปหนึ่งทีเป็นการลงโทษที่ประพฤติตัวได้น่าเกลียดมาก มันตะกละได้เสมอต้นเสมอปลายจริง ๆ พอฉันเอานิ้วจิ้มหัวมันมันกลับอ้าปากฮุบนิ้วฉันเหมือนกับฮุบอาหาร “ลัคกี้!!!” ฉันกรีดเสียงดังมันถึงว่ายน้ำหนี มันว่ายไปอยู่ข้าง ๆ เลิฟลี่แล้วทำท่าทางรักใคร่ปานจะกลืน มันอาจจะกำลังถามเลิฟลี่ว่า “เมื่อกี้เห็นน้องไม่กินพี่เลยกวาดเรียบเลยครับ ไม่อยากเสียของน่ะ”<br />
ผิดปกติมาก ๆ (ฉันคิด) เลิฟลี่น่าจะวิ่งมากินสักเม็ดสองเม็ด แต่มันนอนท้องบานอยู่ใต้น้ำ<br />
โดยไม่ขยับ ฉันกลัวว่ามันจะหิวจึงใช้สองมือประคองมันออกมาใส่ถังน้ำเล็ก ๆ แล้วหยอดอาหารให้มันกินตัวเดียว เพราะถ้าหยอดลงไปในกาละมังอีก ก็เสร็จลัคกี้แน่ ๆ<br />
แต่เลิฟลี่ไม่แม้แต่จะสนใจอาหารเหล่านั้นสักเม็ด<br />
ฉัน(ยุ่งอีก) นั่งมองอาการสักพัก ทนไม่ได้จึงประคองมันขึ้นมาจ่อปากมันตรงอาหารที่ลอยอยู่ “เลิฟลี่ ลูก ไม่สบายเหรอจ๊ะ กินหน่อยเถอะนะ กินแล้วจะดีขึ้น” พอมันอ้าปากหายใจ อาหาร<br />
บางเม็ดก็หลุดเข้าไปในปากของมัน ฉันเห็นอย่างนั้นก็ดีใจ แต่สักครู่มันก็บ้วนทิ้งออกมา<br />
เลิฟลี่ไม่กินอาหาร&#8230;ฉันพลันนึกย้อนไปคิดถึงเหตุการณ์ในวัยเด็กที่เฝ้าประคองปลาทองหัวสิงห์ ความหดหู่พลุ่งเข้ามาท่วมท้นหัวใจ&#8230;</p>
<p>ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเลิฟลี่ก็ไม่ยอมขึ้นมากินอาหาร มันว่ายน้ำช้าๆ อย่างอุ้ยอ้าย ตัวพองขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายมันก็ไม่ว่ายน้ำเลยนอกเสียจากว่าลัคกี้จะว่ายน้ำไปชนที่ตัวมัน มันถึงจะเขยิบร่างกายนิดหน่อย ลัคกี้คงรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ มันเฝ้าคอยว่ายน้ำวนรอบตัวภรรยาของมันและนอนเฝ้าอยู่ตรงนั้นใกล้ ๆ กัน<br />
ฉันสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเศร้าใจ ฉันขวนขวายอ่านตำราอีกครั้งก็ไม่พบว่ามันเป็นโรคอะไร เพราะลำตัวก็ไม่เน่า ไม่มีจุดขาว ไม่มีสิ่งใดผิดปกตินอกจากมันอ้วนเอาอ้วนเอาโดยเฉพาะที่ท้อง ฉันทำทุกวิถีทางที่ได้รับคำแนะนำมาใส่ยาก็แล้ว ใส่เกลือก็แล้ว เปลี่ยนน้ำก็แล้ว ก็ไม่ดีขึ้น<br />
มีอยู่สองโรคที่อาการใกล้เคียงคือ “โรคเนื้องอกและมะเร็ง” และ ”โรคไข่หิน”<br />
“โรคเนื้องอกและมะเร็ง” ลักษณะทั่วไปคือปลาจะมีก้อนเนื้องอกออกมาภายนอกลำตัวมันจะว่ายน้ำผิดปกติ หรือหากว่าภายนอกไม่มีอาการแต่ปลาตัวอ้วนผิดปกติ ซึ่งเลิฟลี่อ้วนผิดปกติ สาเหตุของโรคยังไม่ทราบแน่ชัดแต่อาจเกิดจากอาหารเป็นพิษเช่นเดียวกับคนนั่นเอง<br />
อีกโรคก็คือ ”โรคไข่หิน” เกิดกับปลาตัวเมียซึ่งถึงวัยผสมพันธุ์แต่ไม่มีตัวผู้มาวิ่งไล่ หรือว่ามันอาจจะไม่สามารถออกไข่ได้ด้วยความเจ็บป่วยบางประการ ไข่จึงค้างอยู่ในท้องจำนวนมากอาจจะเสียไปทำให้ท้องปลาขยายใหญ่ขึ้น สุดท้ายปลาจะตายทั้งกลม (อาจเหมือนผู้หญิงที่คลอดลูกไม่ได้นั่นเอง) ดังนั้นหากซื้อปลามาเลี้ยงควรจะซื้อทั้งสองเพศเพื่อให้สมดุลกัน หรือไม่ก็ซื้อแต่เพศผู้ไปเลยเพื่อให้ไม่มีปัญหานี้<br />
หลังจากปรึกษากับสัตว์แพทย์ พี่คนขายปลาและพี่บัญชาแล้ว พวกเราก็วินิจฉัยโรคเจ้าเลิฟลี่ว่า มันน่าจะเป็นโรคไข่หิน วิธีรักษาคือ ค่อย ๆ ประคองปลาขึ้นมา จับมันหงายท้องแล้วใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางค่อย ๆ รีดที่ท้องจากบนลงล่างเบา ๆ เพื่อช่วยให้ไข่ออกมา<br />
ฉันจับเลิฟลี่รีดหลายครั้งก็ไม่ปรากฏว่าจะมีไข่ไหลออกมา หรือว่าฉันรีดเบาไป ก็ไม่แน่ใจ แต่ฉันกลัวว่าอวัยวะภายในของมันจะช้ำ จึงรีดเบามาก ๆ ระหว่างที่ฉันปฏิบัติการอยู่นั้น ลัคกี้ก็เฝ้า<br />
มองภรรยาของมันด้วยความห่วงใย<br />
เมื่อไม่มีไข่ไหลออกมา พวกเราก็วินิจฉัยโรคขั้นสุดท้ายของเลิฟลี่ว่าคงจะเป็นเนื้องอกในท้อง เพราะว่าท้องของมันโตผิดปกติราวกับมะเขือเทศฝรั่งลูกใหญ่ๆ มีความกว้างประมาณเกือบสิบเซนติเมตร<br />
โรคมะเร็งหรือเนื้องอกปลา ยังไม่มีทางรักษา!<br />
เมื่อรู้แน่ว่าหมดสิ้นหนทางรักษา ฉันก็เตรียมใจรับวาระสุดท้ายของเลิฟลี่ แต่เจ้าลัคกี้น่ะสิ ทีแรกมันคงไม่เข้าใจว่าทำไม่ภรรยาสุดที่รักถึงได้นอนเงียบอยู่อย่างนั้น มันอยากจะว่ายน้ำเล่นด้วยกันเหมือนเดิม มันจึงพยายามว่ายน้ำเอาหัวไปดันที่ตัวเลิฟลี่อยู่ตลอด พอฉันให้อาหารมันก็จะว่ายมากินอาหาร พอกินเสร็จมันก็จะว่ายน้ำไปอยู่ใกล้ ๆ เลิฟลี่ ว่ายพลางเอาหัวและปากดุนที่ข้างลำตัวและที่ก้นของภรรยามัน<br />
หลังจากพยายามอย่างหนักแต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากเลิฟลี่ ฉันคิดว่าลัคกี้เริ่มเข้าใจแล้วว่า ภรรยาของมันกำลังจะต้องหายไปเหมือนกับเพื่อนทั้งสามตัวของมันเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว อาทิตย์ที่สามหลังจากที่เลิฟลี่เกิดอาการป่วยนี้ อาการซึมเศร้าของลัคกี้ก็เริ่มเพิ่มขึ้น มันถึงกับแทบจะไม่ว่ายน้ำมากินอาหาร แต่จะนอนเคียงข้างภรรยาของมันอยู่ที่ก้นกาละมังอยู่ตลอดเวลา<br />
ลัคกี้ไม่กินอาหาร ลัคกี้ไม่ว่ายน้ำเล่น ลัคกี้ไม่กระโดดข้ามฟากมาฮุบอาหารอีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ฉันจะไม่เชื่อเลย&#8230;<br />
ฉันเฝ้ามองอาการของทั้งสองตัวด้วยความสะเทือนใจปนแปลกใจในอาการของลัคกี้ ท้ายสุดฉันก็พึ่งสิ่งศักดิสิทธิ์ ก่อนจะหลับไปทุกคืนฉันสวดมนต์ขอให้สิ่งศักดิสิทธิ์คุ้มครองเลิฟลี่ ขอให้มันหายป่วยโดยเร็ว&#8230;<br />
สรรพสิ่งใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เพียงสามวันหลังจากลัคกี้เริ่มมีอาการซึมเศร้าและไม่กินอาหารด้วยความห่วงภรรยา เลิฟลี่ก็จากมันและลูก ๆ ไป<br />
เช้าวันนั้นฉันตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตามปกติก็พบว่าเลิฟลี่หมดลมหายใจอย่างสงบอยู่ที่ก้นกาละมัง ร่างกลมขาวซีดป่องพองราวกับจะแตกปริ เกล็ดที่เคยวาววับสวยงามกลับดูไร้ชีวิตชีวาและตั้งชันขึ้นทั้งตัว มีลัคกี้อยู่ใกล้ ๆ มันกำลังเอาหัวดุนร่างอันไร้ชีวิตของเลิฟลี่อยู่ ดุน ดุนแล้วก็ว่ายไปมาช้า ๆ แต่ไม่ห่างจากร่างของภรรยาของมัน แล้วก็ว่ายมาดุนอีก ฉันนั่งร้องไห้และเฝ้ามองปฏิกิริยาของมันด้วยความสะเทือนใจ ฉันบอกมันว่า<br />
”เลิฟลี่ไปดีแล้วนะลัคกี้ แกต้องตัดใจนะ” แต่ลัคกี้ยังคงใช้หัวดันร่างเย็นแข็งทื่อของเลิฟลี่อยู่เป็นระยะๆ สุดท้ายมันก็นอนสงบอยู่ข้าง ๆ เลิฟลี่โดยไม่ยอมขึ้นมากินอาหารที่ฉันให้ ดวงตากลมโตของมันฉายความโศกเศร้าหมดหวัง ฉันไม่มีวันได้ยินมันกระซิบที่หูเลิฟลี่ว่า<br />
“ที่รักอย่าจากฉันไป”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=27</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 7 ครอบครัวแสนสุข</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=25</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=25#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 14:18:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=25</guid>
		<description><![CDATA[“หยุดนะ!!!” 
ลัคกี้อ้าปากค้างแล้วหันมามอง เมื่อได้ยินเสียงร้องลั่นของฉัน มันคงรู้ว่าโดนดุอีกแล้ว จึงว่ายมุดน้ำลงไปอย่างน้อยใจ ที่ดุมันก็เพราะว่าลัคกี้มันว่ายน้ำขึ้นมาใกล้ผิวน้ำแล้วทำท่าจะฮุบไข่ที่ลอยละล่องอยู่ พอทำให้เจ้าปลาตะกละชะงักได้ชั่วครู่ ฉันก็กระโจนเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกันเพียงสองก้าวเดิน หยิบกาละมังสีครีม(ใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมสองเท่า) รองน้ำใส่ ระหว่างรองน้ำก็ชะโงกหน้ามาตะโกนขู่ลัคกี้ไปด้วย มันยังคงว่ายน้ำก้มหน้าวนไปมาแต่แอบมองมาที่ฉันด้วย พอน้ำเต็มก็รีบตักคู่บ่าวสาวออกมาจากเรือนหอของมันใส่ลงไปในกาละมัง โชคดีจริง ๆ ที่พึ่งไปหาสายออกซิเจนสำรองไว้จึงเสียบเข้ากับมอเตอร์ตัวเดียวกันกับอันเดิม ยังคงขาดแต่เครื่องกรองน้ำ คงต้องหาเวลาไปซื้อมาใส่โดยด่วน เพราะเจ้าสองตัวนี่มันอึกันได้ตลอดวัน ถ้าไม่มีเครื่องกรองละก็แค่สองวันน้ำก็เลอะเทอะหมดแล้ว 
เป็นอันเสร็จเรือนหอจำเป็นของลัคกี้กับเลิฟลี่ ฉันปลอบใจมันสองตัวด้วยการให้อาหารมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจะได้ไม่เสียใจที่ถูกเนรเทศมานอนในกาละมังซักผ้าอีกครั้ง

จัดการพ่อแม่เสร็จที่นี้ก็ลูก ๆ ของมัน ฉันนั่งมองไข่พวกนั้นด้วยความตื่นเต้น ยังคิดไม่ออกว่าควรจะทำอะไร อ้า! ใช่แล้วพี่ขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมเคยให้นามบัตรไว้ กดโทรศัพท์ทันที สามีของพี่เจ้าของร้านปลาเป็นคนรับโทรศัพท์ ฉันเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เขาบอกให้ฉันรอสองสามวันลูกปลาจะฟักเป็นตัวออกมา ในระหว่างนี้ให้ฉันปรับระดับออกซิเจนให้เบาลงรวมทั้งเครื่องกรองน้ำให้เอาออกเพราะมันจะดูดไข่ปลาเข้าไปข้างใน ไข่จะเสียหายไป หรือ ลูกปลาอาจฟักเป็นตัวในนั้นแต่ออกมาไม่ได้และตายในที่สุด แต่กรณีเครื่องกรองนี่สายไปเสียแล้วเพราะว่ามีไข่เกาะอยู่เรียบร้อยแล้วถ้าฉันเอาออกมาก็จะกระเทือนกับไข่ที่เกาะอยู่ มันก็ตายอยู่ดี ดังนั้นฉันจึงปล่อยเครื่องกรองไว้ที่เดิมแต่ปรับระดับแรงลมให้ต่ำสุด
ทุกคนที่บริษัทต่างก็ตื่นเต้นดีใจกับฉันหลังจากรู้ว่าลัคกี้มันมีลูกแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ฟักเป็นตัวก็ตาม บางคนจะขอมาดูด้วยตาตัวเองที่คอนโดแต่ฉันไม่สะดวกที่จะให้ใครมาที่บ้าน จึงตกลงว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูและเปิดรับจองคนที่อยากจะรับลูกปลาไปช่วยเลี้ยง เพราะฉันมั่นใจว่าถ้ามันฟักออกมาตามจำนวนไข่ที่เห็นแล้วละก็ฉันตายแน่ๆ คือมันเยอะมาก&#8230;มาก ฉันได้ถ่ายรูปตู้ปลาที่มีไข่อยู่ตั้งแต่วันแรกที่ไข่ออกกระทั่งไข่ฟักตัว รวมทั้งสภาพลัคกี้กับเลิฟลี่ในกาละมังเอาไว้ด้วย แต่ภายหลังเอาฟิล์มไปล้างปรากฏว่า รูปตู้ปลาถ่ายย้อนแสงจึงไม่ชัด คนขายเขานึกว่าไม่มีรูปอะไรจึงไม่อัดรูปให้ เพราะมองไม่เห็นตัวลูกปลาเลย จึงมีแต่รูปพ่อแม่ของมันซึ่งก็ไม่ค่อยชัดเช่นกัน ซึ่งฉันรู้สึกว่าน่าเสียดายมากเพราะภายหลังก็ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพไข่ปลาธรรมชาติเยอะแยะขนาดนี้อีกเลย
วันจันทร์ฉันกลับบ้านแต่หัววันเพราะตื่นเต้นอยากกลับมาเฝ้าดูเจ้าไข่พวกนั้นตอนฟักตัว
“มหัศจรรย์จริง ๆ&#8230; “
พึมพำอยู่คนเดียวหน้าตู้ปลา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“หยุดนะ!!!” </p>
<p>ลัคกี้อ้าปากค้างแล้วหันมามอง เมื่อได้ยินเสียงร้องลั่นของฉัน มันคงรู้ว่าโดนดุอีกแล้ว จึงว่ายมุดน้ำลงไปอย่างน้อยใจ ที่ดุมันก็เพราะว่าลัคกี้มันว่ายน้ำขึ้นมาใกล้ผิวน้ำแล้วทำท่าจะฮุบไข่ที่ลอยละล่องอยู่ พอทำให้เจ้าปลาตะกละชะงักได้ชั่วครู่ ฉันก็กระโจนเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกันเพียงสองก้าวเดิน หยิบกาละมังสีครีม(ใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมสองเท่า) รองน้ำใส่ ระหว่างรองน้ำก็ชะโงกหน้ามาตะโกนขู่ลัคกี้ไปด้วย มันยังคงว่ายน้ำก้มหน้าวนไปมาแต่แอบมองมาที่ฉันด้วย พอน้ำเต็มก็รีบตักคู่บ่าวสาวออกมาจากเรือนหอของมันใส่ลงไปในกาละมัง โชคดีจริง ๆ ที่พึ่งไปหาสายออกซิเจนสำรองไว้จึงเสียบเข้ากับมอเตอร์ตัวเดียวกันกับอันเดิม ยังคงขาดแต่เครื่องกรองน้ำ คงต้องหาเวลาไปซื้อมาใส่โดยด่วน เพราะเจ้าสองตัวนี่มันอึกันได้ตลอดวัน ถ้าไม่มีเครื่องกรองละก็แค่สองวันน้ำก็เลอะเทอะหมดแล้ว </p>
<p>เป็นอันเสร็จเรือนหอจำเป็นของลัคกี้กับเลิฟลี่ ฉันปลอบใจมันสองตัวด้วยการให้อาหารมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจะได้ไม่เสียใจที่ถูกเนรเทศมานอนในกาละมังซักผ้าอีกครั้ง<br />
<span id="more-25"></span><br />
จัดการพ่อแม่เสร็จที่นี้ก็ลูก ๆ ของมัน ฉันนั่งมองไข่พวกนั้นด้วยความตื่นเต้น ยังคิดไม่ออกว่าควรจะทำอะไร อ้า! ใช่แล้วพี่ขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมเคยให้นามบัตรไว้ กดโทรศัพท์ทันที สามีของพี่เจ้าของร้านปลาเป็นคนรับโทรศัพท์ ฉันเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เขาบอกให้ฉันรอสองสามวันลูกปลาจะฟักเป็นตัวออกมา ในระหว่างนี้ให้ฉันปรับระดับออกซิเจนให้เบาลงรวมทั้งเครื่องกรองน้ำให้เอาออกเพราะมันจะดูดไข่ปลาเข้าไปข้างใน ไข่จะเสียหายไป หรือ ลูกปลาอาจฟักเป็นตัวในนั้นแต่ออกมาไม่ได้และตายในที่สุด แต่กรณีเครื่องกรองนี่สายไปเสียแล้วเพราะว่ามีไข่เกาะอยู่เรียบร้อยแล้วถ้าฉันเอาออกมาก็จะกระเทือนกับไข่ที่เกาะอยู่ มันก็ตายอยู่ดี ดังนั้นฉันจึงปล่อยเครื่องกรองไว้ที่เดิมแต่ปรับระดับแรงลมให้ต่ำสุด<br />
ทุกคนที่บริษัทต่างก็ตื่นเต้นดีใจกับฉันหลังจากรู้ว่าลัคกี้มันมีลูกแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ฟักเป็นตัวก็ตาม บางคนจะขอมาดูด้วยตาตัวเองที่คอนโดแต่ฉันไม่สะดวกที่จะให้ใครมาที่บ้าน จึงตกลงว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูและเปิดรับจองคนที่อยากจะรับลูกปลาไปช่วยเลี้ยง เพราะฉันมั่นใจว่าถ้ามันฟักออกมาตามจำนวนไข่ที่เห็นแล้วละก็ฉันตายแน่ๆ คือมันเยอะมาก&#8230;มาก ฉันได้ถ่ายรูปตู้ปลาที่มีไข่อยู่ตั้งแต่วันแรกที่ไข่ออกกระทั่งไข่ฟักตัว รวมทั้งสภาพลัคกี้กับเลิฟลี่ในกาละมังเอาไว้ด้วย แต่ภายหลังเอาฟิล์มไปล้างปรากฏว่า รูปตู้ปลาถ่ายย้อนแสงจึงไม่ชัด คนขายเขานึกว่าไม่มีรูปอะไรจึงไม่อัดรูปให้ เพราะมองไม่เห็นตัวลูกปลาเลย จึงมีแต่รูปพ่อแม่ของมันซึ่งก็ไม่ค่อยชัดเช่นกัน ซึ่งฉันรู้สึกว่าน่าเสียดายมากเพราะภายหลังก็ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพไข่ปลาธรรมชาติเยอะแยะขนาดนี้อีกเลย</p>
<p>วันจันทร์ฉันกลับบ้านแต่หัววันเพราะตื่นเต้นอยากกลับมาเฝ้าดูเจ้าไข่พวกนั้นตอนฟักตัว</p>
<p>“มหัศจรรย์จริง ๆ&#8230; “<br />
พึมพำอยู่คนเดียวหน้าตู้ปลา ตอนนี้ลัคกี้กับเลิฟลี่จะทำอะไรกัน ฉันไม่สน ฉันคอยเฝ้าดูแต่ลูก ๆ ของมัน<br />
“เป็นไปได้ยังไงนี่???”<br />
พึมพำคนเดียว(อีกแล้ว) ก็ไข่พวกนี้มันเหลือเชื่อจริง ๆ หลักฐานแห่งการมีชีวิตของไข่น้อย ๆ น่ารักเหล่านี้ก็คือพัฒนาการภายในไข่ วันนี้ไข่หลาย ๆ ฟองเริ่มมีจุดสีดำ ๆ ข้างใน ซึ่งฉันคิดว่าเป็นดวงตา ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือไข่บางใบได้พัฒนาเป็นตัวอ่อนเล็ก ๆ สีใส ขดงอตัวอยู่ในเม็ดไข่ พอเข้าไปมองใกล้ๆ จะเห็นว่ามันกระดุกกระดิกอยู่ในไข่ตลอดเวลา ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่มีโอกาสเห็นพัฒนาการของลูกปลาอย่างใกล้ชิดแบบนี้ มันคือจุดกำเนิดแห่งชีวิตที่น่าประทับใจมากจริง ๆ </p>
<p>พอถึงเช้าวันอังคาร ฉันก็แทบอยากจะโทรศัพท์ไปขอลางานในวันนั้น ก็ลูกปลามันฟักออกมาจากไข่แล้วนะสิ เยอะแยะจนนับไม่ถ้วน มันมีรูปร่างเหมือนลูกปลาหางนกยูงเพียงแต่ว่ามองไม่เห็นครีบอะไรเลย ตัวยังใส ๆ ขนาดประมาณเม็ดข้าวสาร ที่ท้องของทุกตัวจะป่องมาก ๆ เหมือนยุงที่ดูดเลือดคนจนอิ่มแปล้ ที่ตลกที่สุดคือมันไม่มีส่วนไหนที่บอกว่าจะโตมาเป็นปลาทองได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการว่ายน้ำของมันไม่เหมือนปลา ที่ลำตัวไม่เห็นมีคีบอะไรที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย มันทำท่ากระดืบ กระดืบ อยู่ในน้ำ ดูยังไงก็เหมือนสัตว์ประหลาดฝูงใหญ่มากกว่า<br />
“ลัคกี้ เลิฟลี่ ลูก ๆ ของแกคลอดแล้วนะดีใจมั๊ย แต่หน้าตาไม่เห็นเหมือนแกสองตัวเลยนะ”<br />
พอเห็นฉัน ลัคกี้กระโดดถลาข้ามเครื่องกรองน้ำที่วางไว้กลางกาละมัง เสียงตัวปลากระทบน้ำดังลั่น แต่ตัวมันโตมากจึงชนเข้ากับขอบเครื่องกรองน้ำอย่างจังจนมันเซไปนิด แต่มันก็แก้หน้าได้ด้วยการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ว่ายน้ำต่อมาหาฉันซึ่งกำลังหยอดอาหารเม็ดลงไปให้พวกมัน และอีกเช่นเคย เลิฟลี่ค่อย ๆ ว่ายตามมากินอาหารทีหลังแบบไม่หือสักนิด<br />
วันนั้นฉันไปทำงานสายและวันนั้นทั้งวันและวันถัดมา เดือนถัดมาทั้งเดือน ปีต่อมาทั้งปี หัวข้อสนทนาของฉันที่บริษัทก็คือลูกของลัคกี้ ทุกคนที่บริษัทต่างก็โจษจันถึงเรื่องที่ฉันฟักไข่ปลาทองกันใหญ่&#8230;</p>
<p>ไข่ทั้งหมดฟักออกมาเป็นตัวจำนวนเท่าไรฉันจนปัญญาจะนับได้ แต่ประมาณคร่าว ๆ น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยตัว มันว่ายน้ำท่ากระดืบ กระดืบกันเป็นฝูง ๆ ดูแล้วเหมือนเอเลี่ยนมากที่สุด<br />
การเลี้ยงลูกปลาทองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉันถึงกับต้องหาซื้อตำราการเลี้ยงปลาทองมาศึกษาโดยเฉพาะ พอมีเวลานิดหน่อยเป็นต้องไปยืนแอบอ่านนิตยสารเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาทองที่แผงหนังสือตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ (อ่านอย่างเดียวค่ะแต่ไม่ซื้อ) แต่แทบจะไม่มีเล่มใดให้ข้อมูลเกี่ยวกับการฟักลูกปลาทองรวมทั้งการอนุบาลทารกปลาทองอย่างถูกวิธีเลย ดังนั้น ความรู้ส่วนใหญ่ของฉันจึงมาจากการขอคำปรึกษากับพี่คนขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยม<br />
กลุ้มที่สุดในตอนแรกคือ จะให้มันกินอะไรกันดีเพราะปากมันเล็กเกินกว่าที่จะอมอาหารเม็ดสำหรับลูกปลาขนาดเล็กที่สุด(อาหารเม็ดเล็กที่สุดมีขนาดประมาณหัวของพวกมันค่ะ เลยอมไม่ไหว) ช่วงสามสี่วันแรกหลังจากที่มันเป็นตัวกันหมด ฉันเห็นท้องมันเริ่มหายป่องกันบ้างแล้ว กลัวว่ามันจะหิว เลยหยอดอาหารลูกปลาแบบเม็ดที่หลงเหลืออยู่จากที่เคยให้พ่อมันกินเมื่อปีที่แล้ว พออาหารตกลงไปในน้ำปุ๊บ พวกมันก็กระดืบ กระดืบ มาเลียมาตอด เจ้าก้อนอาหารที่ลอยเทิ้งเติ้งอยู่ในน้ำ หนึ่งชั่วโมงผ่านไปก็แล้ว ครึ่งวันผ่านไปก็แล้ว อาหารก็ยังคงลอยอยู่ในปริมาณและขนาดเท่าเดิม<br />
กรุณาอย่าคิดว่าฉันทรมานปลาเลยนะคะถึงไม่รีบไปหาซื้ออาหารที่เหมาะสมให้พวกมัน อาทิตย์นั้น ฉันทำงานเช้าถึงเย็น ตกเย็นบางวันมีงานด่วนยังต้องปักหลักทำล่วงเวลาอยู่ที่ออฟฟิศอีกกว่าฉันจะกระเสือกกระสนไปถึงร้านขายปลาเขาก็ปิดกันหมดแล้วค่ะ ไอ้ที่จะแวบไปตอนกลางวันก็ยากมาก เพราะฉันต้องออกไปพบลูกค้ากับเจ้านายตลอดอาทิตย์แถมเส้นทางก็เป็นแถบนิคมอุตสาหกรรมนอกเมือง อาทิ บางนา-ตราด บางพลี นนทบุรี สระบุรี อะไรทำนองเนี้ยะค่ะ</p>
<p>กระทั่งคืนวันศุกร์เกือบสี่ทุ่ม ลูกปลาน้อย ๆ จึงได้ลิ้มรสอาหารสำเร็จรูปสำหรับลูกปลาแรกเกิดโดยเฉพาะ อาหารนี้อยู่ในรูปกระป๋องพลาสติกเล็ก ๆ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว สูงประมาณ 1.5 นิ้ว อาหารมีลักษณะผงสีเหลือง ทำมาจากไข่แดงผสมส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของลูกปลาเสริมด้วยวิตามิน ลูก ๆ เจ้าลัคกี้ดูพอใจกับอาหารมาก พวกมันรีบพากันกระดืบ กระดืบ ขึ้นมากินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย(ที่ว่ากระดืบ กระดืบ ก็เพราะว่ามันไม่ได้ทำท่าเหมือนปลาว่ายน้ำเลยค่ะ)<br />
จริงๆ แล้วอาหารที่เหมาะและให้คุณค่าอาหารที่เป็นประโยชน์กับลูกปลาวัยนี้ที่สุดก็คือ”ลูกไร” แต่ในสภาพชีวิตของฉันเช่นนี้ฉันหมดปัญญาที่จะตะเกียกตะกายไปหายซื้อลูกไรให้พวกมันกิน แค่ที่ว่าต้องดูแลทั้งพ่อแม่ลูกเป็นฝูงแบบนี้ ฉันก็แทบจะแย่ กิจวัตรประจำวันก่อนนอนของคุณคืออะไรคะ แน่นอนว่าต้องเป็น อาบน้ำ แปรงฟัน ดูทีวี แต่ของฉันคือ เปลี่ยนน้ำลูกปลา เปลี่ยนน้ำพ่อแม่ปลา ให้อาหารลูกปลา ให้อาหารพ่อแม่ปลา อาบน้ำ แปรงฟัน แล้วมานั่งดูปลา&#8230;</p>
<p>ความรู้ใหม่หลังจากศึกษาตำราก็คือ ท้องของลูกปลาที่ว่ากลม ๆ นั้นเรียกว่าถุงอาหารซึ่งมันติดตัวมาเพื่อเลี้ยงตัวเองในช่วงแรก ๆ หลังคลอด รูปร่างแบบสัตว์ประหลาดที่ฉันบอกนั้นจะกลายเป็นรูปร่างปลาครบถ้วนในวันที่สิบหลังจากฟักออกจากไข่<br />
สามสี่วันแรกที่ไข่ฟักเป็นตัว ฉันไม่กล้าแตะต้องอะไรพวกมันเลย จนกระทั่งฉันสังเกตเห็นพยาธิสีขาวตัวยาว ๆ ยึกยือ ยึกยือ เต็มตู้ไปหมด มันเกาะอยู่ตามผนังตู้และพากันไต่ยั้วเยี้ยน่าขยักแขยงมากจนฉันไม่กล้ามอง พี่ที่ร้านขายปลาบอกฉันว่าเป็นธรรมชาติที่พยาธิพวกนี้จะออกมาจากท้องปลาพร้อมไข่ จริง ๆ แล้วในตำราบอกว่าไม่ควรเปลี่ยนน้ำภายในหนึ่งเดือนหลังจากฟักเป็นตัวเพราะเป็นระยะที่ลูกปลาอ่อนแออยู่ จะติดเชื้อจากน้ำได้ง่ายหรือไม่ก็ทนคลอรีนไม่ได้เลย แต่หากมีความจำเป็นเช่นน้ำมีทีท่าว่าจะเน่าเสีย ซึ่งก็จะทำให้ลูกปลาตายเพราะขาดออกซิเจน ก็ควรจะมีการถ่ายน้ำบางส่วนออกและใส่น้ำใหม่เข้าไป การถ่ายเปลี่ยนน้ำให้พวกมันต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงที่จะไม่ไปกระทบกระเทือนลูกปลาเหล่านั้น ฉันจึงตัดสินใจเปลี่ยนน้ำบางส่วนโดยการใช้สายยางดูดน้ำและสิ่งสกปรกก้นตู้ทิ้ง การดูดต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่ให้ดูดลูกปลาแสนซนที่ชอบว่ายเข้ามาใกล้ ๆ สายยางเข้าไปด้วย ฉันดูดน้ำเก่าทิ้งหนึ่งในสี่ส่วนและเติมน้ำใหม่เข้าไปปริมาณเท่าเดิมทุกวัน<br />
ใจฉันไม่มีที่ว่างให้ใครหรือสิ่งอื่นใดเลยในช่วงเวลานั้น หลังเลิกงานก็จะรีบซื้ออาหารปรุงสำเร็จกลับมาทานที่บ้านหน้าตู้ปลาโดยละทิ้งกิจกรรมทางสังคมกับเพื่อน ๆ จนหมดสิ้น ดูลูกเสร็จก็ดูพ่อแม่ของมันอีก แทบทุกวันฉันจะนั่งเล่าพัฒนาการของลูก ๆ ของมันให้ลัคกี้กับเลิฟลี่ฟัง บอกให้มันรออีกสักหน่อย ถึงเวลาที่ลูก ๆ โตพอที่จะอยู่กับมันได้แล้ว ฉันจะย้ายมันไปอยู่รวมกัน  ความเหน็ดเหนื่อยจะเกิดขึ้นตอนนี้ ฉันเป็นคนรักความสะอาด พอเห็นอึมันลอยตุ๊บป่อง ๆ หรือ น้ำเปลี่ยนสีนิดหน่อยฉันก็จะทำการล้างกาละมังของมันใหม่ทันที<br />
ช่วงนั้นมือทั้งสองข้างของฉันจึงเต็มไปด้วยกลิ่นคาวปลา(ปนอึปลา)</p>
<p>	ภายในเวลาห้าเดือนลูกๆ ของลัคกี้ก็เปลี่ยนจากลูกเอเลี่ยนมาเป็นลูกปลาทองเต็มตัว ทั้งรูปร่าง สีสัน ลักษณะเป็นปลาทองออรันดาทุกประการ หากอยากทราบว่ามันน่ารักขนาดไหนให้ลองจินตนาการถึงปลาทองที่มีขนาดเล็กกว่าที่พบเห็นทั่วไปหลายสิบเท่าคุณจะรู้ว่าพวกมันน่ารักน่าเอ็นดูและมัดใจฉันได้ด้วยเหตุใด ที่น่าเสียดายคือมันเหลือรอดชีวิตตามธรรมชาติมาแค่ห้าสิบกว่าตัวเท่านั้น แต่ห้าสิบกว่าตัวนี้ก็ทำเอาฉันแทบตายกับการที่ต้องดูแลเปลี่ยนน้ำอย่างระมัดระวัง เสาร์อาทิตย์ของฉันจึงเป็นวันครอบครัวปลาทองของแท้<br />
เพื่อน ๆ ที่บริษัทที่บุกมาดูต่างรุมเร้าขอเอาพวกมันไปเลี้ยง แต่ฉันยังไม่ให้ไปเพราะมันยังเล็กอยู่มาก ฉันกลัวว่าการเคลื่อนย้ายจะกระทบกระเทือนทำให้พวกมันตายระหว่างทาง<br />
โดยทั่วไปลูกปลาอายุห้าเดือนที่เลี้ยงในฟาร์มจะมีขนาดใหญ่กว่าของฉันมากกว่าสองเท่าตัว เหตุผลก็คือ ทางฟาร์มมีความชำนาญมากกว่าและเขาจะมีการให้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตเป็นพิเศษซึ่งทำให้ได้ลูกปลาที่สีสันสวยงามและเติบโตแข็งแรง</p>
<p>ในระหว่างที่ลูก ๆ เติบโตขึ้นลัคกี้และเลิฟลี่ก็มีร่างกายที่โตขึ้นเช่นกัน ทั้งสองมีลำตัวขนาดเท่ากำปั้นของฉันแล้ว พวกมันยังคงรักกันมั่นคงจนฉันอดอิจฉาไม่ได้ มันหมั่นเติมรักซึ่งกันและกันอยู่เสมอและไม่เคยว่ายน้ำคนละทางหรือแยกกัน หลักฐานแสดงถึงความรักอันแน่นแฟ้นของทั้งสองตัวก็คือ น้ำที่เปลี่ยนเป็นสีขุ่นบ่อย ๆ<br />
เมื่อน้ำขุ่นเป็นครั้งที่สอง ขณะนั้นลัคกี้กับภรรยาของมันถูกฉันแยกออกมาในกาละมังต่างหาก เพราะในตู้ลูก ๆ ของมันครอบครองพื้นที่อยู่เต็มตู้ ฉันตัดสินใจเทน้ำทั้งหมดทิ้งโดยไม่มองไข่ที่ไหลลงท่อระบายน้ำ หากฉันมองไข่พวกนั้นฉันจะต้องเปลี่ยนใจช่วยให้พวกมันฟักเป็นตัวเป็นแน่ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ฉันคงต้องลาออกจากงานมาเปิดฟาร์มเพาะปลาทองขายนะสิ<br />
ขณะเทไข่พวกนั้นทิ้ง ฉันบอกขอโทษลัคกี้กับเลิฟลี่ที่พวกมันต้องเหนื่อยแทบตายกว่าจะออกไข่มาแต่ฉันแค่คว่ำกาละมังทิ้งทีเดียวแล้วฉีดน้ำซ้ำ ไข่ของมันก็ระเนระนาดไหลลงท่อระบายน้ำไปจนหมดสิ้น ฉันยังบอกขอโทษไข่พวกนั้นอีกด้วย ทั้งยังอธิบายถึงความจำเป็นที่ฉันไม่สามารถปล่อยให้พวกมันฟักเป็นตัวออกมาได้ บางครั้งเมื่อนึกถึงลูกปลาตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ที่เห็นอยู่ฉันก็เสียดายไข่พวกนั้น แต่เมื่อนึกถึงความไม่พร้อมของฉันแล้ว ฉันก็ต้องทำใจ<br />
“ถือเสียว่าเราช่วยมันคุมกำเนิดไงน้อง ก็เหมือนคนที่ต้องคุมกำเนิดถ้าไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกจะได้ไม่ปล่อยให้เด็กเกิดมาเป็นปัญหาสังคมไง”<br />
พี่บัญชาอีกนั่นแหล่ะที่ปลอบใจไม่ให้ฉันรู้สึกผิด<br />
ดังนั้นเมื่อน้ำขุ่นครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ มา ฉันก็สามารถเทน้ำผสมไข่ทิ้งโดยไม่ลังเล</p>
<p>แม้ว่าลูก ๆ ของลัคกี้ต่างก็เจริญเติบโตพอสมควรแล้ว ฉันก็ยังไม่สามารถปล่อยพวกมันอยู่ด้วยกันได้ เหตุผลก็คือ ลัคกี้กินอาหารแบบไม่เผื่อใครเหมือนเดิม และขนาดของลูก ๆ ของมันยังเล็กกว่าพ่อแม่หลายสิบเท่า<br />
มีอยู่ครั้งหนึ่งฉันตั้งใจที่จะให้ลัคกี้กับเลิฟลี่เลี้ยงดูลูก ๆ ของมันเองโดยการปล่อยลูก ๆ ของมันลงไปในกาละมังด้วยกัน<br />
ลูกปลาสีส้มสดตัวกระจิดริดฝูงใหญ่ว่ายน้ำตามหลังพ่อแม่ของมัน เป็นภาพที่น่ารักมากจริง ๆ ฉันเฝ้ามองพวกมันด้วยความเพลิดเพลินเคลิบเคลิ้ม ลัคกี้กับเลิฟลี่เองก็ดูจะมีความสุขมากกับการที่ได้อยู่รวมกันอย่างอบอุ่นทั้งครอบครัว มันจ้องมองลูก ๆ อย่างสนใจ<br />
ฉันหยอดอาหารปลาลงไปให้พวกมัน ในขณะที่ ฮัมเพลง When we make a home, when the love is grow, when we fine joy together, when we make a home&#8230;ไปด้วยเบาๆ อย่างเพลิดเพลินใจ<br />
ทันทีที่อาหารหล่นตุ๊บลงบนผิวน้ำ เจ้าลัคกี้ก็อ้าปากพุ่งตัวมาฮุบอาหารทันที การพลิกตัว<br />
กลับลำกลางน้ำอย่างรุนแรงของมันในครั้งนั้น ส่งผลให้น้ำกระเพื่อมเป็นคลื่นยักษ์สาดซัดลูก ๆ ของมันกระเด็นกระดอนออกจากกาละมังไปเกือบสิบตัว &#8230;.”ไอ้ล้าค&#8230;กี้!!!”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=25</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 6 โลกนี้มีเพียงเราสองคน(ตัว)</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=22</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=22#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 14:12:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่มีอะไรหรอก ลัคกี้มันหน้าหม้อน่ะ”
“ลัคกี้ หน้าหม้อ!!!”
ฉันเล่าอาการที่ลัคกี้ว่ายน้ำกวดเลิฟลี่ตั้งแต่แรกพบถึงข้ามคืนเลยทีเดียวให้พี่บัญชาฟัง ฉันกลัวว่าเลิฟลี่จะถูกลัคกี้กัดเอา ตอนเช้าก่อนที่ฉันจะออกจากห้องมาที่ทำงาน ลัคกี้ยังคงว่ายไล่เลิฟลี่อย่างบ้าคลั่ง จะแยกมันออกจากกันก็ไม่ได้เพราะฉันมีสายออกซิเจนชุดเดียว จึงต้องกำชับเลิฟลี่ให้ระวังตัวเองแล้วออกมาทำงานด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของเลิฟลี่
พี่บัญชาฟังแล้วกลับหัวเราะใหญ่ แถมยังใส่ร้ายว่าลัคกี้ “หน้าหม้อ”
“อะไรกันพี่ มาว่าลูกดิฉันได้ไงเนี่ย”
“จริง จริ๊ง ไม่ได้เล่นๆ ลัคกี้มันเป็นผู้ชายแน่ ๆ แล้วเผอิญไอ้ตัวที่น้องซื้อมาใหม่ ไหนชื่ออะไรนะ อ๋อ เลิฟลี่ มันคงจะเป็นตัวเมียใช่มั๊ย”
“ใช่ค่ะ คนขายบอกมันเป็นตัวเมีย”
“ก็นั่นไง ลัคกี้มันก็เป็นหนุ่ม มันก็ต้องมีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างไง พอเห็นตัวเมียมันก็ต้องวิ่งเข้าใส่แหล่ะ ไม่งั๊นก็แสดงว่ามันเป็นตุ๊ด”

“ว้ายตายแล้ว! เลิฟลี่ว่ายหนีใหญ่เลย แสดงว่ามันไม่ได้รักเจ้าลัคกี้ นี่หนูปล่อยมันอยู่สองต่อสองป่านนี้เจ้าเลิฟลี่มิเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วเหรอเนี่ย โธ่!”
 “บ้าน่า ผู้หญิงมีผู้ชายมาจีบมีใครไม่ชอบบ้าง มันก็เล่นตัวไปอย่างนั้นแหล่ะน้องไม่ต้องคิดมาก” พี่บัญชาเปรียบเปรยได้ชัดเจนมาก สาว ๆ ที่นั่งฟังอยู่น่าแดงกันไปตาม ๆ กัน
“ที่พี่บอกเมื่อวานเห็นจะจริงนะ วันนี้ลัคกี้มันไม่ค่อยว่ายไล่เจ้าเลิฟลี่เหมือนเดิมแล้วล่ะ”
ฉันมาเล่าให้พี่บัญชาฟังในวันต่อมา
“แต่พอมีสองตัว น้ำมันสกปรกเร็วนะพี่ เมื่อวานกลับไปเห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น ๆ นะเมือกสองตัวเยอะจัง มี่เลยเปลี่ยนน้ำใหม่เลย”
“มันกำลังผสมพันธุ์กัน! ไม่รู้เรื่องเลยยัยนี่”
 “หา???”
“ตามธรรมชาติของปลาทองนะ พอถึงช่วงผสมพันธุ์ได้ ตัวผู้จะวิ่งไล่ตัวเมียตลอด อาจจะทั้งคืนทั้งวันเลย ยิ่งถ้าเป็นช่วงเปลี่ยนน้ำใหม่ ๆ น้ำสะอาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่มีอะไรหรอก ลัคกี้มันหน้าหม้อน่ะ”</p>
<p>“ลัคกี้ หน้าหม้อ!!!”</p>
<p>ฉันเล่าอาการที่ลัคกี้ว่ายน้ำกวดเลิฟลี่ตั้งแต่แรกพบถึงข้ามคืนเลยทีเดียวให้พี่บัญชาฟัง ฉันกลัวว่าเลิฟลี่จะถูกลัคกี้กัดเอา ตอนเช้าก่อนที่ฉันจะออกจากห้องมาที่ทำงาน ลัคกี้ยังคงว่ายไล่เลิฟลี่อย่างบ้าคลั่ง จะแยกมันออกจากกันก็ไม่ได้เพราะฉันมีสายออกซิเจนชุดเดียว จึงต้องกำชับเลิฟลี่ให้ระวังตัวเองแล้วออกมาทำงานด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของเลิฟลี่</p>
<p>พี่บัญชาฟังแล้วกลับหัวเราะใหญ่ แถมยังใส่ร้ายว่าลัคกี้ “หน้าหม้อ”</p>
<p>“อะไรกันพี่ มาว่าลูกดิฉันได้ไงเนี่ย”</p>
<p>“จริง จริ๊ง ไม่ได้เล่นๆ ลัคกี้มันเป็นผู้ชายแน่ ๆ แล้วเผอิญไอ้ตัวที่น้องซื้อมาใหม่ ไหนชื่ออะไรนะ อ๋อ เลิฟลี่ มันคงจะเป็นตัวเมียใช่มั๊ย”</p>
<p>“ใช่ค่ะ คนขายบอกมันเป็นตัวเมีย”</p>
<p>“ก็นั่นไง ลัคกี้มันก็เป็นหนุ่ม มันก็ต้องมีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างไง พอเห็นตัวเมียมันก็ต้องวิ่งเข้าใส่แหล่ะ ไม่งั๊นก็แสดงว่ามันเป็นตุ๊ด”<br />
<span id="more-22"></span><br />
“ว้ายตายแล้ว! เลิฟลี่ว่ายหนีใหญ่เลย แสดงว่ามันไม่ได้รักเจ้าลัคกี้ นี่หนูปล่อยมันอยู่สองต่อสองป่านนี้เจ้าเลิฟลี่มิเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วเหรอเนี่ย โธ่!”</p>
<p> “บ้าน่า ผู้หญิงมีผู้ชายมาจีบมีใครไม่ชอบบ้าง มันก็เล่นตัวไปอย่างนั้นแหล่ะน้องไม่ต้องคิดมาก” พี่บัญชาเปรียบเปรยได้ชัดเจนมาก สาว ๆ ที่นั่งฟังอยู่น่าแดงกันไปตาม ๆ กัน</p>
<p>“ที่พี่บอกเมื่อวานเห็นจะจริงนะ วันนี้ลัคกี้มันไม่ค่อยว่ายไล่เจ้าเลิฟลี่เหมือนเดิมแล้วล่ะ”<br />
ฉันมาเล่าให้พี่บัญชาฟังในวันต่อมา<br />
“แต่พอมีสองตัว น้ำมันสกปรกเร็วนะพี่ เมื่อวานกลับไปเห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น ๆ นะเมือกสองตัวเยอะจัง มี่เลยเปลี่ยนน้ำใหม่เลย”<br />
“มันกำลังผสมพันธุ์กัน! ไม่รู้เรื่องเลยยัยนี่”<br />
 “หา???”<br />
“ตามธรรมชาติของปลาทองนะ พอถึงช่วงผสมพันธุ์ได้ ตัวผู้จะวิ่งไล่ตัวเมียตลอด อาจจะทั้งคืนทั้งวันเลย ยิ่งถ้าเป็นช่วงเปลี่ยนน้ำใหม่ ๆ น้ำสะอาด ๆ นะมันยิ่งชอบ ฟิตจัดเลยล่ะ พอวิ่งไล่กันได้ที่แล้วตัวเมียก็จะปล่อยไข่ออกมา ส่วนตัวผู้ก็จะฉีดน้ำเชื้อใส่ไข่พวกนั้น ไอ้ที่น้ำเป็นสีขาวก็จากน้ำไข่กับน้ำเชื้อของปลานี่แหล่ะน้องเอ๊ย!”<br />
“ว้ายตาย! น่าเกลียดมาก แล้วไข่มันจะเป็นตัวหรือเปล่าล่ะพี่”<br />
 “พวกเราเลี้ยงแบบนี้ปกติไม่ทันเป็นตัวหรอก พ่อแม่มันก็กินไข่หมดแล้ว มันไม่รู้เรื่องหรอก”<br />
“แล้วทำยังไงถึงจะให้มันเป็นตัวได้ล่ะพี่” ฉันรู้สึกสงสารไข่ที่ถูกพ่อแม่มันกิน<br />
“ก็ต้องคอยสังเกตนะ พอมี่เห็นมันวิ่งไล่กันอีกนะ เตรียมตัวได้เลยน้อง ภายในหนึ่งวันมันจะวางไข่ น้องต้องเอาต้นไม้ใส่ลงไปให้มันวางไข่ ตัวเมียจะชอบวางไข่ที่ต้นไม้ พอไข่ออกมาน้องก็ดึงต้นไม้ขึ้นมาใส่น้ำแยกไว้ต่างหาก ต้องมีออกซิเจนด้วยนะ ถ้าไม่มีต้นไม้ มันจะวางไข่บนทรายหรือบนหิน หรือไม่ก็ผนังตู้ จะแยกออกมายากนะ หรือไม่น้องก็แยกเอาพ่อแม่มันออกมาเลี้ยงต่างหากอาจจะง่ายกว่า ปล่อยไข่ไว้อย่างนั้นสักสองสามวันก็ฟักเป็นตัวแล้ว แต่ออกซิเจนต้องเบานะ แรงไม่ได้เลย ไม่ควรใช้ที่กรองน้ำด้วย เพราะมันจะดูดไข่เข้าไปหมด แต่พี่ไม่เคยฟักนะ ไม่มีเวลาหรอก ของพี่เลี้ยงในบ่อใหญ่ ยี่สิบกว่าตัว ไม่ทันทำอะไรตัวอื่นก็ออกมากินไข่หมดแล้ว” พี่บัญชาร่ายยาว<br />
ฉันฟังไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะไม่เคยมีความคิดว่าจะฝึกฟักไข่ปลา ขนาดมืออาชีพอย่างพี่บัญชายังไม่เคยฟักได้เลย</p>
<p>พักนี้เจ้าลัคกี้กับเลิฟลี่คงจะรำคาญฉันเป็นอย่างมากที่ระยะหลังพอมีเวลาฉันจะต้องนั่งจ้องมันทั้งสองตัวอยู่เป็นประจำ ถึงขนาดที่ว่าเอาชามข้าวมานั่งกินที่หน้าตู้ปลาเลยทีเดียว มันจะจู๋จี่กันยังไง หยอกล้อกันท่าไหนฉันเห็นหมด<br />
สาวเลิฟลี่มีประสิทธิภาพเกินกว่าที่ฉันคาดไว้แต่ตอนแรก มันนำความร่าเริง สดใส ความมีชีวิตชีวามาให้ลัคกี้อย่างแท้จริง แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกหมั่นไส้มันทั้งสองตัวเหลือเกิน เพราะมันเอาแต่ว่ายน้ำช้า ๆ คลอเคลีย ๆ กันตลอด เลิฟลี่จะทำหน้าเหมือนนางพญาหัววุ้น ว่ายน้ำนำ ขณะที่เจ้าลัคกี้ก็เหมือนทาสผู้ซื่อสัตย์ว่ายตามท้ายไปติด ๆ และอย่างที่เคยเล่าไปแล้ว บางครั้งหัวของลัคกี้ก็ไปชนติดอยู่ที่ก้นของเลิฟลี่ ฉันมองอาการของพวกมันแล้วรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว ๆ (ความรู้สึกของคนไม่มีแฟนค่ะ) พอเลิฟลี่อมทรายแล้วพ่นทิ้งออกมา ลัคกี้ก็เอามั่งดูดทรายอมเข้าไปในปากแล้วพ่นทิ้งตามออกมา โอ๊ย! สุดจะหมั่นไส้<br />
อาการดูดทรายแล้วพ่นทิ้งออกมาที่ตอนแรกฉันคิดว่าปลาคงจะหิวอยากกินอาหารนั้น เป็นความเข้าใจผิด ฉันได้อ่านจากหนังสือคู่มือบางเล่มอธิบายไว้ว่าปลาดูดทรายเข้าไปเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและทรายนั้นก็ไม่เป็นอันตรายต่อปลาแต่อย่างใด แต่กลับจะช่วยให้การย่อยอาหารและการขับถ่ายของมันเป็นไปได้ดี<br />
ที่ฉันเอาแต่นั่งจ้องพวกมันโดยไม่คิดว่าเสียมารยาทก็เพราะว่าฉันอยากเห็นช่วงเวลาที่มันวางไข่ ไม่ใช่อะไรหรอก ก็ไม่เคยเห็นนี่นา น่าดูออกจะตายไป<br />
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าลัคกี้ดูเหมือนจะหลงใหลเสน่ห์และความงามของเลิฟลี่ขนาดไหน  แต่เมื่อถึงเวลาให้อาหารมันจะดีแตกทันที คือรีบกระโจนขึ้นมาที่ผิวน้ำแล้วอ้าปากกว้างเพื่อฮุบอาหารให้มากที่สุดอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจว่าเจ้าเลิฟลี่ถูกมันชนกระเด็นเซไปที่ไหนแล้ว ฝ่ายลัคกี้ก็ยังคงเป็นหญิงสาวที่นุ่มนวล น่ารักเหมือนเดิมคือ ค่อย ๆ ว่ายน้ำเข้าไปกินอาหารหลังจากลัคกี้สวาปามอย่างมูมมามไปเกือบเกลี้ยงแล้ว<br />
เลิฟลี่เอ๋ย เลิฟลี่ กรรมของแกจริง ๆ ลูก ที่ต้องมาเจอผู้ชายนิสัยแบบนี้ แม่ผิดเองลูกที่เลี้ยงลัคกี้มาแบบลูกชายโทน มันเลยติดนิสัยแย่ ๆ นี่มา<br />
หลายครั้งฉันโมโหมาก ๆ ที่เห็นลัคกี้มันเอาเปรียบเลิฟลี่ ฉันก็นึกอยากจะจับเจ้าลัคกี้ขึ้นมาแล้วหยิกมันที่ปากให้สาสมกับความตะกละของมัน<br />
แต่นั่นแหล่ะค่ะ เลิฟลี่ของฉันเป็นกุลสตรีหยาดเพชรโดยแท้ เธอยึดหลัก “&#8230;อภัยรู้เพียงแต่ให้ไปไม่หวง เจ็บทรวงหน่วงใจให้รู้ทน รู้กลืนกล้ำ เลิศล้ำความเป็นยอดปลา(คน)&#8230;”<br />
เป็นฉันหน่อยไม่ได้ลัคกี้มันต้องเจอฉันตีหน้ายักษ์ใส่ร้อยแปดคำถามประเภท “สุภาพบุรุษที่สุดในโลกเลยนะเนี่ย” “ทำไมพี่ไม่ให้หนูกินก่อน” “โห พี่แย่งหนูกินหมดเลยเหรอ” “พี่ชนหนูกระเด็นเลยนะ หิวมากเหรอเพ่”<br />
ฉันรักความยุติธรรมโดยนิสัย ฉันถือว่าสุภาพบุรุษต้องให้เกียรติสุภาพสตรี ไม่เอาเปรียบหรือรังแกสุภาพสตรี แต่ว่ามันก็เรื่องในครอบครัวเขาน่ะนะ ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถเข้าไปเป็นมือที่สามของเจ้าสองตัวนี้ได้ ในเมื่อเจ้าเลิฟลี่มันทนได้ก็ให้มันทนไป นี่อาจเป็นคุณสมบัติที่น่าดึงดูดใจเพศตรงข้ามที่ฉันไม่มีก็เป็นไปได้ ลัคกี้มันถึงอินเลิฟขนาดหนัก พอกินอาหารเสร็จ มันก็กลับมาตามเทคแคร์ภรรยาของมันเหมือนเดิมแล้วทั้งสองตัวก็ควงคู่กระหนุงกระหนิง ๆ พากันว่ายน้ำชมหินชมทรายชมไม้กันตามปกติ<br />
ดีนะเนียะที่ฉันไม่เผลอไปยุแยงตะแครงรั่วเจ้าเลิฟลี่ให้ลุกขึ้นมาปฏิวัติเจ้าลัคกี้ ไม่งั้นฉันก็คงจะกลายเป็นหมาหัวเน่าเวลาที่มันสองตัวดีกัน เหมือนที่เคยทำ(ด้วยความหวังดี)กับเพื่อนสาวหลาย ๆ คนของฉันที่แต่งงานไปตั้งแต่เรียนเพิ่งจบแล้วเจอสามีประเภทชอบไปตีกอล์ฟตอนเที่ยงคืน หรือไม่ก็ติดประชุมมันทุกคืนทุกวัน ไม่ก็เป็นสุภาพบุรุษที่ถือหลักว่าต้องช่วยเหลืออุปถัมภ์ค้ำจุนสตรีที่ทุกข์ยากทุกคน(ยกเว้นเมียตัวเอง)<br />
โดยธรรมชาติของฉันเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่นเลย แต่ที่จำต้องให้คำปรึกษาอันทรงคุณค่า(เปรียบเหมือนชี้ทางสว่าง) แก่เพื่อน ๆ ก็เพราะ ข้อหนึ่ง พวกเธอเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยของฉัน ข้อสอง ฉันเหลืออดที่เห็นแม่เจ้าประคุณต่างร้องห่มร้องไห้โทรมาหาฉันหรือไม่ก็ร้องกันต่อหน้าเลยเวลาไปทานข้าวด้วยกัน หน้าตาทุกข์โศกบวมปูดเหมือนกับร้องไห้มาทั้งเดือนทั้งปีมาเจอฉัน หัวเหอกระเซอะกระเซิง ข้อสาม ไอ้ฉันนี่เกลียดและทนไม่ได้เลยกับผู้ชายที่ประพฤติตัวผิดศีลธรรมและเอาเปรียบผู้หญิง เห็นใจเพื่อนมาก ๆ เข้า ต้องฟังพวกเธอมานั่งร้องไห้มาก ๆ เข้า นานวันฉันก็รู้สึกเหมือนกับตัวเองกำลังจะเป็นบ้า ปัญหาที่ต้องทนนั่งฟังก็ซ้ำ ๆ กันอาทิ เขาไม่กลับบ้าน เขาด่าหยาบ ๆ คาย ๆ  เขาตะคอก เขาเลี้ยงเด็ก ๆ ไว้เต็มไปหมด เมียน้อยโทรมาขอสามีซึ่ง ๆ หน้า เมียน้อยชอบโทรมาตอนหลังเที่ยงคืน เขามาไถเงิน แม่เขาสนับสนุนเขาให้ไปเที่ยวนอกบ้าน น้องสาวเขาชอบใช้งานเธอราวกับขี้ข้า ฯลฯ ปีแล้วปีเล่าซ้ำซาก วนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง เมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่มีทีท่าว่าจะหลุดพ้นจากความทุกข์โศก แถมยังจะฉุดดึงจิตใจฉัน(ซึ่งปกติเป็นคนสุขภาพจิตแข็งแรงระดับแนวหน้า)ให้ตกนรกกับความเศร้าของพวกเธอ ฉันก็คิดว่าด้วยหน้าที่ของเพื่อนที่ดีจำต้องชี้ทางสว่าง(ตามไอเดียของฉัน) คือแนะนำให้เขาหย่ากัน ก็ในเมื่อเธอ ๆ ต้องมีหน้าตาท่าทางจะเป็นจะตายกันขนาดนั้น จะทนอยู่ไปทำไมกับชีวิตที่ไม่มีเกียรติยศศักดิ์ศรีเลยซักกะนิด ผลก็คือฉันแทบจะต้องตัดขาดความสัมพันธ์จากเพื่อน ๆ พวกนั้นหลังจากที่สามีเธอ ๆ พูดดีด้วยแค่หนึ่งคำ หรือออดอ้อนนิดหน่อย ฉันก็กลายเป็นหมาหัวเน่าตามฟอร์ม<br />
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาฉันก็ไม่เคยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวกับใครอีกเลย และยังไม่ยอมรับฟังปัญหาเรื่องส่วนตัวของใครอีกด้วย ปัจจุบันเพื่อน ๆ เหล่านั้นยังคงแก้ปัญหาเดิม ๆ ของตัวเองไม่ได้แม้ว่าจะมีสมาชิกตัวน้อยเพิ่มเข้ามาในครอบครัว ร้ายไปกว่านั้นดูเหมือนว่าปัญหาจะมากขึ้น ๆ ทุกวัน เธอ ๆ แต่ละคนจึงดูแก่กว่าอายุจริงอย่างมาก นั่นทำให้ฉันรู้สึกเข็ดขยาดต่อชีวิตคู่ไปเลย</p>
<p>เฝ้ารอดูเจ้าเลิฟลี่วางไข่อยู่นานจนเบื่อที่จะตามดูจึงล้มเลิกความตั้งใจ แต่ในเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่สดใสวันหนึ่ง ภายในเรือนหอของเจ้าสองตัวก็เต็มไปด้วยเม็ดสีขาวใสเล็ก ๆ คล้ายเม็ดสาคูขนาดเล็กเกาะอยู่ตามต้นไม้ปลอม ก้อนหิน ที่กรองน้ำ ผนังตู้ และ ทั่วตู้ บางส่วนก็ลอยเป็นฟอง ฟอด ๆ อยู่บนผิวน้ำ จำนวนนับไม่ถ้วนเลยจริง ๆ ฉันกะเอาด้วยสายตาคร่าว ๆ ว่าเป็นพันฟองได้ และยังมีเมือกสีขาว ๆ ลอยฟ่องในน้ำ และบริเวณผิวน้ำ ฉันตื่นเต้นมาก<br />
“เฮ้ย! อะไรเนียะ”<br />
มันวางไข่แล้ว คราวนี้ฉันสังเกตเห็นชัด ครั้งที่แล้วไม่ทันมองว่ามีไข่อยู่ข้างใน ตื่นมาเห็นน้ำเปลี่ยนเป็นสีขุ่น ดูแล้วสกปรกก็เลยใช้สายยางดูดน้ำทิ้งทันที แต่คราวนี้ฉันเตรียมตัวรอมานานเกือบเดือนแต่ก็ไม่ทันเห็นวินาทีที่มันวางไข่ ไม่เป็นไรเห็นแค่ไข่ก็ฉันตื่นเต้นแล้วหล่ะนะ หันมองไปเห็นเจ้าสองตัวกำลังว่ายน้ำสบาย ๆ คลอเคลียกันไปมาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ราวกับโลกทั้งโลกมีแค่เธอและเขา น่าหมั่นไส้จริง ๆ มันคงเหนื่อยกันเพราะพึ่งเสร็จกิจกรรมวางไข่เมื่อเช้ามืด ฉันเดาเอาจากคำบอกเล่าของพี่บัญชาที่ว่ามันชอบวางไข่ตอนกลางคืน โดยเฉพาะช่วงเช้ามืด หลังจากที่ว่ายน้ำกวดกันจนเหนื่อยอ่อน<br />
โอ๊ย ตายแล้ว ทำไงดีล่ะ ?<br />
เทน้ำทิ้งแล้วเปลี่ยนน้ำใหม่ใส่ดีกว่า&#8230;<br />
ไม่ดีไม่ดี ไข่ออกมาแล้วมีชีวิตเกิดขึ้นแล้ว เททิ้งไปบาปเปล่า ๆ&#8230;<br />
ถ้าไม่ทิ้งแล้วจะทำไงล่ะ?&#8230;<br />
ปล่อยไว้ในนั้นแหล่ะ ตัวไหนโชคดีเกิดมาก็เกิด โดนพ่อแม่มันกินก็ตามดวงมันละกัน&#8230;.<br />
ไม่เอาไม่เอา ฉันจะทนเห็นมันกินลูกของมันเองได้ไงกัน&#8230; ไร้อารยะธรรมและโหดร้ายจะตายไป&#8230;<br />
ไม่ต้องแคร์หรอกนะก็มันเป็นสัตว์จะไปคิดอะไรเป็น และก็เป็นธรรมชาติของปลาอยู่แล้วนะ&#8230;<br />
ไม่ได้ ไม่ได้ ฉันรับไม่ได้เด็ดขาดที่จะปล่อยให้พ่อแม่กินลูก ๆ &#8230;<br />
อ้าว!  ว้าย! นั่นลัคกี้กำลังทำอะไร มันจะทำอะไรนะนั่น ว้าย! ลัคกี้ทำท่าอ้าปากกว้างจะดูดไข่แล้ว!</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=22</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่  5 เลิฟลี่&#8230;โอ้&#8230;มายเลิฟ</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=20</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=20#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Aug 2009 14:07:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=20</guid>
		<description><![CDATA[กว่าขวบปีผ่านไปที่ลัคกี้อยู่กับฉัน ขณะนี้มันตัวโตขึ้นมาเป็นเกือบสามเท่านับจากที่ฉันอุ้มมันมาจากบริษัท ฉันตั้งชื่อเจ้าปลาน้อยตัวนี้ว่า “ลัคกี้” ให้สมกับความโชคดีของมันที่สามารถรอดชีวิตมาได้
เพื่อนตายไปหมด ตัวเองอาการร่อแร่ เชื้อโรคเกาะขาวไปทั้งตัว ครีบเปื่อยหางเปื่อย ภายในหนึ่งอาทิตย์ ปลาน้อยตัวนี้กลับฟื้นคืนกลับมาแข็งแรง แถมยังกินเก่งมาก จนบัดนี้ตัวอวบใหญ่ ลักษณะปลาทูหมดไป มันกลายเป็นปลาทองออรันดาเต็มตัวที่สวยสง่า ที่หัวมีวุ้นสีส้มเคลือบอยู่ขนาดสมวัย คีบหลังตั้งเหยียดตรง หางยาวเป็นพวงแยกสยายเหมือนปีกผีเสื้อ เวลาว่ายน้ำ หางของมันพลิ้วไหวไปมาดูสวยงามมาก
ยังจำได้ ตอนพาไปให้หมอดู คุณหมอเองยังบอกว่า
 “หมอไม่คอนเฟิร์มนะว่าจะรอด!!!” 
แต่ลัคกี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า” หนูทำได้!” ฉันจึงเห็นว่า ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับมันมากไปกว่า “ลัคกี้” อีกแล้ว

จริงๆ แล้วต้องขอบคุณคุณหมอ คำพูดของคุณหมอนำความวิตกใหญ่หลวงมากให้ฉัน ดังนั้น ฉันจึงยิ่งดูแลเอาใจใส่ลัคกี้อย่างใกล้ชิด ฉันหมั่นไปคุยกับพี่ร้านขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมบ่อย ๆ ไปทีนึงซื้อของอย่างนึงแล้วปรึกษาอาการของลัคกี้ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มาช่วยรักษาดูแลมัน จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทองไปอีกคน
“มันคือเห็บปลา!!!”
นี่คือคำเรียก ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เหมือนเกล็ดปลาแต่หายใจได้ ที่ฉันแงะออกจากตัวลัคกี้เมื่อ
วันนั้น เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรู้ที่ได้รับมาจากพี่ขายปลา ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลามีเห็บกับเขาเหมือนหมา แมว และเพิ่งเคยเห็นเห็บปลาตัวแรกและตัวเดียวในชีวิต ช่างน่าอัศจรรย์&#8230;
ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะ เจ้าเห็บนี่มันร้ายกาจมากขนาดที่ว่ามันอาศัยอยู่ในตู้ปลาและทน
ทายาดด้วยค่ะ ต่อให้เราเอาทรายมาล้างมาขัดมาต้ม บางทีมันจะยังรอดชีวิตอยู่ไปคอยดูดเลือดปลาที่เรารักได้อีก ฉันจึงถึงบางอ้อว่าทำไมปลาเทวดาของบริษัทถึงตายไปเป็นหลายร้อยตัว บางทีจุดขาว ๆ ที่เห็นและเราคิดว่าเป็นโรคจุดขาวนั้น ที่จริงแล้วอาจมีบางส่วนเป็นเห็บพวกนี้ก็เป็นได้ มันรุมดูดเลือดปลาต่อหน้าต่อตาเราโดยที่เราไม่เคยรู้เลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กว่าขวบปีผ่านไปที่ลัคกี้อยู่กับฉัน ขณะนี้มันตัวโตขึ้นมาเป็นเกือบสามเท่านับจากที่ฉันอุ้มมันมาจากบริษัท ฉันตั้งชื่อเจ้าปลาน้อยตัวนี้ว่า “ลัคกี้” ให้สมกับความโชคดีของมันที่สามารถรอดชีวิตมาได้</p>
<p>เพื่อนตายไปหมด ตัวเองอาการร่อแร่ เชื้อโรคเกาะขาวไปทั้งตัว ครีบเปื่อยหางเปื่อย ภายในหนึ่งอาทิตย์ ปลาน้อยตัวนี้กลับฟื้นคืนกลับมาแข็งแรง แถมยังกินเก่งมาก จนบัดนี้ตัวอวบใหญ่ ลักษณะปลาทูหมดไป มันกลายเป็นปลาทองออรันดาเต็มตัวที่สวยสง่า ที่หัวมีวุ้นสีส้มเคลือบอยู่ขนาดสมวัย คีบหลังตั้งเหยียดตรง หางยาวเป็นพวงแยกสยายเหมือนปีกผีเสื้อ เวลาว่ายน้ำ หางของมันพลิ้วไหวไปมาดูสวยงามมาก<br />
ยังจำได้ ตอนพาไปให้หมอดู คุณหมอเองยังบอกว่า</p>
<p> “หมอไม่คอนเฟิร์มนะว่าจะรอด!!!” </p>
<p>แต่ลัคกี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า” หนูทำได้!” ฉันจึงเห็นว่า ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับมันมากไปกว่า “ลัคกี้” อีกแล้ว<br />
<span id="more-20"></span><br />
จริงๆ แล้วต้องขอบคุณคุณหมอ คำพูดของคุณหมอนำความวิตกใหญ่หลวงมากให้ฉัน ดังนั้น ฉันจึงยิ่งดูแลเอาใจใส่ลัคกี้อย่างใกล้ชิด ฉันหมั่นไปคุยกับพี่ร้านขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมบ่อย ๆ ไปทีนึงซื้อของอย่างนึงแล้วปรึกษาอาการของลัคกี้ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มาช่วยรักษาดูแลมัน จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทองไปอีกคน</p>
<p>“มันคือเห็บปลา!!!”<br />
นี่คือคำเรียก ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เหมือนเกล็ดปลาแต่หายใจได้ ที่ฉันแงะออกจากตัวลัคกี้เมื่อ<br />
วันนั้น เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรู้ที่ได้รับมาจากพี่ขายปลา ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลามีเห็บกับเขาเหมือนหมา แมว และเพิ่งเคยเห็นเห็บปลาตัวแรกและตัวเดียวในชีวิต ช่างน่าอัศจรรย์&#8230;<br />
ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะ เจ้าเห็บนี่มันร้ายกาจมากขนาดที่ว่ามันอาศัยอยู่ในตู้ปลาและทน<br />
ทายาดด้วยค่ะ ต่อให้เราเอาทรายมาล้างมาขัดมาต้ม บางทีมันจะยังรอดชีวิตอยู่ไปคอยดูดเลือดปลาที่เรารักได้อีก ฉันจึงถึงบางอ้อว่าทำไมปลาเทวดาของบริษัทถึงตายไปเป็นหลายร้อยตัว บางทีจุดขาว ๆ ที่เห็นและเราคิดว่าเป็นโรคจุดขาวนั้น ที่จริงแล้วอาจมีบางส่วนเป็นเห็บพวกนี้ก็เป็นได้ มันรุมดูดเลือดปลาต่อหน้าต่อตาเราโดยที่เราไม่เคยรู้เลย ตอนนั้นหากฉันไม่เกิดอาการคันไม้คันมือจับลัคกี้มาแกะเห็บออกมาดู ลัคกี้อาจตายไปแล้วก็ได้ โดยที่ฉันก็นึกว่ามันตายเพราะโรคจุดขาว<br />
แต่คุณอย่ามือซนแบบฉันนะคะ เพราะคำแนะนำสำหรับการกำจัดเห็บปลาก็คือ หาซื้อยาฆ่าเห็บมาใส่ หากจับปลามาแงะงัดแบบฉันนี่ โอกาสที่ปลาจะช้ำตาย จากแผลติดเชื้อมีได้สูง(บาปโดยไม่รู้ตัว)<br />
แต่ลัคกี้ รอดมาได้ ก็บอกแล้วว่ามัน “ลัคกี้!!!”</p>
<p>คุณสมเกียรติ พี่บัญชา พี่แจ๊ด คุณบัวตอง น้าทอง พี่สามารถ ฯลฯ แม้แต่นายชาวมาเลเซียของฉันยังคอยถามถึงเจ้าลัคกี้กันบ่อย ๆ ฉันก็จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับลัคกี้ให้เขาฟังแทบทุกวัน เรียกได้ว่าเหมือนมันเป็นลูกของฉันจริง ๆ ลัคกี้อย่างงั้น ลัคกี้อย่างนี้ เมื่อวานนี้นะลัคกี้ ฯลฯ&#8230; ก็เรามีกันอยู่เพียงสองคนนี่นา (รู้สึกเหมือนเป็นซิงเกิ้ลมัมค่ะ)<br />
ส่วนนายชาวมาเลเซียของฉัน หลังจากฟังเรื่องของลัคกี้แล้ว นายน่ารักมากที่เชื่อเหตุผลของฉันเรื่องโรคจุดขาวที่เกิดจากอากาศในห้องเย็นเกินไป และเจ้าเห็บที่อาจจะมีเป็นล้านตัวในตู้ปลาใบนั้น นายจึงตัดสินใจไม่เลี้ยงปลาอีกต่อไป นายขายตู้ใบนั้นให้พี่บัญชาซึ่งตามตื้อนายให้ขายให้เขาในราคาถูกแสนถูก พี่บัญชาบอกว่าเขาเอาตู้ไปล้างฆ่าเชื้อโรคอย่างดี ต้นไม้เอามาขัดถูเชื้อราที่ติดอยู่ออกจนหมด ทรายและก้อนหิน เทออกมาล้างต้มโดยใช้อุณหภูมิสูงฆ่าเชื้อโรคอื่น ๆ และเห็บ เหน็ดเหนื่อยมากทีเดียวกว่าจะกล้าเอาไปเลี้ยงปลาอื่น</p>
<p>ชีวิตของฉันกับลัคกี้ราบรื่นมากหลังจากมันหายป่วย มีบ้างที่ฉันดุด่าว่ากล่าวที่มันกินเก่งมาก ตะกละสุดขีด ผลที่ตามมาคือฉันต้องเปลี่ยนน้ำมันทุกอาทิตย์เพราะมัน”อึ” เยอะเหลือเกิน(ขนาดตัวเดียวนะคะ) อีกอย่างคือบ้านของมันอยู่ติดกับหน้าต่างซึ่งทำให้แสงแดดส่องถึงโดยตรงตลอดเวลา ทำให้มีตะไคร่น้ำสีเขียวอื๋อเกาะทั่วกระจก หากไม่ล้างฉันไม่สามารถมองเห็นลัคกี้ได้ชัดเจนนักจากด้านนอก<br />
พูดถึงเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำ พี่ที่ร้านขายปลาแนะนำฉันว่า ปลาทองเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวมาก น้ำที่สกปรกทำลายสุขภาพปลา ปลาอาจป่วยและตายในที่สุดหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เพราะออกซิเจนในน้ำหมด นักเลี้ยงปลาทองจะเปลี่ยนน้ำทุกวันโดยการเอาน้ำเก่าทิ้งยี่สิบเปอร์เซนต์ และเติมน้ำใหม่เข้าไป ยี่สิบเปอร์เซนต์ แต่คนทั่วไปไม่ขยัน(หรืออาจไม่มีเวลา) อย่างนักเลี้ยงมืออาชีพ จึงมักจะเปลี่ยนน้ำเดือนละครั้งหรือหลายเดือนครั้ง ซึ่งส่งผลให้ปลาไม่แข็งแรง บางคนอาจเถียงว่าคนขายปลาเขาแนะนำค่ะว่าไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยเพราะตู้ปลาปัจจุบันมีระบบกรองน้ำที่ดี แต่คุณต้องเข้าใจว่าคนที่จะขายสินค้าเขาก็ต้องโฆษณาสินค้าของตัวเองอย่างดี ไม่บอกข้อเสียอะไรละเอียดหรอกค่ะ<br />
ดิฉันไม่ได้จะไปถล่มใครนะคะ เอาแค่ว่าผู้ใดมีใจบริสุทธิ์รักปลาจริง ๆ ขอให้ไปดูที่แผ่นกรองน้ำเถอะค่ะ คุณจะเห็นเลยว่ามีทั้งอึปลาทั้งพยาธิยั้วเยี้ยเต็มไปหมด นี่เป็นแค่สิ่งที่เราเห็นด้วยตาเปล่านะคะ ไอ้ที่เล็กกว่าตาเราจะมองเห็นน่ะมีอีกเยอะ ดังนั้น กรุณาเถอะค่ะ ขยันหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำให้พวกเขาหน่อย อาจจะแค่ตักน้ำออกหนึ่งถึงสองขันแล้วเติมเข้าไปปริมาณเท่าเดิมก็ได้แล้ว แค่ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากเราเป็นนักโทษ ถูกขังอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ อากาศจำกัดแน่นอนอยู่แล้ว แต่เรากิน เราหายใจ เราไอ เราอึ เราทำอะไรก็อยู่ในนั้น ต่อให้เอาเครื่องกรองอากาศยี่ห้อดังระดับโลกมาใส่ไว้หนึ่งเครื่องก็เถอะ เราจะมีชีวิตอยู่ได้ไหม เราอยากจะให้ผู้คุมช่วยทำความสะอาดห้องขังนี้ หรือ เปิดประตูหน้าต่างเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ให้เราหรือไม่?<br />
การที่เราจะรับผิดชอบชีวิตสักชีวิตหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นเพียงชีวิตเล็ก ๆ ดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ สุดท้ายแม้นไม่มีคำขอบคุณเอ่ยออกมาให้ชื่นใจ แต่แววตาของชีวิตนั้นซึ่งมองมา มีค่ามากกว่าสิ่งใด</p>
<p>เดือนแรกของปี 2000 ฉันยังคงยุ่งอยู่กับการหาลูกค้ารายใหม่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของตัวเองหลังจากที่นายกรุณาให้ฉันพ้นช่วงทดลองงานเมื่อหกเดือนที่แล้วด้วยคะแนนที่เฉียดฉิว จริงๆ แล้วฉันไม่สามารถหาลูกค้าเพิ่มตามเป้าที่ได้รับมอบหมายได้ แต่ให้โชคดีเหลือเกินที่ว่า พนักงานคนอื่นๆ ก็มีปัญหาเดียวกับฉัน มีเพียงพี่บัญชาเท่านั้นที่ยอดพุ่งกระฉูดอยู่คนเดียว นายเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถของพนักงาน ทุกคนทำหน้าที่กันเต็มที่ แต่ภาวะเศรษฐกิจช่วงนั้นมันย่ำแย่จริง ๆ การที่เราก้าวช้า ๆ ในช่วงนั้นกลับกลายเป็นข้อดีที่ว่า ปัญหาหนี้เสียของเราไม่เพิ่มขึ้นมากนัก ผิดกับคู่ต่อสู้บางบริษัทของเราที่ตะลุยเอาตัวเลข จนกระทั่งเกิดปัญหาหนี้เสียบานปลายไปกันใหญ่<br />
ฉันจึงมีความสุขเหลือเกินหลังจากได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำจริง ๆ แม้ว่าจะไม่ได้รับโบนัสในปีนั้นเพราะบริษัทต้องหั่นกำไรไปสำรองหนี้สูญตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทย</p>
<p>ปัญหาอย่างเดียวก็คือ นานวันเข้าฉันค้นพบว่าเจ้าลัคกี้มีท่าทีซึมเศร้าเหงาลึก อาจจะด้วยว่ามันยังเล็กอยู่มากและในวันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์มันต้องอยู่บ้านตัวเดียวท่ามกลางความมืดมิด เพราะว่าฉันจะกลับบ้านประมาณสองสามทุ่มทุกวัน ระหว่างที่รอฉันกลับบ้านไป มันอาจจะเกิดความเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้ชัดว่ามันดีใจเวลาที่ฉันเปิดประตูบ้านเข้าไปและเปิดไฟ มันว่ายน้ำอย่างร่าเริงสดใส<br />
เช้าวันเสาร์วันหนึ่งที่ฉันมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่บ้านทั้งวันเพราะไม่ได้ตะลอนไปทานข้าวกับเพื่อน ๆ หรือไปเยี่ยมเยียนญาติสนิทมิตรสหายที่กรุงเทพฯ เหมือนเคย  ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าอาการซึมเศร้าไร้ชีวิตชีวาที่เกิดขึ้นไม่ใช่ธรรมดา ๆ ลัคกี้ทานอาหารน้อยลง อาหารที่ให้ตามปกติกลับเหลือลอยอืดอยู่บนผิวน้ำ มันว่ายน้ำช้าลงเรื่อย ๆ และบางครั้งก็นอนอยู่ที่ก้นตู้เฉย ๆ อย่างหงอยเหงา ฉันคิดว่ามันไม่สบายเหมือนเคย ลองหยอดยาลงไปก็ไม่ดีขึ้น<br />
ที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ลัคกี้กลายเป็นปลาขี้ตกใจ มันมีอาการเหม่อลอยและจะสะดุ้งโหยงจนน้ำแตกกระจายทุกครั้งที่มีเสียงดัง บางครั้งฉันเดินของฉันปรกติเข้าไปจะให้อาหาร หรือเดินผ่านไปที่หน้าตู้ของมัน มันก็มีอาการสะดุ้งกระโดดผลุงลงน้ำไป หางยาวจะพัดตบน้ำดังลั่นจนน้ำกระเซ็นมันทำหน้าแตกตื่นตกใจราวกับ “เห็นผี!!!”  แล้วว่ายน้ำเลิกลั่ก ๆ อยู่สักพัก จนพอได้สติเห็นว่าเป็นฉัน มันถึงจะสงบลง<br />
เฝ้าสังเกตอาการอยู่ประมาณเกือบเดือน เมื่อแน่ใจว่ามันผิดปรกติแน่ ๆ แต่ดูแล้วไม่มีอาการป่วยทางกาย ฉันปรึกษากับพี่บัญชาแล้วจึงคิดว่ามันป่วยทางใจนั่นคือ “โรคเหงา” ฉันจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อน</p>
<p>“พี่ ๆ ตัวนี้ตัวเมียหรือตัวผู้คะ” ชี้ไปที่ออรันดาตัวกลมปุ๊กลุ๊กหน้าตาน่ารักสีส้มสดท่าทางแข็งแรงตัวหนึ่ง มันว่ายน้ำหนีไปมาหลบกระชอนที่คนขายปลาที่ชั้นใต้ดินของห้างอิเซตันกำลังควานจับตัวมันอยู่ วันนี้ฉันรีบบึ่งรถมาที่ห้างหลังจากเลิกงาน เพราะคิดว่าจะต้องหาเพื่อนให้เจ้าลัคกี้สักตัวก่อนที่มันจะสติแตกมากไปกว่านี้ จะไปซื้อที่ห้างเอ็มโพเรี่ยมเจ้าประจำก็เกรงว่ารถจะติด ถ้าหากถือปลามาในรถก็อาจจะเมารถติดตายไปเสียก่อนความหวังดีจะกลายเป็นตราบาปไปเสียมากกว่า<br />
 “จะเอาตัวเมียหรือตัวผู้ล่ะ”<br />
 	“ไม่รู้เหมือนกันพี่ คือว่าจะเอาไปเป็นเพื่อนกับตัวที่บ้านน่ะค่ะ”<br />
 “แล้วไอ้ตัวที่บ้านมันตัวผู้หรือตัวเมียล่ะ คือถ้าของคุณตัวผู้ ผมจะได้เอาตัวเมียไปให้ ผู้<br />
หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันเป็นแฟนกันดีออก”<br />
“เออ จริงด้วยเนอะให้มันเป็นแฟนกัน แต่คือดูไม่เป็นค่ะว่ามันตัวผู้หรือตัวเมีย เค้าดูกันยัง<br />
ไงล่ะพี่”<br />
 “’ง่าย ๆ เลยน้อง ถ้าตัวผู้นะตัวมันจะยาวกว่าตัวเมีย ตัวเมียจะตัวกลมป้อม ๆ สั้น ๆ หรือดูที่ครีบก็ได้ ตัวผู้ครีบอกมันจะดูแข็งแรงใหญ่กว่าตัวเมีย ดูสินี่ตัวเมีย ของตัวเมียครีบอกจะบาง ๆ เล็ก ๆ”<br />
“คือยังไง  ๆ ก็แยกไม่ออกน่ะพี่ ดู ๆ มันก็เหมือนกันหมด” ฉันดูไม่ออกจริง ๆ ไม่ได้แกล้งโง่<br />
“งั้นดูที่รูก้นมันละกัน”<br />
“รูก้น???” กรี๊ด!!!<br />
“ใช่ครับ รูก้น ถ้าตัวผู้รูก้นมันจะเป็นวงรี มองดูเป็นเส้นตรง แต่ถ้ารูก้นตัวเมียมันจะเป็นรู<br />
กลม ๆ เห็นชัดเลยวงรีกับวงกลม นี่ไงตัวนี้ตัวเมีย”<br />
เขาชี้นิ้วไปที่ ”รูก้น” ของปลาสาวตัวหนึ่งที่เผอิญว่ายน้ำเข้ามาใกล้ มันรีบว่ายหนีไปในทันทีด้วยความเขินอาย<br />
	“แต่ตัวที่บ้านไม่รู้รีหรือกลมนี่พี่ ไม่เคยไปเปิดของมันดู” ฉันทำท่ากลุ้มใจแต่ยังไง ๆ วันนี้ก็จะต้องเอาหนึ่งตัวกลับไปให้เป็นเพื่อนลัคกี้ให้ได้เพราะท่าทางมันเข้าขั้นโคม่าแล้ว<br />
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เอาตัวนี้แหล่ะ คือว่ามันรูปร่างหน้าตาตรงกันข้ามกับตัวที่บ้านน่ะ”<br />
ฉันชี้ไปที่ออรันดาตัวกลมปุ๊กลุก สีส้มสวยสด หัววุ้นตรึม หางยาวสวย คะเนด้วยสายตา<br />
ขนาดใกล้เคียงกับลัคกี้ ปลาทั้งฝูงราวยี่สิบตัวแตกฮือเมื่อฉันไปจิ้ม ๆ ที่กระจก เจ้าตัวนี้ก็เช่นกัน มันว่ายน้ำหนีไปปนกับตัวอื่น ๆ จนฉันตาลายดูไม่ออกว่าตัวไหนเป็นตัวไหน แต่คนขายปลาเก่งกว่าเอากระบวยก้านยาวล้วงลงไปตักไว้ได้ทัน<br />
“ตัวนี้เป็นตัวเมียนะ ดูลักษณะแล้วสวยแบบออรันดาแท้เลย สีดี หาง ครีบ ไม่มีช้ำ น้องก็<br />
เลือกเก่งเหมือนกันนะ อ้อ เวลาเทลงตู้ต้องค่อย ๆ เท ไม่งั้นปลามันจะตกใจ ปลาเปลี่ยนน้ำก็มีสิทธิช๊อคตายได้นะ น้องต้องเอาทั้งถุงลงไปแช่ในตู้สักแป๊ปนึงก่อนพอให้ปลามันปรับอุณหภูมิร่างกายให้เข้ากับน้ำใหม่แล้วค่อยปล่อยมันลงไป”<br />
ฉันขอบอกขอบใจคนขายปลาที่ให้คำแนะนำตั้งหลายอย่างโดยไม่รำคาญการเซ้าซี้ถามโน่น ถามนี่ของฉัน </p>
<p>“เลิฟลี่ แม่ตั้งชื่อให้ลูกว่าเลิฟลี่นะ ไม่ต้องกลัวนะไปอยู่กับแม่กับพี่ลัคกี้นะจ๊ะ เป็นเพื่อนกันไง” ฉันกระชิบกับปลาสาวแสนสวยเมื่อเห็นมันทำท่าตื่นตระหนกกับการเดินทาง มันว่ายไปมาอยู่ในถุงพลาสติกใสขนาดย่อมที่อัดด้วยออกซิเจนจนถุงพองก่อนจะรัดปากถุงด้วยหนังยางอย่างแน่นหนากันการหกรดของน้ำ เมื่อถึงบ้านก็แนะนำเลิฟลี่กับลัคกี้ให้รู้จักกัน<br />
“ลัคกี้ นี่เลิฟลี่เพื่อนใหม่ของลูก เขาไฮโซหน่อยนะลูก ตัวละตั้ง 120 แน่ะ อย่าทะเลาะกันนะเป็นเพื่อนรักกันนะ เอ้า!”<br />
ฉันทำตามคำแนะนำของคนขายปลาทุกขั้นตอน ในขณะที่แช่ถุงพลาสติกที่ใส่เจ้าเลิฟลี่ลงไปในตู้ปลา ปลาสองตัวดูจะตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะลัคกี้ มันคงอยากจะเจอเพื่อนเต็มแก่ มันจึงว่ายไปมารอบ ๆ ถุงที่มีเลิฟลี่อยู่ข้างในอย่างรวดเร็วราวกับกำลังดีใจสุดขีด จนชนถุงหลายครั้ง ในขณะที่เจ้าเลิฟลี่ดูจะรักนวลสงวนตัวมากคือว่ายน้ำหนีลัคกี้อยู่ตลอด และเมื่อเทเลิฟลี่ลงไปเรียบร้อย ปลาสองตัวก็วิ่งไล่กันไปมาอย่างน่าขบขัน  ภาพที่เห็นคือลัคกี้ไล่กวดเลิฟลี่อยู่ตลอดเวลาแทบไม่ได้หยุด เลิฟลี่ดูจะรำคาญลัคกี้มากมันว่ายน้ำหนีไปมา แต่ก็ไม่พ้น พอมันเหนื่อยหยุดว่าย ลัคกี้ก็หยุดด้วย ไม่ว่ามันจะหันไปทางไหนเป็นต้องเจอเจ้าลัคกี้ตลอด บางครั้งหัวของลัคกี้เข้าไปจ่อติดกับก้นของเลิฟลี่ชิดขนาดที่ว่าหางของเลิฟลี่ปิดหัวลัคกี้จนมิด(โอ๊ย! น่าเกลียดมาก)<br />
พวกมันจะหยุดไล่กันก็ตอนให้อาหารเท่านั้น พอฉันหยอดอาหารลงไป พวกมันจะพากันว่ายน้ำอย่างรวดเร็วราวกับนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิคเข้ามาอ้าปากฮุบอาหารเม็ดพร้อมกันอย่างไม่ยอมน้อยหน้า หรือไม่ก็กลัวว่าจะกินไม่ทันอีกตัว แต่ลัคกี้น่าเกลียดกว่าคือ มันกระโดดฮุบอาหารโดยการชนเลิฟลี่กระเด็นไป เลิฟลี่จะเจียมตัวมาก พอโดนชนมันยอมให้ลัคกี้กินก่อนแล้วมันจึงค่อยว่ายต้วมเตี้ยมๆ ขึ้นมาฮุบอาหาร แต่พอกินอาหารหมดแล้วทั้งสองตัวก็วิ่งไล่กันอีก<br />
ฉันเพิ่งสังเกตว่าเลิฟลี่ตัวเล็กกว่าลัคกี้ แต่มันจะท้องใหญ่กว่าเท่านั้นเอง พลันนึกไปถึงคำพูดของคนขายปลาที่ว่า ปลาตัวใหญ่มักจะแย่งอาหารตัวเล็กและอาจจะรังแกตัวเล็กได้ ดังนั้นควรจะแยกเลี้ยง คิดได้ดังนั้นก็ตกใจ ยิ่งเห็นลัคกี้ตั้งหน้าตั้งตาว่ายไล่กวดเลิฟลี่ไม่หยุดราวกับเป็นบ้า ฉันยิ่งกังวลใจ<br />
“อย่ารังแกน้องนะลัคกี้!” กำชับเสียงเข้มแถมทำตาดุมัน</p>
<p>ฉันไม่มีทางรู้เลยว่าระหว่างที่ลัคกี้มันว่ายไล่เจ้าเลิฟลี่อยู่นั้นมันตะโกนภาษาปลาออกมาด้วยว่า “Lovely Oh My Love!!!”</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=20</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 4 บ้านหลังใหม่</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=18</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=18#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 16:49:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[“ล้าค&#8230;.กี้!!!”
ฉันตวาดแว๊ดจนเจ้าลัคกี้สะดุ้งโหยง มันพลิกตัวพุ่งลงน้ำไปอย่างรุนแรงในทันที ลำตัวและหางสะบัดกระแทกแผ่นน้ำจนหยาดน้ำกระเซ็นเลอะใบหน้าฉันเป็นครั้งที่สองในชั่ววินาทีเดียว
ยิ่งตกใจ เจ้าลัคกี้ก็ยิ่งว่ายน้ำไปมาอย่างกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง นั่นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ฉันอึ้งไปชั่วครู่ สักพักก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห ปนขำขันตัวเอง
ฉันตวาดมันเพราะมันดิ้นไม่หยุดจนน้ำกระเด็นใส่หน้าฉันในขณะที่ฉันกำลังบรรจงปล่อยมันลงไปอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งก็คือกาละมังซักชุดชั้นในใบสีชมพูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ของฉัน (กาละมังใบเดียวในบ้านเพราะเสื้อผ้าอื่น ๆ ฉันส่งซักข้างนอก) มันคงกลัวว่าจะถูกจับไปทำอะไร ถึงได้ดิ้นพรวด ๆ จนหน้าฉันและเสื้อเปียกไปหมด กลายเป็นว่าเพราะฉันไปถือสาหาความกับสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กรรมจึงตามทันตาเห็น โดยการให้ฉันถูกน้ำที่เต็มไปด้วยเมือกจากตัวเจ้าลัคกี้กระเด็นมาใส่อีกครั้ง ทั้งเหม็นคาว ทั้งกลัวว่าหน้าจะแพ้ยาแก้โรคต่าง ๆ ที่หยดลงไปในน้ำจนเป็นสีฟ้า แล้วยังเสื้อเชิร์ตสีครีมก็เลอะสีฟ้าของน้ำยาเป็นจุด ๆ (ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้)

“โอ๋ๆ แม่ขอโทษคะลูก แม่ไม่ควรเสียงดัง แม่ไม่ว่าหนูแล้วค่ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ”
ฉันขอสงบศึก แต่ลัคกี้ยังคงไม่ให้อภัย มันก้มหน้าก้มตาว่ายวนปรู๊ดปร๊าด ๆ ไปรอบ ๆ กาละมังราวกับกำลังวิ่งรอบวงโคจรของโลก มันไม่ว่ายข้ามฝั่ง แต่มันว่ายโดยเอาลำตัวข้างหนึ่งชิดกับผนังกาละมังทุกครั้งแล้วว่ายวนไปวนมา
“อยู่ในนี้ไปก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวเย็นนี้แม่จะไปซื้อบ้านสวย ๆ มาให้หนู”
ลัคกี้ค่อยสงบลง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของฉัน ฉันเรียกมันว่า”ลูก” ก็เพราะว่าฉันรู้สึกผูกพันกับมันตั้งแต่แรกเห็น เวทนาสงสารมันเหลือเกิน และฉันตั้งใจจะให้มันมีความสุขที่สุดก่อนตาย ลูกปลาผู้อาภัพเหมือนรู้ฐานะของตัวเอง มันค่อย ๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“ล้าค&#8230;.กี้!!!”</p>
<p>ฉันตวาดแว๊ดจนเจ้าลัคกี้สะดุ้งโหยง มันพลิกตัวพุ่งลงน้ำไปอย่างรุนแรงในทันที ลำตัวและหางสะบัดกระแทกแผ่นน้ำจนหยาดน้ำกระเซ็นเลอะใบหน้าฉันเป็นครั้งที่สองในชั่ววินาทีเดียว</p>
<p>ยิ่งตกใจ เจ้าลัคกี้ก็ยิ่งว่ายน้ำไปมาอย่างกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง นั่นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ฉันอึ้งไปชั่วครู่ สักพักก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห ปนขำขันตัวเอง</p>
<p>ฉันตวาดมันเพราะมันดิ้นไม่หยุดจนน้ำกระเด็นใส่หน้าฉันในขณะที่ฉันกำลังบรรจงปล่อยมันลงไปอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งก็คือกาละมังซักชุดชั้นในใบสีชมพูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ของฉัน (กาละมังใบเดียวในบ้านเพราะเสื้อผ้าอื่น ๆ ฉันส่งซักข้างนอก) มันคงกลัวว่าจะถูกจับไปทำอะไร ถึงได้ดิ้นพรวด ๆ จนหน้าฉันและเสื้อเปียกไปหมด กลายเป็นว่าเพราะฉันไปถือสาหาความกับสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กรรมจึงตามทันตาเห็น โดยการให้ฉันถูกน้ำที่เต็มไปด้วยเมือกจากตัวเจ้าลัคกี้กระเด็นมาใส่อีกครั้ง ทั้งเหม็นคาว ทั้งกลัวว่าหน้าจะแพ้ยาแก้โรคต่าง ๆ ที่หยดลงไปในน้ำจนเป็นสีฟ้า แล้วยังเสื้อเชิร์ตสีครีมก็เลอะสีฟ้าของน้ำยาเป็นจุด ๆ (ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้)<br />
<span id="more-18"></span><br />
“โอ๋ๆ แม่ขอโทษคะลูก แม่ไม่ควรเสียงดัง แม่ไม่ว่าหนูแล้วค่ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ”</p>
<p>ฉันขอสงบศึก แต่ลัคกี้ยังคงไม่ให้อภัย มันก้มหน้าก้มตาว่ายวนปรู๊ดปร๊าด ๆ ไปรอบ ๆ กาละมังราวกับกำลังวิ่งรอบวงโคจรของโลก มันไม่ว่ายข้ามฝั่ง แต่มันว่ายโดยเอาลำตัวข้างหนึ่งชิดกับผนังกาละมังทุกครั้งแล้วว่ายวนไปวนมา</p>
<p>“อยู่ในนี้ไปก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวเย็นนี้แม่จะไปซื้อบ้านสวย ๆ มาให้หนู”</p>
<p>ลัคกี้ค่อยสงบลง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของฉัน ฉันเรียกมันว่า”ลูก” ก็เพราะว่าฉันรู้สึกผูกพันกับมันตั้งแต่แรกเห็น เวทนาสงสารมันเหลือเกิน และฉันตั้งใจจะให้มันมีความสุขที่สุดก่อนตาย ลูกปลาผู้อาภัพเหมือนรู้ฐานะของตัวเอง มันค่อย ๆ ลดความเร็วลงและที่สุดก็ว่ายน้ำอย่างหงอยเหงาเซื่องซึมพลางแอบเหลือบตาขึ้นมองดูฉันเป็นระยะ ๆ ฉันหยอดอาหารเม็ดเล็กสำหรับลูกปลาที่หยิบมาจากบริษัทให้มันสี่ห้าเม็ด แต่มันกลับไม่ยอมขึ้นมากินอาหาร</p>
<p>“ทำไมไม่กินล่ะลูก ไม่หิวเหรอ กินหน่อยเถอะนะจะได้มีแรง หายป่วยไว ๆ อย่าให้แม่ต้อง<br />
ห่วงสิ แม่ต้องกลับไปทำงานก่อน ลูกพักผ่อนคนเดียวนะ แม่จะรีบกลับมาจ๊ะ”</p>
<p>ฉันก้มหน้ากระซิบกับเจ้าลัคกี้จนจมูกเกือบจะจรดน้ำ ลัคกี้คงตกใจที่เห็นยักษ์หน้ากลม ๆ แป้น ๆ ยื่นหน้าสีขาวซีดลงมา มันตกใจอีกครั้ง รีบว่ายไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้เป็นเป้านิ่ง ฉันรู้สึกโมโหนิด ๆ(เสียฟอร์ม) ที่มันไม่เข้าใจคำพูดของฉัน ไม่เข้าใจความรู้สึกผูกพันของฉันที่เริ่มก่อตัวขึ้น มันไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงขนาดไหนที่พามันกลับมาบ้านโดยที่พี่นกไม่ได้อนุญาติ ฉันทั้งเหนื่อย ทั้งหิว เพราะตั้งแต่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิดแถมยังต้องซิ่งมอเตอร์ไซค์หัวกระเซิงพามันกลับมาที่บ้าน แต่มันกลับทำท่ากลัวฉัน ไม่เชื่อฟังฉันที่สั่งให้มันกินอาหาร!</p>
<p>กาละมังใส่ลัคกี้ถูกวางไว้ใต้อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ นั่นเป็นที่เดียวที่สะดวกในการที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำเพื่อไม่ให้เลอะเทอะ การอยู่ที่คอนโดลำบากตรงพื้นที่จำกัดนั่นเอง</p>
<p>คอนโดของฉัน(ที่เช่าอยู่) อยู่ที่ปลายถนนหลังสวนต่อถนนสารสิน เป็นตึกเล็ก ๆ สีครีมสร้างเป็นแนวยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าลึกเข้าไปในซอยตรงข้ามธนาคารกสิกรไทยสาขาหลังสวน ท่ามกลางตึกหรูแถบถนนนั้น ตึกสูงเจ็ดชั้น มีห้องทั้งหมดประมาณห้าสิบห้อง ชั้นดาดฟ้าสร้างเป็นคอร์ทเทนนิสและลานออกกำลังกาย ห้องของฉันอยู่ชั้นที่สองติดฝั่งตะวันตก อากาศร่มเย็นอยู่เสมอ มองนอกหน้าต่างลงไปข้างล่างจะเห็นบ้านผู้มีอันจะกินแถบหลังสวนทั้งสิ้น จึงเป็นภาพบ้านเก่าหลังใหญ่รายล้อมด้วยบ้านเล็กบ้านน้อย และต้นไม้เก่าแก่ต้นใหญ่ ๆ ซึ่งสวยงามและมีคุณค่ามากสำหรับฉัน</p>
<p>ฉันเลือกเช่าที่นี่ตั้งแต่สี่ปีที่แล้วหลังจากที่เดินสำรวจคอนโดทุกแห่งตลอดถนน(แทบลมจับกับราคาค่าเช่า) ฉันพอใจที่นี่มากที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะราคาค่าเช่าที่สมเหตุสมผลสำหรับพนักงานบริษัทธรรมดา ๆ อย่างฉัน แต่ด้วยชั้นบนสุดคือชั้นที่เจ็ดเป็นที่อยู่ของเจ้าของคอนโดและผู้ที่ดูแลคอนโดคือคนในครอบครัวของเจ้าของ เจ้าของเลือกที่จะสร้างคอนโดเล็ก ๆ เพื่อกลุ่มลูกค้าที่เป็นมนุษย์เงินเดือนเช่นฉัน เขาจะสร้างใหญ่โตสูงยี่สิบสามสิบชั้นก็ได้ แต่เขาไม่ต้องการ เขาพอใจที่จะทำธุรกิจเล็ก ๆ เพื่อสนองพระราชดำริเศรษฐกิจแบบพอเพียงมากกว่า</p>
<p>แต่กว่าจะเช่าได้ก็ไม่หมูหรอกนะคะ ฉันต้องออดอ้อนผู้จัดการคอนโดเพื่อที่จะได้ราคาค่าเช่าที่พิเศษสำหรับหญิงสาวโสดที่จะไม่ทำความรำคาญให้ผู้เช่าผู้อื่น จะไม่มีวันเบี้ยวค่าเช่า อีกทั้งจะจ่ายค่าเช่าตรงเวลาเป๊ะ ๆ หว่านล้อมเธออยู่ครึ่งค่อนวันฉันก็สมใจ ผู้จัดการใจอ่อนยอมลดราคาให้ฉันถึงเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ สำหรับห้องสตูดิโอ ซึ่งรวมทุกห้องอยู่ในห้องเดียวบนพื้นที่กว่าห้าสิบตารางเมตร</p>
<p>เสร็จจากจัดการกับเจ้าลัคกี้ ฉันก็ต้องกระหืดกระหอบกลับเข้าบริษัทก่อนสิบเอ็ดโมงเล็กน้อย ระหว่างที่เดินไปที่โต๊ะทำงานก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จ้องมองมาทำให้ฉันรู้สึกกังวลใจ อันที่จริงไม่ต้องเดาฉันก็พอจะรู้ว่ามีเรื่องอะไร พี่นกคงจะโวยวายเรื่องเจ้าลัคกี้แล้วก็ขอให้นายลงโทษฉันแน่ ๆ แต่เป็นไงก็เป็นกัน !</p>
<p>“ยอมตายดีกว่ายอมทำบาป” เป็นคติพจน์ประจำใจของฉันที่ยึดถือมาตั้งแต่เรียนชั้นประถม ฉันจบจากโรงเรียนแม่ชี ซึ่งเน้นหนักในด้านการซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น จะต้องทำดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง สิ่งที่แถมมาด้วยก็คือความกล้าบ้าระห่ำ</p>
<p>พวกเรา หมายถึงฉันและเพื่อน ๆ เติบโตมาเป็นหญิงสาวที่มีความมั่นใจเป็นเลิศ ในเมื่อพวกเราใช้ชีวิตอยู่กันแต่ผู้หญิง ทุกอย่างเราทำกันเองได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะปีนโต๊ะหนังสือเพื่อติดของประดับห้องเรียนในช่วงเทศกาลต่าง ๆ ยก หรือ เคลื่อนย้ายสิ่งของหนัก ๆ ที่ปรกติหากเป็นโรงเรียนรวมชายหญิง งานเหล่านี้จะเป็นของนักเรียนชาย เราไม่เคยคิดว่าสติปัญญาของเราจะด้อยกว่าผู้ชายแม้สักนิด ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ฉันถูกปลูกฝังมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นไม่มีวันเสียหล่ะที่ฉันจะยอมให้ยายซี่โครงไก่มาตะคอกใส่หน้าฉันอีกเป็นครั้งที่สอง</p>
<p>ไม่ทันจะหย่อนตัวลงบนเก้าอี้ทำงาน โทรศัพท์ที่โต๊ะก็ดังขึ้น ฉันรู้ว่าสายลับแจ๊ดคงจะมีอะไรเด็ด ๆ มารายงาน เมื่อตอนเดินเข้าบริษัทมาเธอไม่อยู่ที่เคาน์เตอร์ มีน้องดา พนักงานฝ่ายบุคคลมานั่งรับโทรศัพท์แทนและให้เผอิญน้องดาเป็นสุดซี้กับพี่นกซี่โครงไก่ ฉันจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เดินเชิดหน้าเข้ามาโดยไม่ทักทายเธอ</p>
<p>และอย่างที่คิด สายลับแจ๊ดโทรมาเล่าให้ฉันฟังว่าคล้อยหลังฉันไม่กี่นาที คุณซี่โครงไก่ก็เดินออกมาสำรวจปลาของเธอ เมื่อไม่เห็นก็โวยวายจนบริษัทแทบแตก เธอเข้าไปฟ้องนายใหญ่ โชคดีที่คุณสมเกียรติดักทางเธอไว้เรียบร้อยโดยการโทรศัพท์ไปเล่าเรื่องให้นายฉันฟังตั้งแต่ตอนเช้า ผลก็คือคุณซี่โครงไก่เดินหน้าเหี่ยวออกมาจากห้องนาย ท่ามกลางสายตาตำหนิจากเพื่อนพนักงานคนอื่น ๆ</p>
<p>ไม่มีใครทราบว่านายพูดอะไรกับเธอ แต่นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ฉันกับเธอก็ไม่เคยสื่อสารด้วยวาจากันอีกเลย ก็ในเมื่อเจอหน้ากันทีไรแม่เจ้าประคุณเล่นจิกตาจ้องมองฉันอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทำไมฉันจะต้องเข้าไปเสี่ยงกับผีดิบซี่โครงไก่ด้วยหล่ะ น่ากลัวจริง ๆ กึ๋ยส์&#8230;</p>
<p>ค่ำวันนั้น ลัคกี้ก็ได้บ้านใหม่เป็นตู้กระจกเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 81210 นิ้ว เป็นตู้ขนาดเล็กที่สุดในร้านตามงบประมาณคนเลี้ยง (รูดบัตรค่ะ) พื้นปูด้วยทรายเม็ดละเอียดประดับด้วยหินก้อนสีขาว มีขอนไม้เก่า ๆ ขนาดสั้น ๆ สีน้ำตาลดำติดดอกไม้พลาสติกสีส้มเหลืองวางอยู่กึ่งกลางตู้รายล้อมด้วยต้นไม้ปลอมสีเขียวสามพุ่ม เป็นตู้ปลาที่สวยงามน่าอยู่มาก ฝาตู้เป็นแบบอลูมิเนียมสีน้ำตาลบรอนซ์ติดไฟนีออนทำให้ดูสวยงามในเวลากลางคืน ฉันวางบ้านใหม่ของลัคกี้ไว้บนชั้นวางอ่างล้างจานติดหน้าต่างข้างซ้ายมือของห้องนอนของฉันเพราะที่ตรงนั้นสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำและมีปลั๊กไฟพอสำหรับเสียบสายออกซิเจนและไฟที่ตู้</p>
<p>อ่างดินที่พี่บัญชาบอกว่าเหมาะแก่การเลี้ยงปลาทอง สำหรับฉันแล้วยากแก่การหาซื้อในเวลานั้นเนื่องจากว่าไม่มีขนาดเหมาะกับลัคกี้ แต่ฉันเลือกตู้ใบนี้อยู่นานที่ร้านขายปลาชั้นใต้ดินของห้างเอ็มโพเรี่ยม เจ้าของร้านเป็นหญิงสาวกับสามีของเธอที่ใจดีตอบคำถามฉันทุกข้อโดยไม่แสดงอาการเบื่อหน่ายทำให้ฉันได้รับความรู้ใหม่เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาเสียเยอะ เธอยังแนะนำให้ฉันใส่น้ำแค่สามในห้าส่วนของความสูงของตู้เท่านั้น พอลัคกี้ปรับตัวได้แล้ว คือไม่ว่ายน้ำหัวทิ่ม หรือว่ายควงตีลังกา หงายท้อง จึงค่อย ๆ ใส่น้ำเพิ่มทีละน้อย ๆ ในภายหลังจนดูพอเหมาะสวยงาม เธอยังแนะนำให้ฉันซื้อน้ำยาฆ่าคลอรีนและอาหารเม็ดสำหรับลูกปลายี่ห้อดังจากญี่ปุ่นถุงใหญ่มาสำรองเอาไว้ รวมทั้งออกซิเจนเกล็ดที่จำเป็นสำหรับกรณีไฟฟ้าดับ</p>
<p>โดยปกติแล้ว การให้ออกซิเจนปลาจะทำโดยการใช้มอเตอร์เล็ก ๆ ปั่นพ่นออกซิเจนในอากาศลงไปในน้ำผ่านทางสายยางสีใส แต่บ้านเมืองเราไฟฟ้าดับบ่อยมาก ซึ่งเป็นอันตรายต่อปลาอย่างร้ายแรง จริง ๆ แล้วนั้น ปลาทองบางประเภทที่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กโดยไม่ใส่ออกซิเจน ก็สามารถอยู่ได้โดยไม่มีออกซิเจน แต่ปลาทองส่วนใหญ่ต้องการออกซิเจน บางครั้งไฟดับเพียงครึ่งชั่วโมงปลาทนไม่ได้ตายไปก็บ่อย ดังนั้น หากไฟฟ้าดับเราสามารถโปรยเจ้าออกซิเจนเกล็ดนี้ลงไปในน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับปลาได้ การให้ออกซิเจนปลาจะทำให้ปลามีสุขภาพดีและอายุยืนนาน จะได้อยู่เป็นเพื่อนที่น่ารักกับมนุษย์อย่างเราได้นานขึ้น</p>
<p>เจ้าของร้านแนะนำให้ฉันเปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ ช่วงใส่ยา คือ สองวันครั้งแต่เปลี่ยนน้ำเก่าออกแค่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์หรือครึ่งหนึ่ง เติมน้ำใหม่เข้าไปเท่าที่เอาออก หากเปลี่ยนน้ำใหม่ทั้งหมดปลาจะรู้สึกแปลกน้ำ บางครั้งมันปรับตัวไม่ได้ หรือเผอิญน้ำมีคลอรีนเข้มข้น ปลาอาจตายได้ โดยเฉพาะลูกปลา</p>
<p>ทันทีที่ปล่อยลัคกี้ลงไปในบ้านใหม่นั้น มันก็ว่ายน้ำไปมาอย่างตื่นเต้นแต่ยังคงมีทีท่าที่อ่อนแรง มันสำรวจตรวจตราบ้านใหม่หลังย่อมอย่างสนใจ ขณะว่ายน้ำไปปากก็ดูดทรายขึ้นมาอมเล่นจนแก้มทั้งสองข้างป่องแล้วพ่นทิ้งออกมาเป็นระยะ ๆ ราวกับว่ามันกำลังสบายใจ แต่ดวงตากลมโปนคู่นั้นก็ไม่วายแอบมองฉันอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ฉันมองการอมทรายแล้วพ่นทิ้งของมันด้วยความขบขัน ไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลาชอบอมทราย และยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของมันว่าทำแบบนั้นไปทำไม มันอมไปเคี้ยวเล่น หรืออมแล้วกลืนลงไปด้วย</p>
<p>“โน โน กินไม่ได้ลูกนั่นมันทรายนะ นี่คงจะหิวแล้วล่ะใช่มั๊ย “</p>
<p>ห้ามไม่ให้มันกินทรายเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย เวลานั้นฉันคิดว่ามันคงจะหิวจึงให้อาหารเม็ดคุณภาพสูงสำหรับลูกปลาที่พึ่งซื้อมาลงไปสี่เม็ด ตอนกลับเข้ามาในกาละมังไม่เห็นว่ามีอาหารที่ให้เมื่อเช้าเหลืออยู่ แสดงว่ามันกินอาหารหมดแล้วหลังจากฉันออกจากห้องไป</p>
<p>“แหม ทำเป็นเก่ง ต่อหน้าเราไม่ยอมกิน ที่แท้ก็หิวเหมือนกันแหล่ะนะ”</p>
<p>ฉันประชด คราวนี้ลัคกี้ทำตัวน่ารักมาก มันรีบว่ายน้ำเข้ามาฮุบอาหารเม็ดทั้งหมดนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วอ้าปากผะงาบ ๆ คล้ายกับจะขออาหารจากฉันอีก ฉันจึงใส่อาหารลงไปอีก สี่เม็ด ซึ่งก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นฉันแข็งใจไม่ยอมให้อาหารเพิ่มเพราะคุณหมอได้สั่งเอาไว้ว่าห้ามให้อาหารมากเกินไป เพราะปลาจะกินโดยไม่รู้จักอิ่ม และจะทำให้ปลาท้องแตกตายได้(จริง ๆ แล้วพี่ที่ร้านขายปลาบอกว่าให้แค่มื้อละสี่เม็ดก็พอ)</p>
<p>“กินเสร็จก็ต้องนอนแล้วนะ แต่ต้องใส่ยาก่อน จะได้หายไว ๆ ไงคะ หมอบอกว่าจะคันหน่อยนะ”</p>
<p>ฉันหยิบขวดยาจะหยดน้ำยาแก้โรคจุดขาวลงไปตามที่คุณหมอสั่งไว้ ตามองสำรวจตรวจตราดูจุดขาวที่ตัวลัคกี้ สงสัยว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ทันใดนั้นฉันสังเกตเห็นมีจุด ๆ หนึ่งที่ใหญ่กว่าเพื่อนใหญ่ประมาณครึ่งเซนติเมตร เป็นสีขาวฟูฟ่องมีเส้นใยขาวใสกระจายขึ้นมาเหมือนสำลีพลิ้วน้ำ</p>
<p>“มันอะไรกันนี่?”</p>
<p>ความอยากรู้ปนความรู้สึกรำคาญที่เห็นมันมีลักษณะเหมือนเชื้อราขึ้นขนมปังทำให้ฉันตัดสินใจ ล้วงมือลงไปจับเจ้าลัคกี้มาใส่กาละมังสีชมพูเดิมของมัน ใช้สองมือโอบตัวลัคกี้ไว้ก้มหน้าลงไปดูใกล้ ๆ ยังคงไม่หายสงสัย ฉันอยากจะรู้ว่าหากเอาเจ้าสีขาว ๆ นี้ออกมาจะทำให้ลัคกี้ดีขึ้นหรือเปล่า เหมือนกับคนเวลามีแผลเป็นน้ำหนอง หากบ่งหนองออก บีบออก ล้างแผลให้สะอาดทายา จะหายเร็ว มือไวกว่าความคิด ฉันใช้ปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ค่อย ๆ ดึงเจ้าจุดขาว ๆ นั้นขึ้นมา แต่มันติดกับลัคกี้แน่น ลัคกี้จึงดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่ในอุ้งมือฉัน</p>
<p>“เหนียวแฮะ”</p>
<p>แปลก? มันไม่ใช่แผลซักหน่อย มันเป็นเหมือนเกล็ดปลาที่เกาะติดกับลำตัวลัคกี้อย่างเหนียวแน่น ไม่รู้ล่ะในเมื่อมันไม่ใช่เกล็ดปลา มันก็ต้องเป็นสิ่งแปลกปลอมต่อลัคกี้ ฉันต้องช่วยมัน ลัคกี้ยังคงดิ้นไปดิ้นมาอย่างรำคาญ ฉันไม่สนใจที่มันทำให้น้ำกระเด็นเลอะใบหน้าอีกเหมือนเดิม ตั้งหน้าตั้งตาค่อย ๆ แงะเจ้าสิ่งนั้นอย่างเบามือเพราะกลัวว่าจะทำให้ลัคกี้เจ็บ ในที่สุดมันก็ถูกฉันงัดแงะออกมาจนได้</p>
<p>มันมีรูปร่างเหมือนเกล็ดปลา สีขาวใส ฉันสังเกตดูอย่างสนใจ หรือว่าเป็นเกล็ดเจ้าลัคกี้ แต่ไม่น่าจะใช่เพราะมันแทรกอยู่ที่เกล็ดต่างหาก แต่เอ๊ะ! มันมีตาสองตา! มันกำลังหายใจ!</p>
<p>“อะไรเนี่ยะ อี๋ย์!”</p>
<p>ฉันสะบัดไอ้สัตว์ประหลาดทิ้งลงไปในถังขยะอย่างรวดเร็ว รู้สึกขยะแขยงมาก มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างและสีคล้ายเกล็ดปลา แต่มันหนากว่า และฉันแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไป มันมีจุดดำสองจุดเหมือนดวงตา ที่ร้ายที่สุดคือ มันหายใจเข้าออกอย่างเห็นได้ชัด ฉันคิดว่ามันคงจะเป็นเชื้อโรคตัวใหญ่ น่าเกลียดจริงๆ</p>
<p>ฉันรีบจับลัคกี้ใส่ลงไปในตู้ที่มีน้ำสีฟ้าอ่อนจากยาฆ่าเชื้อโรค มันว่ายไปเอาสีข้างถูกับก้อนหิน ต้นไม้ และผนังตู้ บางครั้งก็ว่ายลงไปชนกับทรายที่พื้นตู้ มันคงคันมาก ฉันรีบหยดยาฆ่าเชื้อโรคลงไปในน้ำสองหยด หยดไปก็กังวลไปว่าจะมากไปหรือน้อยไป เพราะฉันกะปริมาณน้ำไม่ค่อยเป็น แต่เพื่อความปลอดภัย ฉันหยดเอาน้อยไว้ก่อน เพราะถ้ามากไปปลาอาจน๊อคยาตายได้อีกเช่นกัน คุณหมอบอกว่าให้หยดเช้าเย็นและจะต้องหยดไปอีกห้าวันจนกว่าจะหาย พอฉันจ่อมือลงไปเหนือน้ำแล้วบีบขวดน้ำยาเพื่อที่จะหยดยาลงไป เจ้าลัคกี้ก็อ้าปากพุ่งขึ้นมาใกล้ผิวน้ำเพราะเข้าใจผิดว่าฉันจะให้อาหารเพิ่ม เฮ้อ! ป่วยแล้วยังตะกละอีกนะ แต่ฉันดีใจที่เห็นมันกินได้ เพื่อที่ร่างกายจะได้แข็งแรงขึ้น ถ้ามันยังคงนอนนิ่งไม่ว่ายน้ำ ไม่กินอาหาร นั่นล่ะ อันตราย!</p>
<p>“อย่าตะกละลูก เดี๋ยวปวดท้องนะ นอนได้แล้ว แม่ก็จะอาบน้ำนอนแล้วล่ะ ราตรีสวัสดิ์จ๊ะ”</p>
<p>ลัคกี้มีสีหน้าผิดหวังเมื่อไม่พบอาหาร มันยังคงอ้าปากพะงาบ ๆ ลอยตัวใกล้ผิวน้ำอยู่อีก ฉันแอบดูอยู่ที่ประตูห้องนอน สักพักอดทนไม่ได้ก็ใจอ่อน ออกมาหยิบถุงอาหารเพิ่มให้มัน</p>
<p>“เอ้า สองเม็ดพอนะ” หยอดอาหารลงไปอีกสองเม็ดแล้วก็หมดในพริบตา</p>
<p>“พอแล้ว ๆ นอน ๆ “ ฉันตัดสินใจปิดไฟที่ฝาตู้เพื่อให้ลัคกี้เข้าใจว่านี่ตอนกลางคืนต้องนอน</p>
<p>พอไม่มีแสงสว่างจากดวงไฟเหนือน้ำ และฉันก็เข้าห้องนอนเงียบไปไม่ออกมาดูมัน ลัคกี้คงแน่ใจว่าไม่มีทางได้กินอาหารเพิ่มอีกแน่ จริง ๆแล้วฉันแอบอยู่ที่ประตูคอยสังเกตอาการมันด้วยความเป็นห่วง มองออกมาเห็นมันว่ายไปมาช้า ๆ อย่างรอคอย ตาคอยมองมาทางประตูห้องของฉันเป็นระยะ ๆ แต่ในที่สุดก็สงบนิ่งอยู่บนผืนทรายใกล้ก้อนหินก้อนใหญ่ที่มุมซ้ายของตู้ ซึ่งเป็นมุมที่มองมาเห็นห้องของฉันชัดเจน แล้วมันก็ผลอยหลับไป&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=18</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 3 ปฎิบัติการลับสุดยอด &#8220;อุ้มสายฟ้าแลบ&#8221;</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=15</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=15#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 16:42:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=15</guid>
		<description><![CDATA[

“กริ๊ง!!!”
เสียงนาฬิกาปลุกลั่นกระทบโสตประสาทอันอ่อนระทวยของฉัน “หกโมงแล้ว!!!”          
ก่อนจะผล็อยหลับไปตอนตีสองของคืนนั้น ฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะแตกหักกับพี่นก จะไม่เกรงใจเธออีกต่อไป ระหว่างการช่วยชีวิตกับการอยู่เฉยมองดูพวกมันตายไป ฉันเลือกที่จะช่วยชีวิตพวกมัน
ฉันไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วที่จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องผ่านไปด้วยความขลาดไม่กล้าจะลุกขึ้นมาสู้ แล้วมาเสียใจไม่สบายใจในภายหลังว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ฉันจึงเตรียมถังน้ำใบกะทัดรัด(ปกติใช้สำหรับใส่น้ำถูบ้านค่ะ) พร้อมฝาปิดระร่ำระลักมาบริษัทแต่เช้าเพราะเป็นห่วงลูกปลาป่วยพวกนั้น รีบมาบริษัทก่อนพี่นก ตั้งใจว่าจะเอาปลาทั้งหมดออกมาจากตู้ใส่น้ำใหม่ในถังน้ำแล้ว ฉันจะพาพวกมันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา
เมื่อคืนเป็นห่วงพวกมันมากจนแทบจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปทั้งคืน ฉันรู้สึกกลุ้มใจเพราะสงสารพวกมันเหลือเกิน สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รอดกัน
ประสบการณ์ความสะเทือนใจในวัยเด็กยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ที่บ้านฉัน พี่ชายเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เยอะและพวกมันล้วนตายท่าเดียวกันคือ หงายท้องตีลังกา ฉันกับพี่ชายขอร้องให้แม่พาพวกมันไปหาหมอ แต่แม่ของฉันบอกว่าไม่มีประโยชน์ปลาหาหมอไม่ได้ ยังไงก็ต้องตาย จำได้ว่าสองตัวสุดท้ายฉันเป็นคนนั่งประคองมันให้คว่ำหน้าลงตามปกติ ค่อยๆ ใช้สองมือพยุงปลาป่วยใกล้ตายสองตัวให้ว่ายไปมาเพราะคิดว่ามันแค่ไม่มีแรง หากฉันช่วยให้มันว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าตามปกติได้มันคงจะหายป่วย แต่พอฉันปล่อยมือ มันก็พากันหงายท้องตามเดิม แล้วฉันก็จะประคองมันให้คว่ำกลับมาอีก 

ฉันนั่งทำอย่างนั้นอยู่ทั้งวันแล้วก็เริ่มร้องไห้ไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าพวกมันต้องเจ็บปวดมาก ๆ สุดท้าย ไม่ว่าฉันจะจับมันคว่ำอย่างไร หรือแตะตัวมันที่บริเวณไหน มันก็ไม่ขยับตัว ไม่หนีแม้เวลาฉันเอานิ้วไปลองดันเบา ๆ ที่บริเวณดวงตาของมัน ซึ่งปกติมันจะต้องรีบส่ายหัวหลบทันที
พอมันหยุดว่ายน้ำหยุดเคลื่อนไหว แม่ก็บอกฉันว่ามันตายแล้ว พี่ชายของฉันแอบร้องไห้อยู่บนห้องนอนไม่ลงมาดูเลย แรก ๆ ฉันไม่เข้าใจถึงคำว่าตายแน่ชัดนัก ฉันไม่ยอมให้แม่เอามันไปฝัง ฉันบอกแม่ว่ามันคงจะหลับเพราะเหนื่อย พรุ่งนี้มันอาจจะตื่นขึ้นมา แม่ยอมตามใจฉันเพื่อจะให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง
ทันทีที่ลุกจากเตียงในเช้าวันถัดมา ความคิดแรกของฉันก็คือเจ้าสองตัวนั่น ฉันวิ่งปรู๊ดลงจากห้องนอนมาดูที่ตู้ปลา ก็พบพี่ชายนั่งรออยู่แล้ว ส่วนเจ้าสองตัวนั้นนอนลอยน้ำตัวบวมอืดแข็งทื่อและก็มีกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน ฉันค่อย ๆ บรรจงตักมันแต่ละตัวขึ้นมา ไม่ได้รังเกียจกลิ่นเหม็นอะไรเลย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="center">
<p align="center"><strong></strong></p>
<p>“กริ๊ง!!!”</p>
<p>เสียงนาฬิกาปลุกลั่นกระทบโสตประสาทอันอ่อนระทวยของฉัน “หกโมงแล้ว!!!”          </p>
<p>ก่อนจะผล็อยหลับไปตอนตีสองของคืนนั้น ฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะแตกหักกับพี่นก จะไม่เกรงใจเธออีกต่อไป ระหว่างการช่วยชีวิตกับการอยู่เฉยมองดูพวกมันตายไป ฉันเลือกที่จะช่วยชีวิตพวกมัน</p>
<p>ฉันไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วที่จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องผ่านไปด้วยความขลาดไม่กล้าจะลุกขึ้นมาสู้ แล้วมาเสียใจไม่สบายใจในภายหลังว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ฉันจึงเตรียมถังน้ำใบกะทัดรัด(ปกติใช้สำหรับใส่น้ำถูบ้านค่ะ) พร้อมฝาปิดระร่ำระลักมาบริษัทแต่เช้าเพราะเป็นห่วงลูกปลาป่วยพวกนั้น รีบมาบริษัทก่อนพี่นก ตั้งใจว่าจะเอาปลาทั้งหมดออกมาจากตู้ใส่น้ำใหม่ในถังน้ำแล้ว ฉันจะพาพวกมันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา</p>
<p>เมื่อคืนเป็นห่วงพวกมันมากจนแทบจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปทั้งคืน ฉันรู้สึกกลุ้มใจเพราะสงสารพวกมันเหลือเกิน สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รอดกัน</p>
<p>ประสบการณ์ความสะเทือนใจในวัยเด็กยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ที่บ้านฉัน พี่ชายเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เยอะและพวกมันล้วนตายท่าเดียวกันคือ หงายท้องตีลังกา ฉันกับพี่ชายขอร้องให้แม่พาพวกมันไปหาหมอ แต่แม่ของฉันบอกว่าไม่มีประโยชน์ปลาหาหมอไม่ได้ ยังไงก็ต้องตาย จำได้ว่าสองตัวสุดท้ายฉันเป็นคนนั่งประคองมันให้คว่ำหน้าลงตามปกติ ค่อยๆ ใช้สองมือพยุงปลาป่วยใกล้ตายสองตัวให้ว่ายไปมาเพราะคิดว่ามันแค่ไม่มีแรง หากฉันช่วยให้มันว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าตามปกติได้มันคงจะหายป่วย แต่พอฉันปล่อยมือ มันก็พากันหงายท้องตามเดิม แล้วฉันก็จะประคองมันให้คว่ำกลับมาอีก <br />
<span id="more-15"></span><br />
ฉันนั่งทำอย่างนั้นอยู่ทั้งวันแล้วก็เริ่มร้องไห้ไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าพวกมันต้องเจ็บปวดมาก ๆ สุดท้าย ไม่ว่าฉันจะจับมันคว่ำอย่างไร หรือแตะตัวมันที่บริเวณไหน มันก็ไม่ขยับตัว ไม่หนีแม้เวลาฉันเอานิ้วไปลองดันเบา ๆ ที่บริเวณดวงตาของมัน ซึ่งปกติมันจะต้องรีบส่ายหัวหลบทันที</p>
<p>พอมันหยุดว่ายน้ำหยุดเคลื่อนไหว แม่ก็บอกฉันว่ามันตายแล้ว พี่ชายของฉันแอบร้องไห้อยู่บนห้องนอนไม่ลงมาดูเลย แรก ๆ ฉันไม่เข้าใจถึงคำว่าตายแน่ชัดนัก ฉันไม่ยอมให้แม่เอามันไปฝัง ฉันบอกแม่ว่ามันคงจะหลับเพราะเหนื่อย พรุ่งนี้มันอาจจะตื่นขึ้นมา แม่ยอมตามใจฉันเพื่อจะให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง</p>
<p>ทันทีที่ลุกจากเตียงในเช้าวันถัดมา ความคิดแรกของฉันก็คือเจ้าสองตัวนั่น ฉันวิ่งปรู๊ดลงจากห้องนอนมาดูที่ตู้ปลา ก็พบพี่ชายนั่งรออยู่แล้ว ส่วนเจ้าสองตัวนั้นนอนลอยน้ำตัวบวมอืดแข็งทื่อและก็มีกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียน ฉันค่อย ๆ บรรจงตักมันแต่ละตัวขึ้นมา ไม่ได้รังเกียจกลิ่นเหม็นอะไรเลย ลองเอานิ้วมือไปแตะที่ตัวมันค่อย ๆ ก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบ แข็งทื่อ ลองแตะที่ตาของมันเผื่อว่ามันจะขยับตาหลบเหมือนปรกติที่ฉันชอบแกล้งมัน แต่คราวนี้มันไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ตาเป็นสีขาวขุ่นมัวไม่มีความรู้สึกอะไร</p>
<p>เมื่อนั้นฉันจึงจำนนต่อความเป็นจริงที่ว่าพวกมันตายหมดแล้ว พี่ชายกับฉันช่วยกันขุดหลุมฝังพวกมันสองตัวที่สนามหญ้าหน้าบ้านบริเวณเดียวกับเพื่อนตัวอื่น ใต้ต้นลั่นทมต้นใหญ่ซึ่งกำลังออกดอกขาวสวยบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ชื่นใจ</p>
<p>แหล่ะนั่นคือครั้งแรกที่ฉันเข้าใจความหมายของคำว่า “ตาย” และฉันรู้วิธีจัดการตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นบ้าร้องไห้ไปทั้งวันด้วยการตัดใจหยุดคิดถึงพวกมันเสีย แล้วออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ เพื่อให้ลืมเรื่องเศร้านี้เสีย ฉันคงไม่ประสบความสำเร็จนักเพราะจนบัดนี้ฉันยังคงมีอาการที่เพื่อน ๆ พากันเรียกว่า ”เศร้าเกินเหตุ” มาจนโต มีบางครั้งที่หวนนึกกลับไป หากแม่พาพวกปลาเหล่านั้นไปหาหมอในตอนนั้น พวกมันจะรอดชีวิตมาบ้างไหมหนอ เป็นคำถามที่ค้างคาใจฉันจนกระทั่งบัดนี้</p>
<p> </p>
<p> </p>
<p>เพียงฝ่ามือขวาสัมผัสประตูกระจกของบริษัทอันเย็นยะเยือก ฉันก็รู้สึกเสียววูบเข้าไปในหัวใจ กลิ่นไอแห่งความโศกเศร้าคืบคลานเข้ามาอย่างน่าสงสัย</p>
<p>&#8230;ไม่มีเจ้าสามตัวน้อยที่อาการสาหัสเมื่อวานนี้ คงเหลือแต่เจ้าลัคกี้ว่ายไปมาอย่างช้า ๆ อ่อนแรง มันว่าย&#8230;หยุด&#8230;ว่าย&#8230;แล้วหยุด อย่างเหนื่อยล้า ลำตัวเริ่มมีจุดสีขาวเกาะเหมือนเพื่อนของมันแล้ว ฉันใจหายวูบในทันที</p>
<p> </p>
<p>            “มี่ มันตายไปสามตัวจ๊ะ พี่เอาไปทิ้งขยะแล้ว ตัวนี้ไม่รู้จะรอดหรือเปล่า” พี่แจ๊ดผู้แสนดีอีกเช่นเคยที่มาทำงานเช้ากว่าคนอื่น</p>
<p>ฉันรู้สึกเข่าอ่อน ค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งลงข้างตู้ปลา สะอื้นเบา ๆ&#8230;</p>
<p>มันเกิดขึ้นอีกแล้วกับความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัย ฉันควรจะจัดการทุกอย่างไปตั้งแต่เมื่อวาน ฉันควรจะพามันไปหาหมอตั้งแต่เห็นมันมีอาการ แต่ฉันไม่ทำอะไรเพราะความที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโตว่า ไม่ให้ยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ว่าถูกหรือผิด แต่ฉันปล่อยให้สิ่งมีชีวิตน้อย ๆ ถึงสามชีวิตด้วยกันเจ็บปวดจนตาย  ถ้าเพียงฉันเข้มแข็งกว่านี้อีกสักนิด เมื่อวานยืนยันกับพี่นกว่าจะต้องเอาพวกมันออกจากตู้ ใส่น้ำใหม่ หรือพาไปหาหมอในทันที พวกมันก็คงจะไม่ตาย</p>
<p>พี่แจ๊ดปล่อยให้ฉันร้องไห้ไปเงียบ ๆ เพราะรู้นิสัยของฉันดี</p>
<p>หลังจากควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว ฉันลงมือรองน้ำก๊อกจากห้องครัวใส่ถังที่เตรียมมา หยดน้ำยาฆ่าคลอรีนลงไปนิดหนึ่งเพื่อให้น้ำไม่เป็นอันตรายสำหรับปลา ปกติแล้วน้ำจากท่อประปาของเราจะมีคลอรีนปนอยู่ซึ่งมักจะเป็นอันตรายกับปลาทุกประเภท</p>
<p>หากไม่ได้ใช้น้ำที่รองไว้ในโอ่ง หรือ ถังเก็บน้ำ คนเลี้ยงปลาควรจะต้องพักน้ำไว้หนึ่งคืนเสมอก่อนที่จะนำมาเปลี่ยนใส่ให้ปลา เพื่อให้คลอรีนในน้ำซึ่งอันตรายกับปลาสลายไป หรือหากไม่สะดวกที่จะพักน้ำ ปัจจุบันมียาฆ่าคลอรีนขายตามร้านขายปลาทั่วไป เพียงหยดน้ำยาลงไปในน้ำตามปริมาณที่กำหนดไว้ที่ฉลากข้างขวด ทิ้งไว้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คลอรีนในน้ำก็จะถูกสลายไปจนปลอดภัยสำหรับปลา ลัคกี้ยังเล็กนัก ฉันกลัวว่าจะแพ้ยาฆ่าคลอรีน อีกทั้งบริษัทของฉันอยู่ชั้นสูงน้ำที่ถูกสูบขึ้นมาใช้จึงได้มีการพักในถังพักน้ำอยู่แล้ว น้ำจึงน่าจะปลอดภัย แต่เพื่อความไม่ประมาท ฉันจึงใส่น้ำยาลงไปสองหยด</p>
<p>ระหว่างรอให้คลอรีนสลายตัว ฉันเข้าไปมองลัคกี้ใกล้ ๆ กระซิบบอกมันว่า</p>
<p> “ไปอยู่กับแม่นะลูกนะ แม่จะเลี้ยงลูกเอง ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ อดทนหน่อยเดี๋ยวกลับบ้านกับแม่”</p>
<p>แต่ลัคกี้กลับว่ายน้ำหนีฉันเข้าไปด้านในตู้ มันคงไม่ไว้วางใจใครอีกแล้ว ในเมื่อมันไม่เข้าใจว่าความเจ็บปวดที่ได้รับ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และเพื่อน ๆ ของมันหายไปไหน ทำไมพี่แจ๊ดถึงจับเพื่อนของมันทั้งสามตัวไป ฉันสงสัยเหลือเกินว่า มันจะเข้าใจคำว่า “ตาย” หรือไม่</p>
<p>มันคงหมดความศรัทธาในตัวมนุษย์เสียแล้ว เพราะฉันหยอดอาหารเม็ดลงไปให้ มันกลับไม่ยินดียินร้าย ไม่ยอมว่ายขึ้นมาฮุบอาหารเหมือนปกติ มันว่ายช้า ๆ ไปนอนข้าง ๆ เครื่องกรองน้ำตรงบริเวณที่มีท่อพ่นออกซิเจนพ่นออก บางครั้งพลิกตัวเข้าคลุกกับทราย และเอาสีข้างถูกับก้อนหิน แต่ส่วนใหญ่มันนอนนิ่ง ดวงตากลมหลุกไปหลิกมาอย่างระแวงภัย ความอิดโรยและการไม่ยอมกินอาหารของมันทำให้ฉันปวดร้าวใจ&#8230;</p>
<p> </p>
<p>เหมือนดั่งสวรรค์แกล้ง พี่นกเดินเข้ามาตอนที่ฉันกำลังโยงโย่โยงย่กเขย่งเท้าใช้ขันน้ำล้วงลงไปในตู้ปลาพยายามตักเจ้าลัคกี้ขึ้นมาจากตู้พอดิบพอดี ฉันสะดุ้งตกใจจนขันแทบหลุดจากมือ พอเธอเห็นท่าตักปลาของฉัน เธอก็ถลึงตาใส่แล้วตวาดแว้ด</p>
<p>“ทำอะไร้!!!”</p>
<p>ฉันเงียบ แปลกแต่จริง ณ วินาทีนั้นความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ ฉันกลับไม่สนใจพี่นก ค่อย ๆ เทเจ้าลัคกี้ลงในถังน้ำ ปิดฝาแล้วหันมาเผชิญหน้ากับเธอ</p>
<p> “ปลาตายไปสามตัวจ๊ะคุณนก ตัวนี้มี่เค้าเลยจะขอคุณนกเอากลับบ้านไปเลี้ยงนะจ๊ะ  คุณนกให้น้องเค้าเถอะนะ”</p>
<p>พี่แจ๊ดรีบพูดเมื่อเห็นพี่นกทำท่าจะแย่งถังใส่ลัคกี้ที่ฉันยืนคุมเชิงอยู่</p>
<p> “ก็บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร ทำไมยุ่งกันจัง” ตวาดด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว</p>
<p>“ไม่เป็นไรได้ไง ไอ้สามตัวเมื่อวานตายหมดแล้วนะคุณนก ตัวนี้เดี๋ยวก็ตายเหมือนกันหรอก” </p>
<p>พี่แจ๊ดขึ้นเสียงเล็กน้อย แบบกล้า ๆ กลัว ๆ พี่นกเป็นเลขานาย ไม่มีใครอยากมีปัญหากับเธอ</p>
<p>ฉันยังคงยืนเม้มปากเงียบ ใช้ความพยายามควบคุมความโกรธของตัวเอง เพราะมันวิ่งแล่นแน่นอยู่ในอกจนเกือบจะระเบิดออกมา การอยากฆ่าคนเป็นอย่างไรฉันรู้ซึ้งดีในเวลานั้น</p>
<p>“จะตายก็ช่างหัวมันสิ มันเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว มี่เธอเอามันใส่กลับไปในตู้เดี๋ยวนี้เลยนะจะตายก็ให้มันตายในตู้นั่นแหล่ะ มันปลาของชั้นนะ”</p>
<p>“คุณนกทำไมคุณดื้อจัง ให้น้องเค้าไปเถอะ ถือว่าเอาบุญ” พี่แจ๊ดยังอุตส่าห์ตื้อเพื่อช่วยฉัน</p>
<p>“เธอว่าชั้นทำบาปเหรอ มันตัวละสิบบาทเอง มันอาจจะเป็นพันธ์ไม่ดีตั้งแต่ฟาร์มแล้ว อ่อนแอตั้งแต่แรกถึงเวลาตายของพวกมันแล้ว เกี่ยวอะไรกับชั้น” คนหน้าตาสวยจีบปากจีบคอพูด</p>
<p> </p>
<p>“มีอะไรกันแจ๊ด”</p>
<p>ฟ้ามีตาเป็นเรื่องจริง!!! ขณะที่สถานการณ์กำลังขมึงเกลียวอยู่นั้น คุณสมเกียรติ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลซึ่งพึ่งมาถึงเข้ามาถาม เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของทุกคน คุณสมเกียรติเป็นเจ้านายที่ดี แม้ว่าจะมีตำแหน่งสูงกว่าแต่ก็ให้เกียรติลูกน้องทุกคนเสมอ พอเห็นคุณสมเกียรติ ฉันกับพี่แจ๊ดรู้สึกเหมือนเห็นแสงจากสวรรค์</p>
<p>“คุณสมเกียรติมาก็ดีแล้ว มี่เค้าจะเอาปลาของนกไปเลี้ยง นกไม่ให้ แต่เค้าไม่ฟัง ดูสิคะเอากระป๋องมาใส่หน้าตาเฉย”</p>
<p>“ปลามันป่วยตายหมดเลยคุณสมเกียรติ เมื่อเช้ามาก็ลอยตุ๊บป่องสามตัว เหลือตัวนี้น้องเค้าสงสารค่ะ เค้าว่าตู้มันมีเชื้อโรคจะขอเอากลับไปรักษาที่บ้าน แต่คุณนกไม่ยอม” พี่แจ๊ดช่วยฉันอีก</p>
<p>“ก็ดีแล้วนี่คุณนก ผมก็ว่าตู้ต้องมีเชื้อโรคแน่ ๆ ให้น้องมันไปเถอะไหน ๆ ดูท่าก็จะไม่รอดอยู่แล้วนี่ แล้วถ้าเผื่อมันรอดก็ถือว่าบุญของมัน”</p>
<p>“แต่นกไม่ให้! อยู่ที่นี่มันก็อาจจะรอดก็ได้ มี่เธอเอามันใส่กลับไปเลยนะ อย่ายุ่งกับของ ๆ ชั้น”</p>
<p>พูดแล้วสะบัดหน้าพรืดเข้าไปในบริษัท คุณสมเกียรติกับพี่แจ๊ดส่ายหน้าอย่างระอา คุณสมเกียรติหันมาพูดกับฉัน</p>
<p>“มี่เอาปลากลับไปเลย ทางคุณนกพี่จะจัดการให้เอง แต่เช้านี้มีนัดลูกค้าหรือเปล่าล่ะ ถ้าไม่มีนัด เอาปลากลับไปบ้านก่อนก็ได้ บ้านอยู่ใกล้ ๆ นี่ใช่มั๊ย แล้วจะเลี้ยงได้เหรอ มีตู้หรือเปล่า” </p>
<p>“เลี้ยงได้แน่นอนค่ะพี่ มี่กะว่าเลิกงานแล้วจะไปซื้อตู้ที่เอ็มโพเรี่ยมเย็นนี้ แต่ว่ามี่ต้องพาเค้าไปหาหมอที่จุฬาค่ะ ตั้งใจว่ายังไงก็จะต้อง พยายามช่วยเค้าให้ถึงที่สุด”</p>
<p>ฉันรีบพรีเซ็นต์แผนเร่งด่วนที่คิดไว้</p>
<p>“เออ &#8230;เออ&#8230;รีบไปเถอะ เดี๋ยวเจ้าแม่ออกมาเจอ จะยุ่งอีก” คุณสมเกียรติรีบไล่</p>
<p> </p>
<p>การเดินทางจากบริษัทไปโรงพยาบาลจุฬาใช้เวลาเพียงไม่ถึงสิบนาทีด้วยบริการพี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างข้างตึก ฉันรู้ดีว่าต้องรีบทำเวลาเพราะปลาทองมักต้องอาศัยออกซิเจนและทนอยู่ในน้ำที่ไม่มีสายออกซิเจนอยู่ได้ไม่เกินครึ่งชั่วโมง มีข้อยกเว้นว่า ปลาทองที่ถูกเลี้ยงจากฟาร์มที่ไม่ใส่ออกซิเจนก็อาจจะอาศัยในน้ำธรรมดาได้ ซึ่งฉันคิดว่าลัคกี้ก็อยู่ในประเภทเด็กที่เกิดมาไม่ได้สุขสบายนัก จึงมีความอึดมากกว่าตัวอื่น ๆ</p>
<p>คุณหมอที่ตรวจเจ้าลัคกี้ เป็นชายหนุ่มหน้าตี๋ ดีนะที่ไม่ใส่แว่นไม่งั๊น ครบสูตร”ด๊อกเตอร์” คุณหมอหน้าเด็กผู้แสนใจดีไม่ได้ตื่นเต้นตกใจเหมือนฉันเลย และไม่ได้ทำอะไรกับลัคกี้สักนิด คุณหมอแค่มองซ้าย มองขวาเล็กน้อยแล้วก็ทักทายลัคกี้</p>
<p>“สวัสดีเจ้าตัวน้อย เป็นอะไรมาล่ะ ไหนขอหมอดูหน่อยสิ ไม่ต้องกลัวนะครับ เดี๋ยวหมอใส่ยาให้เดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว”</p>
<p>ลัคกี้ตกใจ ว่ายน้ำหนีหมอ ไปมา เหมือนเด็ก ๆ ที่ไม่อยากหาหมอ กลัวโดนฉีดยา</p>
<p>หลังจากสัมภาษณ์ฉันเบื้องต้น คุณหมอก็วินิจฉัยอาการลัคกี้ว่าเป็น “โรคจุดขาว” และเริ่มจะเป็น “โรคตัวเปื่อยหางเปื่อย” ซึ่งเป็นยอดนิยมของโรคปลา เมื่อเห็นหน้าเอ๋อ ของฉัน คุณหมอก็กรุณาอธิบายเพิ่มเติมว่า</p>
<p>“โรคจุดขาว” ที่เจ้าลัคกี้และเพื่อน ๆ เป็น รวมถึงคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาเทวดารุ่นก่อน ๆ พากันตายจนหมดนั้น เรียกอีกอย่างว่า “อิ๊ค” ซึ่งเกิดจากเชื้อโปรโตซัวที่รู้จักกันในชื่อว่าอิ๊ค เป็นเชื้อโรคที่เติบโตได้ในช่วงหน้าหนาว หรือ เมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำมาก ปกติปลาทองจะชอบอุณหภูมิประมาณ 20-25 องศา โรคนี้จะเจอกับปลาที่ถูกเลี้ยงในห้องแอร์และในตู้ปลาไม่ได้มีฮีทเตอร์ปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม หรือช่วงหน้าหนาวมาก ๆ ที่น้ำเย็นจัด</p>
<p>“ใช่จริง ๆ ด้วยค่ะคุณหมอ ตู้ปลาที่บริษัทตั้งอยู่ตรงช่องแอร์พอดีเลย แล้วเครื่องปรับอุณหภูมิก็เสียไปนานแล้ว”</p>
<p>“คนเลี้ยงถ้าไม่สังเกต ไม่ศึกษาก็จะไม่รู้และไม่ป้องกัน ปลาก็ตายไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นอย่างของบริษัทคุณแหล่ะครับ พอตายไปก็ซื้อมาเลี้ยงใหม่ ไม่ได้สนใจรับผิดชอบ หาสาเหตุกันจริง ๆ อยากแต่จะให้มีปลาอยู่ในตู้ ว่ายไปมาให้คนดู ปลาก็เลยรับเคราะห์ไป มันพูด มันบอกเราไม่ได้ ไม่เหมือนหมาแมว”</p>
<p>“หมา แมว พอมันป่วย บางครั้งมันรู้จักที่จะหาสมุนไพรกินเองครับ”</p>
<p>คุณหมอรีบอธิบาย เมื่อเห็นฉันทำหน้าเอ๋ออีกครั้ง โธ่! ก็นึกว่าจะบอกว่ามีหมาแมวที่พูดได้บ่นว่าเจ็บป่วยได้เองเสียอีก</p>
<p>“ส่วนโรคตัวเปื่อยหางเปื่อยนี่ อาการก็ตามชื่ออยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่าที่ครีบกับหางของปลามันจะขาดวิ่นๆ แหว่ง ๆ เพราะเชื้อแบคทีเรียกิน กินไปกินมาหางหรือครีบบางทีจะหายไปเลยถ้าคนเลี้ยงไม่ดูแลรักษากันแต่เนิ่น ๆ สุดท้ายก็อาจจะเน่าตาย สังเกตอาการได้ง่าย ๆ นอกจากครีบหางเปื่อย คือ มันจะว่ายน้ำช้าลง ๆและมีอาการกระตุก ๆ ไม่กินอาหาร”</p>
<p>“แล้วจะรักษาได้ยังไงคะหมอ”</p>
<p>“ปลามันโรคเยอะครับ คนก็พัฒนายาออกมาเรื่อย ๆ สองโรคนี้ก็มียาของมันเดี๋ยวหมอสั่งให้ เป็นยาหยด บางคนก็ใส่ยาเหลือง แต่ควรจะศึกษาใช้ยาให้ถูกกับโรค ไม่ใช่อะไร ๆ ก็จะใส่ยาเหลือง”</p>
<p>ยาเหลือง คือยาน้ำใช้หยดลงในตู้ปลาเวลาปลาป่วย เป็นที่ยอดนิยมของคนเลี้ยงปลาทั่วไป สมัยก่อนเป็นสีเหลืองเวลาใส่ลงไปในน้ำที่เลี้ยงปลาน้ำก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน คนจึงเรียกกันติดปาก แต่สมัยนี้หากคุณไปซื้อยาเหลืองแล้วกลับบ้านมาหยดยาลงไป กลายเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงิน ก็ไม่ต้องตกใจ เพราะสมัยนี้เขานิยมให้น้ำสีฟ้าดูแล้วสวยงามมากกว่าสีเหลืองซึ่งจะเหมือนน้ำเน่า แต่เป็นตัวยาเดียวกัน</p>
<p>“แย่จริง ๆ ถ้ามีคนสนใจสาเหตุการตายของพวกมันสักนิด ก็อาจจะช่วยได้บ้าง”</p>
<p> </p>
<p>ก่อนจากกันคุณหมอยังบอกฉันอีกว่า ปกติแล้วปลาทองเป็นปลาที่บอบบางมาก หากไม่สบายแล้วมักจะหายยาก พามาหาหมอบางทีก็สายเกินไปแล้ว จุดสำคัญอยู่ที่การดูแลเลี้ยงดูมากกว่า และไม่ให้ฉันตั้งความหวังกับเจ้าลัคกี้มากเกินไป สุดท้ายคุณหมอก็ให้ยาฆ่าเชื้อโรคจุดขาวมาหนึ่งขวด ยาแก้โรคหางเปื่อยอีกหนึ่งขวด รวมทั้งแนะนำวิธีเลี้ยงดูปลาเบื้องต้นให้ฉัน ฉันขอบคุณคุณหมออย่างจริงใจ เช่นเดียวกันกับเจ้าลัคกี้ ฉันสังเกตเห็นมันก็มองคุณหมอด้วยสายตาขอบคุณอย่างซึ้งใจ&#8230;</p>
<p>แต่ประโยคที่คุณหมอตะโกนไล่หลังเรา หนึ่ง คน กับ อีกหนึ่งตัวมาอาจจะทำให้ลัคกี้ขนหัวลุกได้ หากมันเข้าใจภาษามนุษย์</p>
<p> </p>
<p>“แต่หมอไม่คอนเฟิร์มนะครับว่าจะรอด!!!”</p>
<p align="center"><span style="text-decoration: underline;">                                                </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=15</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 2 ช่วยด้วย&#8230;เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=11</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=11#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2009 16:23:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=11</guid>
		<description><![CDATA[“มันไม่รอดหร๊อก!”
พี่บัญชา เจ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายสินเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดขึ้นมาพลางส่ายหน้า เขาเป็นชายหนุ่มอนาคตดีคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ฉันสิบปี ถ้าไม่เกี่ยงว่าเขามีครอบครัวแล้วละก็ ฉันคงจะจีบเค้ามาเป็นแฟนแน่ ๆ ก็หาได้ที่ไหนกันคะสมัยนี้ ชายหนุ่มหน้าตาดีแถมอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ พิเศษสุดคือ เขารักสัตว์เหมือนฉัน โดยเฉพาะปลาทอง ที่บ้านของเขาเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เป็นฝูงเลยทีเดียว จนถึงกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทองตามตำราการเลี้ยงปลาทองโดยเฉพาะ
พี่บัญชาบอกว่านักเลี้ยงปลาทองจริง ๆ จะเลี้ยงในบ่อหรืออ่างน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก อันจะช่วยให้ปลามีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม แต่ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อที่จะได้เห็นความสวยงามเวลาที่ปลาว่ายน้ำทุกแง่มุมเป็นที่ เพลินตาเพลินใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าทะนุถนอมประเภทนี้อย่างร้ายแรง
แปลกใจใช่ไหมคะ ก็เพราะปลาทองจากฟาร์มมักจะถูกเพาะเลี้ยงในบ่อน้ำซึ่งมีระดับน้ำไม่ลึกนักและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อถูกนำมาขายก็ถูกเลี้ยงในตู้กระจกเป็นส่วนมาก ส่วนตู้กระจกโดยทั่วไปมักจะเป็นทรงสูง ปริมาตรน้ำและระดับน้ำจึงลึกเกินไปสำหรับปลาทอง ทำให้ปลาบางตัวไม่สามารถจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ หลังจากถูกซื้อมาปล่อยในตู้ ก็จะเสียการทรงตัว โดยว่ายน้ำตีลังกา หรือหัวทิ่มและเสียชีวิตในที่สุดซึ่งน่าสงสารมาก ซึ่งอาการไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้เช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะลมทำงานผิดปกติหรือ อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไปก็เป็นสาเหตุ ซึ่งเมื่อมีอาการนี้ คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเพราะให้อาหารมากเกินไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำลึกเกินไป จึงไม่ได้มีการช่วยเหลือเปลี่ยนภาชนะเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ปลาก็มักจะตายไปอย่างน่าสงสาร

แต่อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปก็ยังชอบที่จะได้เฝ้าดูปลาที่ตัวเองเลี้ยงได้ทุกซอกทุกมุม เวลาว่ายน้ำ และการเลี้ยงในตู้หรือในโถแก้วก็ยังมีความสวยงามจาก บรรดาของประดับต่าง ๆ อาทิ ต้นไม้ สะพานจำลอง กรวด ทราย หินสี ต่าง ๆ อีกด้วย
ดังนั้นถ้าหากคุณหวังดีมีเมตตากับปลาทองจริง ๆ ก็ต้องเลือกหาตู้ปลาที่มีความกว้างยาวสูงสมดุลกันโดยที่ไม่ทำให้เกิดแรงดันน้ำมากเกินไปสำหรับปลา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>“มันไม่รอดหร๊อก!”</p>
<p>พี่บัญชา เจ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายสินเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดขึ้นมาพลางส่ายหน้า เขาเป็นชายหนุ่มอนาคตดีคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ฉันสิบปี ถ้าไม่เกี่ยงว่าเขามีครอบครัวแล้วละก็ ฉันคงจะจีบเค้ามาเป็นแฟนแน่ ๆ ก็หาได้ที่ไหนกันคะสมัยนี้ ชายหนุ่มหน้าตาดีแถมอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ พิเศษสุดคือ เขารักสัตว์เหมือนฉัน โดยเฉพาะปลาทอง ที่บ้านของเขาเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เป็นฝูงเลยทีเดียว จนถึงกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทองตามตำราการเลี้ยงปลาทองโดยเฉพาะ</p>
<p>พี่บัญชาบอกว่านักเลี้ยงปลาทองจริง ๆ จะเลี้ยงในบ่อหรืออ่างน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก อันจะช่วยให้ปลามีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม แต่ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อที่จะได้เห็นความสวยงามเวลาที่ปลาว่ายน้ำทุกแง่มุมเป็นที่ เพลินตาเพลินใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าทะนุถนอมประเภทนี้อย่างร้ายแรง</p>
<p>แปลกใจใช่ไหมคะ ก็เพราะปลาทองจากฟาร์มมักจะถูกเพาะเลี้ยงในบ่อน้ำซึ่งมีระดับน้ำไม่ลึกนักและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อถูกนำมาขายก็ถูกเลี้ยงในตู้กระจกเป็นส่วนมาก ส่วนตู้กระจกโดยทั่วไปมักจะเป็นทรงสูง ปริมาตรน้ำและระดับน้ำจึงลึกเกินไปสำหรับปลาทอง ทำให้ปลาบางตัวไม่สามารถจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ หลังจากถูกซื้อมาปล่อยในตู้ ก็จะเสียการทรงตัว โดยว่ายน้ำตีลังกา หรือหัวทิ่มและเสียชีวิตในที่สุดซึ่งน่าสงสารมาก ซึ่งอาการไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้เช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะลมทำงานผิดปกติหรือ อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไปก็เป็นสาเหตุ ซึ่งเมื่อมีอาการนี้ คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเพราะให้อาหารมากเกินไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำลึกเกินไป จึงไม่ได้มีการช่วยเหลือเปลี่ยนภาชนะเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ปลาก็มักจะตายไปอย่างน่าสงสาร</p>
<p><span id="more-11"></span><br />
แต่อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปก็ยังชอบที่จะได้เฝ้าดูปลาที่ตัวเองเลี้ยงได้ทุกซอกทุกมุม เวลาว่ายน้ำ และการเลี้ยงในตู้หรือในโถแก้วก็ยังมีความสวยงามจาก บรรดาของประดับต่าง ๆ อาทิ ต้นไม้ สะพานจำลอง กรวด ทราย หินสี ต่าง ๆ อีกด้วย<br />
ดังนั้นถ้าหากคุณหวังดีมีเมตตากับปลาทองจริง ๆ ก็ต้องเลือกหาตู้ปลาที่มีความกว้างยาวสูงสมดุลกันโดยที่ไม่ทำให้เกิดแรงดันน้ำมากเกินไปสำหรับปลา คือ ตู้ควรเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ไม่สูงมากไป มีหน้ากว้างกระจายแรงดันน้ำ เช่นเดียวกับโถแก้ว ก็ควรเป็นทรงไม่สูงมากนัก<br />
หากจะให้ได้ความรู้สึกที่ชัดเจนของความเจ็บปวดของปลาละก้อ ลองจินตนาการถึงการดำน้ำของคนค่ะ หากดำลึกเกินไปก็เกิดอันตรายได้เช่นกัน อาทิ ปอดฉีกเป็นต้น แต่ปลาทองเมื่อเปรียบกับคนแล้วตัวกระจิดริด แถมไม่มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตอีกต่างหาก ลองนึกภาพดูเองเถอะนะคะ</p>
<p>พี่บัญชาคอนเฟิร์มการเป็นหนุ่มรักปลาของเขา ขนาดที่ว่าเวลาปลาป่วย เขาจะพาไปหาหมอ เขาเคยขับรถพาปลาทองป่วยท้องโตไปให้หมอเจาะเอาลมในท้องออกที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา มีการแอ๊ดมิทปลาด้วยนะคะ คือให้ปลาอยู่ที่โรงพยาบาลให้หมอรักษาแล้ววันหลังจึงไปรับกลับ(โอ้โฮเฮะ เยี่ยม!!!)</p>
<p>&#8230;”อย่าใส่ลงไป ๆ บอกแล้วไม่เชื่อ เชื้อโรค ทั้งน้าน!!!&#8230;”<br />
พี่บัญชายังคงบ่นงึมงำ ๆ อยู่กับกลุ่มเพื่อนพนักงานด้วยกันที่มุงดูกันอยู่ที่ตู้ปลาด้วยความหงุดหงิดเพราะเขาเป็นคนที่บอกพี่นกเมื่อวันศุกร์ว่าตู้ปลามีเชื้อโรค เพราะปลาที่เลี้ยงไว้ไม่เคยมีตัวไหนรอด จึงไม่ควรใส่ลูกปลาพวกนี้ลงไป ควรเอาไปเลี้ยงที่อื่นก่อนจะปลอดภัยกว่า แต่พี่นกเธอไม่ใช่นกกระจอกค่ะ เธอเป็นพันธุ์ใหม่คือ พันธุ์ดื้อ!!!</p>
<p>“คงไม่เป็นไรมากหรอก เดี๋ยวไปเรียกน้าทองมาดูดีกว่า ต้องเอายาเหลืองใส่ละมั้ง”<br />
พี่แจ๊ดปลีกตัว รีบเดินไปยังห้องครัวที่ซึ่งน้าทองชอบไปนั่งงีบช่วงพักเที่ยง น้าทองคือ คนขับรถของนายของฉัน แกอยู่กับบริษัทมาได้สิบปีแล้ว นอกจากขับรถแล้วยังรับหน้าที่ดูแลเจ้านายทุกอย่างและหน้าที่ประจำที่บริษัทก็คือดูแลปลาของนาย ให้อาหารทุกวัน คอยหาซื้ออาหารและยามาสำรองไว้รวมทั้งล้างตู้ปลาเดือนละครั้ง แกไม่ใช่คนรักสัตว์ แต่ที่ทำก็คือความรับผิดชอบในหน้าที่เท่านั้น<br />
ฉันเห็นสภาพเจ้าปลาน้อยเหล่านั้นแล้ว รู้สึกกลุ้มใจมาก เมื่อได้ยินพี่บัญชาพูดว่าได้เตือนพี่นกแล้ว ก็ทำให้ฉันเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันที<br />
“พี่บัญชา มี่เห็นด้วยนะว่าตู้มีเชื้อโรค ถึงจะล้างตู้ก็จริงแต่ทรายมันอาจจะเก็บเชื้อโรคเอาไว้นะ น่าจะเอาพวกมันออกมาใส่ถังน้ำต่างหาก”<br />
“พี่บอกยัยนกกระจิบเค้าไปแล้วน้องมี่ มันปลาของเค้าเราไปยุ่งไม่ได้หรอก น้องก็รู้นิสัยเค้าดีนี่นา”<br />
“แล้วเราจะต้องรอดูพวกมันตายหรือคะพี่”<br />
บัวตอง แม่บ้านคนขยันของบริษัทแย้งขึ้นมาเบา ๆ ทำให้ทุกคนในที่นั้นเกิดอาการอึ้ง&#8230;</p>
<p>“เอ่อ&#8230;พี่นกคะ พี่ทราบหรือยังคะว่าปลาพี่ไม่สบายค่ะ มี่ว่าน่าจะเอาพวกมันออกจากตู้มาไว้ในถังน้ำแทน”</p>
<p>คือฉันนั่นเองที่วิ่งกระหืดกระหอบเป็นหน่วยกล้าตายไปหาพี่นก</p>
<p>“อ๋อ&#8230;รู้แล้ว! คงไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวใส่ยาก็หายแล้ว เธอไม่ต้องตื่นเต้นไปหรอก” พี่นกสะบัดเสียง ชักสีหน้าไม่พอใจ</p>
<p>“แต่มี่ว่าอาการมันดูแย่มากนะคะพี่ ตู้คงจะมีเชื้อโรค ไม่งั้นพวกปลาเทวดาทำไมตายตลอดล่ะ เอามันออกมาจากตู้เถอะพี่ นะมี่จัดการให้ก็ได้”</p>
<p>“เชื้อร่งเชื้อโรคอะไรกัน! น้าทองเพิ่งล้างตู้ไปเมื่อวันศุกร์ ชั้นบอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิ มี่เธอว่างนักเหรอ ทำไมไม่ออกไปหาลูกค้าล่ะ เมื่อเช้าไม่ได้ยินนายพูดหรือว่าถ้าเดือนหน้ายอดไม่ขึ้นเธออันตรายแน่ เธอรู้ว่านายใจดีไม่เอาจริงก็เลยคิดว่าจะกินแรงเพื่อนหรือไง”</p>
<p>ฉันรู้สึกเหมือนถูกตีเข้าที่แสกหน้าอย่างแรง เกิดอาการชาไปทั้งตัวชั่วขณะ ขอบตาร้อนผ่าว ปากสั่นระริก เกือบลืมตัวตอบโต้กลับไป แต่ความรู้สึกเจียมตัวกับการที่ยังไม่พ้นช่วงทดลองงานทำให้ฉันติดเบรกเอบีเอสที่หลอดเสียงโดยอัตโนมัติ จากนั้นก็เป็นการใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะสะกดจิตตัวเองให้สงบอารมณ์(โดยการท่องนะโมๆๆๆ&#8230;) แล้วกลับไปที่โต๊ะทำงาน ใจร้อนเป็นไฟเพราะห่วงเจ้าตัวน้อยพวกนั้น แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้</p>
<p>หากคุณสงสัยว่าทำไมฉันถึงได้มีอาการเป็นเดือนเป็นร้อน(ราวกับเป็นบ้า) กับเจ้าสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่บางคนอาจมองว่ามันไม่มีค่าอะไรเลย มาทางนี้ค่ะ เหตุผลง่าย ๆ คือฉันเป็นคนรักสัตว์มาก ถึงมากที่สุด แต่คุณคงต้องทราบพื้นเพของฉันเสียก่อน</p>
<p>ถ้าหากจะจัดอันดับคนรักสัตว์ที่สุดในโลกแล้วละก็ ฉันมั่นใจว่าเป็นคนหนึ่งที่จะติดหนึ่งในสิบอันดับแรก ฉันเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เติบโตมากับสัตว์เลี้ยงในบ้านมากมายหลายชนิด ตั้งแต่จำความได้ คุณยายของฉันเลี้ยงแมวไว้ประมาณยี่สิบกว่าตัว สุนัข อีก อย่างน้อย ๆ สองตัว แถมยังมีนกแก้ว นกขุนทอง นกเขา และปลาอีกหนึ่งบ่อใหญ่</p>
<p>ความผูกพันคงก่อตัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะฉันมีส่วนรับผิดชอบในการเลี้ยงดูสัตว์เหล่านั้นมาตลอดตั้งแต่ การให้อาหาร การอาบน้ำให้พวกมัน รวมไปถึงการทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่พวกมันทำไว้</p>
<p>แต่สัตว์ที่ฉันรักมากที่สุดก็คือ แมวเหมียว โดยเฉพาะลูกแมวตัวเล็ก ๆ จำได้ว่าฉันจะต้องมีแมวประจำตัวอย่างน้อยตัวหนึ่งนั่งบนตักเป็นเพื่อนเวลาฉันทำการบ้านอยู่เสมอ(ไม่งั้นทำการบ้านไม่เสร็จ) ฉันรักแมวขนาดที่ว่าอยากมีชื่อเล่นว่า “แมว” น้อยคนนักที่จะรู้ชื่อเล่นที่แท้จริงของฉัน จริง ๆ แล้วพ่อแม่ตั้งชื่อให้ฉันว่า ปรายฟ้า เป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นอย่างรวดเร็วฉับไวในเย็นวันที่ฉันลืมตาดูโลก ขณะที่พ่อไปเยี่ยมแม่กับฉัน(พึ่งเกิดค่ะ)ที่โรงพยาบาล เพียงแค่พ่ออุ้มฉันเดินไปที่ริมหน้าต่างห้องคนไข้ แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ระบายด้วยสีส้มระเรื่อจากดวงตะวันที่กำลังจะลับเส้นขอบฟ้า อารมณ์ศิลปินของพ่อก็พลุ่งขึ้นมาในทันที</p>
<p>“พ่อจะตั้งชื่อเจ้าว่า ปรายฟ้า ขอให้ลูกเติบโตมาอย่างมั่นคง อบอุ่นและงดงาม นำความปีติยินดีมาสู่พ่อและแม่ ขอแค่ให้ได้อารมณ์เหมือนตอนที่พ่อมองท้องฟ้าเวลานี้ก็พอนะลูกนะ เป็นไงชอบใช่มั๊ยคะลูก”</p>
<p>พ่อเล่าว่าตอนนั้นฉันจ้องตาพ่อแล้วพยักหน้ายิ้มอย่างชอบใจกับชื่อที่พ่อตั้งให้ แต่แม่แย้งพ่อว่าลูกอายุหนึ่งวันเท่านั้น จะฟังพ่อรู้เรื่องได้อย่างไรกัน อย่างไรก็ดีฉันเชื่อพ่อ!!!</p>
<p>ดังนั้น โดยที่ไม่ต้องให้พระอาจารย์ หรือ หลวงพ่อวัดใดต้องมาเสียเวลาขบคิด ดูฤกษ์ดูยามให้ปวดศีรษะ เสียเวลาสวดมนต์ ทำวัตรของท่าน “ปรายฟ้า”คือชื่อของฉันนับจากวินาทีนั้น ส่วนชื่อเล่นก็เลยเรียกสั้น ๆ ว่า “ฟ้า” จริง ๆ ก็เพราะพริ้งอยู่แล้วล่ะนะ ใคร ๆ ก็ชมกันทั้งนั้นว่าเหมาะกับหน้าตาขาวหมวย ใส ๆ ของฉัน</p>
<p>อยู่มาวันหนึ่งคุณครูประจำชั้นม.3 เผอิญทักว่าฉันหน้าตาน่ารักเหมือนแมว ฉันดีใจมากเพราะนอกจากรักแมวแล้วยังใฝ่ฝันอยากเป็นแมวมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็เลยบอกคุณครูว่าฉันถือว่าคุณครูตั้งชื่อให้ว่าแมว คุณครูดูจะแปลกใจมากแต่ก็ยังกรุณาสนับสนุนความตั้งใจของฉัน โดยออกไอเดียว่า “แมว” ฟังดูจะเชยไปและมีคนชื่อแมวเยอะมากพอแล้ว ถ้าจะให้กิ๊บเก๋เกินใครก็น่าจะเป็น “มีมี่” ออกเสียงคล้าย ๆ ลูกแมวร้อง ซึ่งคุณครูคิดว่าน่ารักม้าก&#8230; มาก&#8230; และตั้งแต่นั้นมาฉันก็มีชื่อเล่นที่แสนจะภาคภูมิใจสำหรับให้เพื่อน ๆ กับคนนอกบ้านเรียกกันว่า “มีมี่”</p>
<p>พี่ชายคนเดียวของฉันก็ติดนิสัยรักสัตว์จากคุณยายเช่นกัน เขามีตู้ปลาใบใหญ่เป็นสมบัติส่วนตัวภายในเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ประมาณกำปั้นผู้ชายตัวโต ๆ อยู่ห้าหกตัวว่ายไปมาในนั้นตลอดเวลา</p>
<p>ความรักและผูกพันกับสัตว์ต่าง ๆ นั้นทำให้ฉันกลายเป็นคนที่อ่อนไหวกับสัตว์เป็นที่สุด เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวเศร้า ๆ เกี่ยวกับสัตว์ต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ งูที่ถูกคนเอามาแขวนกรีดท้องเอาดีไปกินเป็นยาโด๊ป กบซึ่งถูกจับมาถลกหนังเป็น ๆ เพื่อเอาไปทอดกิน จระเข้ที่ถูกรุมตีจนปัจจุบันเจอมนุษย์แล้วต้องรีบวิ่งหนีทันที ฯลฯ ไม่ต้องถึงขนาดเรื่องสุนัข แมว หรือช้าง ซึ่งเป็นสัตว์แสนรักของฉัน ฉันก็สามารถร้องไห้ได้ไม่หยุด ทุกเวลาและทุกสถานที่ จนคนใกล้ตัวที่รู้นิสัยดีไม่กล้าเล่าเรื่องสัตว์ถูกทำร้ายให้ฉันฟังในที่สาธารณะ ฉันเองด้วยเคยเศร้าโศกอย่างสุดซึ้ง จากการที่แมวเหล่านั้นทยอยเสียชีวิตไปตามอายุขัยของพวกมัน ความเจ็บปวดแสนสงสารยังรู้สึกได้แม้เพียงแวบหนึ่งที่คิดย้อนกลับไปทำให้ฉันตัดสินใจไม่เลี้ยงสัตว์ใด ๆ ตั้งแต่โตเป็นสาว จบการศึกษาและออกจากบ้านมาผจญภัยในกอทอมอเพียงลำพัง</p>
<p>แฮ่ะ&#8230;แฮ่ะ&#8230;จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ ฉันไม่มีวันตัดใจจากสัตว์โลกแสนน่ารักเหล่านั้นได้แม้ว่าวัยจะย่างเข้าสามสิบบวกหนึ่งปีเข้าไปแล้วก็ตาม อันที่จริงฉันโหยหาพวกมันอยู่ตลอดเวลาต่างหากล่ะ(มากกว่าอยากเจอเนื้อคู่อีกด้วยนะคะ) หากคอนโดที่ฉันอาศัยอยู่ใกล้ ๆ บริษัทในขณะนี้ ยอมให้ผู้เช่าเลี้ยงสัตว์เลี้ยงได้ ฉันก็อยากจะเลี้ยงแมวหรือสุนัขสักตัวหนึ่งเหมือนกัน”</p>
<p>ทีนี้คุณคงจะเข้าใจฉันแล้วนะคะ ต่อไปหากฉันมีอาการตีโพยตีพาย โศกเศร้าเกินเหตุ ขอได้โปรดเข้าใจและอภัย โปรดอย่าได้รำคาญ&#8230;</p>
<p> </p>
<p>บ่ายวันนั้น หลังจากเกือบลงไม้ลงมือกับพี่นก ฉันก็ข่มใจตัวเองให้จัดการเอกสารเสนอสินเชื่อสำหรับลูกค้ารายใหม่เสร็จตอนบ่ายสามโมงแล้วขับรถออกจากบริษัทไปพบลูกค้ารายหนึ่งที่ตึกสาทรธานี ก่อนจะเดินออกจากบริษัทก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองตู้ปลาแวบหนึ่ง ภาพที่เห็นก็คือ<br />
เจ้าลัคกี้ ว่ายน้ำวนไปวนมารอบ ๆ เพื่อน ๆ อย่างห่วงใยเหมือนเมื่อตอนเที่ยง มันว่ายลงไปใกล้ ๆ เพื่อนๆ ของมัน ในเวลานั้นพวกมันต่างไม่เคลื่อนไหว นอนนิ่งอยู่บนผืนทรายที่ก้นตู้ ราวกับจะรอคอยให้ความเจ็บปวดนั้นหายไป ดวงตากลมโตไร้เดียงสากลอกไปมาอย่างช้า ๆ เต็มไปด้วยแววแห่งความทุกข์ทรมาน เศร้าสร้อย หัววุ้นและลำตัวสีส้มที่เคยสดสวยกลับซีดจางลง มีจุดสีขาวเล็ก ๆ เกาะติดอยู่ตลอดหัวถึงหาง คีบหน้าสองข้างโบกพัดเบาๆ อย่างอ่อนแรง ครีบหลังและหางที่เคยคลี่สยายโบกสะบัดยามว่ายน้ำบัดนี้ลู่พับลงมา หางยาวห้อยย้อยลงมาคลุกกับผืนทราย ส่วนของเยื่อครีบและหางขาดแหว่งราวกับใบไม้เก่าที่กำลังจะเน่า</p>
<p>อาหารเม็ดที่ให้ตั้งแต่มื้อเช้าและมื้อเที่ยงลอยอืดพองอยู่บนผิวน้ำ นั่นหมายความว่าพวกมันไม่ได้กินอาหารเลย&#8230;</p>
<p>เมื่อลัคกี้มองเห็นฉัน มันว่ายน้ำมาใกล้ ๆ กระจกด้านที่ฉันยืนอยู่ ว่ายส่ายไปมาอย่างร้อนรน ทำปากปากผะงาบ ๆ ราวกับจะบอกฉันว่า</p>
<p>“ช่วยด้วย!!! เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก!”</p>
<p>ฉันกำลังจะเข้าไปดูมันใกล้ ๆ ในขณะที่พี่แจ๊ดรีบไล่ให้ฉันออกไปพบลูกค้า</p>
<p>“มี่ ไปเถอะ ปล่อยไปตามบุญตามกรรมของมันเถอะนะ ต้องยอมรับว่าบางอย่างเราก็ควบคุมไม่ได้”</p>
<p>ฉันตัดใจออกจากบริษัทด้วยความรู้สึกที่หดหู่ ระหว่างขับรถต้องใช้ความพยายามอย่างหนักที่จะกดก้อนสะอื้นไม่ให้มันพุ่งขึ้นมา&#8230;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=11</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บทที่ 1 อะไรกันนี่&#8230;ปลาทองพันธุ์ทูน่า!!!</title>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=7</link>
		<comments>http://www.fishesandthecity.com/?p=7#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Aug 2009 16:57:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.fishesandthecity.com/?p=7</guid>
		<description><![CDATA[ 
“อุ๊ย! ลูกปลาทองน่ารักจังเลย พี่แจ๊ด เปลี่ยนปลาหรือพี่ ปลาเทวดาหายไปไหนหมดคะ?”
ฉันถามพี่แจ๊ด สาวใต้ หน้าตาคมขำวัยสามสิบปลาย ๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ที่บริษัทมาประมาณเจ็ดปีแล้ว เมื่อไม่เห็นปลาเทวดาราวยี่สิบตัวในตู้ปลาใบใหญ่ซึ่งวางติดผนังด้านขวามือของประตูทางเข้าของบริษัทเหมือนทุกวัน
แปลกจริง? วันนี้กลับมีลูกปลาทองตัวกระจิดริดน่ารักสี่ตัวมาอยู่แทน เป็นไปไม่ได้แน่ที่นายชาวมาเลเซียของฉันจะย้ายพวกมันกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เพราะฉันรู้ว่าเจ้านายถือฮวงจุ๊ยมาก ๆ แกมั่นใจมากว่า ถ้าหน้าประตูมีน้ำมีปลา จะนำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่บริษัทของเรา แกจึงสั่งให้ซื้อตู้ปลาใบใหญ่ยาวราวเมตรครึ่ง ยี่ห้อดังแพงหูฉี่ พร้อมด้วยระบบวัดปรับอุณหภูมิน้ำเสร็จสรรพ มาไว้ที่ข้างประตูทางเข้าบริษัท และเลี้ยงแต่ปลาเทวดาเท่านั้นด้วยความชื่นชมเทวดา เอ๊ย! ปลาเทวดา เป็นการส่วนตัว แกเคยบอกฉันว่ามันเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างามที่สุดเหนือปลาใด ๆ (ขนาดปลามังกรที่ว่าแพงๆ และว่ายน้ำแบบหยิ่ง ๆ ยังชิดซ้ายค่ะ) บ่อยครั้งที่ตอนเช้าก่อนเข้างานฉันจะเห็นแกมานั่งที่โซฟาข้างตู้ปลาแล้วหยอกล้อกับเจ้าปลาเหล่านั้นมาตลอด
อีกอย่าง ฉันเคยไปร่วมงานปาร์ตี้ที่บ้านนายในซอยงามดูพลีก็เห็นว่ามีการเลี้ยงปลาหลายชนิดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ทั้งปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาหางนกยูง ปลาดุก ปลาดูด ฯลฯ(เยอะมาก&#8230;มากค่ะ ขอยืนยัน)  จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นายจะเอาภาระไปเพิ่มที่บ้านให้คุณนายดุเอา
 
 “มันตายกันหมดแล้วค่ะมี่”

 
“อ้าว! เป็นอะไรตายล่ะพี่” เสียงเริ่มสั่นเครือ ฉันพยายามสะกดก้อนตีบตันที่ลำคอให้หายไปอย่างสุดความสามารถ
“ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกัน ก็ตั้งแต่วันพุธที่น้องมี่ลาป่วยนั่นแหล่ะ ทีแรกก็ห้าตัว วันต่อมาก็อีกสิบตัว พอวันศุกร์เท่านั้นทั้งฝูงไปหมดเลย เค้าว่ามันเป็นโรค ใส่ยาลงไปจนน้ำเป็นสีฟ้าหมดตู้แล้วก็เอาไว้ไม่อยู่ บาปกรรมจริง ๆ พี่ไม่อยากให้เลี้ยงเลยมี่ นายมาดูนะเศร้าใหญ่เลย บอกให้น้าทองมาล้างตู้แล้วให้ซื้อปลาใหม่มา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3> </h3>
<p>“อุ๊ย! ลูกปลาทองน่ารักจังเลย พี่แจ๊ด เปลี่ยนปลาหรือพี่ ปลาเทวดาหายไปไหนหมดคะ?”</p>
<p>ฉันถามพี่แจ๊ด สาวใต้ หน้าตาคมขำวัยสามสิบปลาย ๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ที่บริษัทมาประมาณเจ็ดปีแล้ว เมื่อไม่เห็นปลาเทวดาราวยี่สิบตัวในตู้ปลาใบใหญ่ซึ่งวางติดผนังด้านขวามือของประตูทางเข้าของบริษัทเหมือนทุกวัน</p>
<p>แปลกจริง? วันนี้กลับมีลูกปลาทองตัวกระจิดริดน่ารักสี่ตัวมาอยู่แทน เป็นไปไม่ได้แน่ที่นายชาวมาเลเซียของฉันจะย้ายพวกมันกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เพราะฉันรู้ว่าเจ้านายถือฮวงจุ๊ยมาก ๆ แกมั่นใจมากว่า ถ้าหน้าประตูมีน้ำมีปลา จะนำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่บริษัทของเรา แกจึงสั่งให้ซื้อตู้ปลาใบใหญ่ยาวราวเมตรครึ่ง ยี่ห้อดังแพงหูฉี่ พร้อมด้วยระบบวัดปรับอุณหภูมิน้ำเสร็จสรรพ มาไว้ที่ข้างประตูทางเข้าบริษัท และเลี้ยงแต่ปลาเทวดาเท่านั้นด้วยความชื่นชมเทวดา เอ๊ย! ปลาเทวดา เป็นการส่วนตัว แกเคยบอกฉันว่ามันเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างามที่สุดเหนือปลาใด ๆ (ขนาดปลามังกรที่ว่าแพงๆ และว่ายน้ำแบบหยิ่ง ๆ ยังชิดซ้ายค่ะ) บ่อยครั้งที่ตอนเช้าก่อนเข้างานฉันจะเห็นแกมานั่งที่โซฟาข้างตู้ปลาแล้วหยอกล้อกับเจ้าปลาเหล่านั้นมาตลอด</p>
<p>อีกอย่าง ฉันเคยไปร่วมงานปาร์ตี้ที่บ้านนายในซอยงามดูพลีก็เห็นว่ามีการเลี้ยงปลาหลายชนิดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ทั้งปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาหางนกยูง ปลาดุก ปลาดูด ฯลฯ(เยอะมาก&#8230;มากค่ะ ขอยืนยัน)  จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นายจะเอาภาระไปเพิ่มที่บ้านให้คุณนายดุเอา</p>
<p> </p>
<p> “มันตายกันหมดแล้วค่ะมี่”<br />
<span id="more-7"></span><br />
 </p>
<p>“อ้าว! เป็นอะไรตายล่ะพี่” เสียงเริ่มสั่นเครือ ฉันพยายามสะกดก้อนตีบตันที่ลำคอให้หายไปอย่างสุดความสามารถ</p>
<p>“ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกัน ก็ตั้งแต่วันพุธที่น้องมี่ลาป่วยนั่นแหล่ะ ทีแรกก็ห้าตัว วันต่อมาก็อีกสิบตัว พอวันศุกร์เท่านั้นทั้งฝูงไปหมดเลย เค้าว่ามันเป็นโรค ใส่ยาลงไปจนน้ำเป็นสีฟ้าหมดตู้แล้วก็เอาไว้ไม่อยู่ บาปกรรมจริง ๆ พี่ไม่อยากให้เลี้ยงเลยมี่ นายมาดูนะเศร้าใหญ่เลย บอกให้น้าทองมาล้างตู้แล้วให้ซื้อปลาใหม่มา แต่พี่บอกแกไปว่าอย่าเลี้ยงอีกเลย ตั้งแต่พี่อยู่มาเจ็ดปีนี่ น้องรู้มั๊ย ตายไปหลายร้อยแล้ว พอตาย ก็ซื้อมาใส่ใหม่ ตาย ก็ซื้อใหม่ พี่ว่าปลามันดวงไม่ถูกกับบริษัทเรานะ รังแต่จะทำกรรมเปล่า ๆ จะไปเชื่อฮวงซ้งฮวงซุ้ยอะไรกันก็ไม่รู้ ส่วนไอ้เจ้าพวกนี้คุณนกเค้าซื้อมาจากหน้าตึกน่ะ”</p>
<p> “โอ๊ย หยุด ๆ พี่ พี่แจ๊ดอย่าเล่าต่อเลย มี่อยากจะร้องไห้ เดี๋ยวมี่บ้าขึ้นมาอีกก็ไม่ต้องทำงานกันพอดี วันนี้นายนัดประชุมเชือดรายตัวด้วยค่ะพี่ มี่จะภาวนาให้พวกมันไปดีนะพี่ ชาติหน้าเกิดเป็นคนกับเขามั่งจะได้ไม่ต้องมาถูกจับขังไว้ในตู้เล็ก ๆ แบบชาตินี้อีก ว่าแต่เจ้าพวกนี้ก็น่ารักดีนะคะ&#8230;ไงจ๊ะหนู ๆ&#8230;”</p>
<p> ฉันเอานิ้วไปไล่จิ้มบริเวณกระจกเล่น พวกลูกปลาตัวน้อยสีส้มสดกำลังแหวกว่ายไปมาอย่างสดใสสนุกสนาน อยู่ในน้ำที่เป็นสีฟ้าจาง ๆ จากน้ำยาฆ่าเชื้อโรค พวกมันคงจะรำคาญ หรือไม่ก็ตกใจกลัวฉัน จึงพากันว่ายน้ำหนีอยู่ตลอดเวลา ดวงตากลมโปนกลอกไปกลอกมาน่าเอ็นดู ฉันทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาข้างตู้ พลางสังเกตลูกปลาทองเหล่านั้น</p>
<p>พวกมันเป็นลูกปลาทองพันธ์ออรันดา(ที่บ้านเคยเลี้ยงค่ะ เลยทราบ) อายุน่าจะราว ๆ ไม่เกิน 5-6 เดือนเพราะตัวเล็กมาก ความยาวจากหัวถึงหางประมาณไม่เกินสองนิ้ว ทุกตัวมีรูปร่างอ้วนกลมตามประสาเด็กสมบูรณ์(ปลาพึ่งออกจากฟาร์ม ซึ่งจะได้รับการเพาะเลี้ยงอย่างดีเพื่อให้ขายได้) ที่หัวมีก้อนวุ้นสีส้มเคลือบอยู่แต่ยังไม่หนาเท่าตัวที่โตเต็มที่ บริเวณลำตัวมีเกล็ดสีส้มทองวาวสวยงาม ครีบหลังเหยียดตรงสวย หางยาวโบกพลิ้วน้ำราวผีเสื้อตัวน้อยกำลังโบกบิน</p>
<p>“อืมม์&#8230;น่ารัก น่ารักมากจริง ๆ ” ฉันพึมพำด้วยความเคลิบเคลิ้มในความน่าเอ็นดูของลูกปลาเหล่านั้น แต่พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นลูกปลาตัวหนึ่งที่มีลักษณะแปลก ๆ</p>
<p> </p>
<p>“เฮ้ย! ปลาทู???”</p>
<p>ฉันตะโกนเสียงดัง เจ้าลูกปลาตัวนั้นมีรูปร่างลักษณะต่างไปจากตัวอื่น ๆ มันดูแล้วเหมือนปลาทูสีส้มตัวเล็ก ๆ มากกว่า เพราะว่ามีลำตัวบางแบน หางสั้นจู๋ หัวก็แบนและวุ้นที่เกาะที่หัวก็สีซีดแถมยังบางจนดูไม่ออกหากไม่สังเกตใกล้ ๆ เจ้าปลาน้อยอัปลักษณ์ตัวนี้ดูจะตื่นกลัวมากกว่าตัวอื่น ๆ และขี้อาย เพราะมันจะว่ายน้ำอยู่แต่ฝั่งด้านในของตู้อยู่ตลอด ราวกับว่ามันอายรูปร่างตัวเอง แปลกม้าก&#8230;ไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันเฝ้ามองมันอย่างสนใจ เจ้าปลาทู&#8230;</p>
<p>เวลานั้น เพื่อนร่วมงานของฉันต่างก็ทยอยกันเข้าบริษัทมาและพากันหยุดดูเจ้าปลาน้อยกันอย่างสนใจ พอคนมากขึ้นเจ้าตัวน้อยทั้งหลายก็ดูท่าว่าจะแตกตื่นตกใจกับใบหน้าของมนุษย์ที่มุงดูพวกมันอยู่ มันจึงพากันว่ายเกาะกลุ่มกันอยู่ตลอดเวลาไม่ยอมมาชิดกระจกด้านนอกอีก แล้วคอยเหลือบตาโปน ๆ มองพวกเราอย่างหวาดระแวง</p>
<p>            “อ้าว&#8230;พี่นกมาพอดี มี่กำลังจะถามว่า นายให้ซื้อปลาทองมาเลี้ยงแทนหรือคะ”</p>
<p>ฉันถามหญิงสาวที่พึ่งก้าวพ้นประตูบริษัทเข้ามายืนดูข้าง ๆ พี่นกเป็นเลขานุการของนายของฉัน เธอเป็นสาวกรุงเทพสมัยใหม่อย่างแท้จริงเพราะ มีรูปร่างที่ผอมบางราวกับไม้เสียบลูกชิ้นแม้ว่าวัยจะล่วงเข้าเลขสี่ต้น ๆ แล้วก็ตาม เธอมักจะแต่งตัวราวกับเดินออกมาจากนิตยสารแฟชั่นต่าง ๆ ความสามารถพิเศษของเธอคือคอยสรรหาคำเตือนเพื่อน ๆ อย่างหวังดีแต่ไม่ทราบจุดประสงค์ว่า  “เสื้อคับแล้วนะน้อง” “ พุงออกแล้วนะ” “อุ๊ย! น่ารักจัง แก้มป่องเชียวน้อง” “นี่แขนหรือว่าขา” หรือว่า “นี่ขาหรือว่าท่อนซุง”ฯลฯ  สารพันคำพูดอะไรก็ตามที่แสนจะแทงใจดำคนที่นิยมหุ่นประเภทโครงกระดูกเดินได้จะต้องร้องไห้เมื่อได้ยินเข้า แต่สำหรับฉันแล้วละก็ ไม่มีทางเสียล่ะ ที่จะกระทบสุขภาพจิตอันเข้มแข็งของฉัน เพราะฉันมีรสนิยมตรงข้ามกับพี่นกโดยสิ้นเชิง ฉันมั่นใจว่าหุ่นของฉันสมบูรณ์แบบได้มาตรฐาน มอก.มากกว่า</p>
<p> </p>
<p>            “เปล่าหรอก นายยังคิดอยู่ว่าจะซื้อมาเลี้ยงใหม่ดีหรือเปล่า กลัวตู้มีอาถรรพ์น่ะ มีที่ไหนซื้อปลามากี่รุ่น กี่รุ่น ก็ตายหมด ไอ้เจ้าสี่ตัวนี่ พี่เจอพ่อค้าเค้าหามใส่ถุงพลาสติกมาขายหน้าตึกเมื่อวันศุกร์ที่แล้วน่ะ ก็เลยลองซื้อมาใส่ตู้ดู ตัวละสิบบาทเอง มี่ว่ามันน่ารักกว่าปลาเทวดาอีกนะ ว่ามั๊ย”</p>
<p>            “ค่ะพี่ แต่ไอ้ตัวนี้ทำไมมันน่าตาเหมือนปลาทูเลยพี่ ดูสิตัวแบน ๆ หัวก็ไม่มีวุ้นเหมือนตัวอื่น ตลกจัง”</p>
<p>ฉันชี้ไปที่เจ้าลัคกี้ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นลูกปลาอาภัพโนเนมอยู่ มันมองตอบเหมือนรู้ว่ามีคนนินทามันอยู่ แล้วรีบว่ายน้ำหลบไปในดงต้นไม้ปลอม</p>
<p>“เออ จริงด้วย มี่ตาดีนี่ ไม่มีใครสังเกตนะตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว”</p>
<p>“สงสัยไอ้ตัวนี้มันผ่าเหล่า หรือไม่ก็คนละพ่อแม่เดียวกัน ” พี่แจ๊ดเดินมาตั้งข้อสังเกต ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย</p>
<p>“หรือว่ามันเป็นเอ๋อ” เพื่อนอีกคนแย้งขึ้นมา</p>
<p>“ปลา มีเอ๋อด้วยเหรอ บ้าน่า”</p>
<p>“อืมห์&#8230;เป็นไปได้มาก ตอนแม่ตั้งท้องอาหารไม่พอ ขาดวิตามิน โถ&#8230;น่าฉงฉานจัง”</p>
<p>เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้นมาทำให้ทุกคนหัวเราะลั่น ฉันเฝ้ามองเจ้าลัคกี้ด้วยความสงสารในความอัปลักษณ์ของมัน เหมือนกระแสจิตส่งถึงกัน ลัคกี้ค่อย ๆว่ายน้ำเข้ามาใกล้ด้านที่ฉันนั่งอยู่ มันจ้องมองฉันอย่างสนใจด้วยแววตาไร้เดียงสา ประหม่า หวาดระแวงปนความกระหายใคร่รู้ ในเวลานั้นฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเราจะต้องมาผูกพันมั่นคงยาวนานจวบจนปัจจุบัน&#8230;</p>
<h5> </h5>
<p> </p>
<p>น้ำเต้าหู้ทรงเครื่องถุงละ 8 บาท กับ แซนด์วิชโฮลวีทสลัดทูน่าผสมสลัดไข่ ชิ้นละ15 บาท ที่กระหืดกระหอบลงไปซื้อจากข้างตึกหลังจากเล่นกับเจ้าลูกปลาพวกนั้นเสร็จแล้ว คืออาหารเช้าอันทรงคุณค่าในเวลาเร่งด่วนของฉัน</p>
<p>ระหว่างนั่งจัดการกับอาหารเช้า ฉันต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการที่จะบังคับตัวเองให้ลืมเจ้าปลาเทวดาฝูงนั้นเสีย เพราะถ้าขืนปล่อยใจไปนึกถึงความเจ็บปวดทรมานของพวกมันก่อนตายแล้วละก็ ฉันคงพาหน้าตาบวม ๆ เข้าประชุมเป็นแน่ หลังจากนั้นทั้งครึ่งวันเช้าฉันก็มัวแต่ยุ่งกับการประชุมฝ่ายการตลาดที่แสนจะเคร่งเครียดจนไม่มีเวลาคิดเรื่องโศกนาฎกรรมหมู่ของเจ้าปลาเทวดาฝูงนั้นอีก</p>
<p>ย่างเข้าเดือนมิถุนายนแล้ว ยอดปล่อยสินเชื่อของทีมของฉันยังต่ำกว่าประมาณการอยู่ 50% (โคม่าค่ะ) ฉันมัวแต่คิดว่าฉันจะทำอย่างไรถ้าผลงานไม่เข้าเป้าจริง ๆ และฉันไม่ผ่านช่วงทดลองงานหกเดือนนี้ ยิ่งเหลือเวลาอีกสองเดือนเท่านั้นก่อนที่ฉันจะถูกประเมินผล งานใหม่ก็หายากเหลือเกิน ยากพอ ๆ กับการที่จะต้องออกไปหาลูกค้าดี ๆ ใหม่สด ธุรกิจมีอนาคต ผู้บริหารมีความสามารถ ไม่มีหนี้สินรุงรังจากธนาคารหรือบริษัทเงินทุนอื่น ๆ ติดมาด้วย เฮ้อ! ในยุคที่เอ็นพีแอลครองเมืองอย่างนี้ ฉันจะไปหาลูกค้าประเภทที่ว่าจากไหนดีนะ</p>
<p>ฉันพึ่งเข้าใจเดี๋ยวนั้นเองว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเป็นอย่างไร ถ้าฉันไม่ผ่านช่วงทดลองงานนี้ ฉันคงต้องตายแน่ ๆ</p>
<p>กลุ้มที่สุดก็คือ บัตรเครดิตที่บ้าทำไว้ห้าหกใบด้วยวงเงินรวมกว่าสองแสนบาท ก็ใช้รูดซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง แล้วก็พวกเครื่องประดับสำหรับหญิงทำงานยุคใหม่สุดสมาร์ทที่ล่อใจฉันด้วยการฝังเพชรเม็ดเล็กประมาณไข่ปลาหางนกยูงแต่ราคาแพงขนาดที่ฉันต้องใช้วิธีซื้อแบบผ่อนชำระหนึ่งปี แต่พอฉันร้อนเงินเอาไปขายที่ร้านไหน ก็ไม่ได้ราคา แล้วนี่วงเงินของฉันก็เกือบเต็มแล้ว แถมทุกเดือนยังต้องผ่อนชำระขั้นต่ำให้กับบริษัทบัตรเครดิตพวกนี้อยู่ </p>
<p>ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีศาจตัวไหนที่จับมือฉันรูดบัตรไปได้ขนาดนั้น แต่ที่แน่ ๆ ฉันสำนึกผิดแล้ว ทุกคืนฉันพร่ำสวดมนต์ขอให้สวรรค์อภัยให้กับความผิดพลาดอันโง่เขลาและขอให้ฉันได้งานที่บริษัทนี้ พอสิ้นปีฉันจะมีเงินพอที่จะเคลียร์หนี้สินได้หนึ่งในสามของทั้งหมด และภายในสองปีต่อไปถ้าสถานการณ์บ้านเมืองและของโลกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีเรื่องไม่คาดฝันประเภท เศรษฐกิจพังทลาย หรือภัยสงคราม ฉันก็จะจัดการหนี้ทั้งหมดได้ แล้วฉันก็จะเลิกพฤติกรรมการใช้เงินแย่ ๆ ประเภท ”รายได้ต่ำ รสนิยมสูง” นี้เสีย เมื่อนั้นฉันคงจะได้สัมผัสกับความหมายของคำว่าอิสรภาพทางการเงินที่นาย Robert T. Kiyosaki พูดไว้ในหนังสือ Rich Dad, Poor Dad ของเขาเป็นแน่ </p>
<p>เฮ้!&#8230;ว๊าว!!! แค่คิดก็สุขใจ แล้วฉันจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการ หักบัตรทุกใบส่งคืนธนาคารให้หมด แล้วใช้แต่เงินสดเท่านั้น หรืออาจจะเลือกเก็บบัตรที่บริการดี มีเงื่อนไขดีไม่เอาเปรียบผู้ถือบัตรไว้สักใบเพื่อความสะดวก ซึ่งมืออาชีพด้านรูดบัตรอย่างฉันเห็นว่าบัตรเครดิตที่ออกโดยธนาคารของประเทศไทยเองนั้นดีที่สุด อย่างน้อยเค้ามีจรรยาบรรณพอที่จะไม่ตามใจลูกค้าด้วยการให้วงเงินมากเกินความจำเป็น ซึ่งจะยิ่งทำให้คุณหลงระเริงก่อหนี้ก้อนเบ้อเริ่มอย่างฉันนี่</p>
<p> </p>
<p>การประชุมที่ยาวนานสามชั่วโมงกว่าจบลงด้วยความหวั่นวิตกในการที่จะต้องทำผลงานให้ดีขึ้นของฉัน ฉันลืมความเศร้าของเจ้าปลาฝูงนั้นไปเสียสนิทซึ่งต้องขอขอบคุณสวรรค์ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว ฉันคงเศร้าใจจนทำอะไรไม่ได้เหมือนเคย เลิกประชุมแล้วฉันรีบลงตึกไปกับเพื่อน ๆ ไปทานก๋วยเตี๋ยวง่าย ๆ สองชาม ชาไข่มุกหนึ่งแก้วและตามด้วยผลไม้รถเข็นข้างตึกอีกหนึ่งถุงใหญ่ แล้วรีบกลับขึ้นมาจัดการเอกสารที่คั่งค้างจากอาทิตย์ที่แล้วที่ฉันเป็นไข้หวัดใหญ่ก็เลยต้องลาป่วยไปสามวัน เมื่อผลักประตูกระจกเข้ามาก็เห็นพนักงานหญิงชายหลายคนมุงดูตู้ปลาใบนั้นกันอย่างสนใจ</p>
<p> “มี่มาดูเร็วปลาป่วยหมดแล้วน้อง” พี่สามารถ พนักงานส่งเอกสารสุดหล่อของบริษัทกวักมือเรียก</p>
<p>ฉันถลาเข้าไปที่ตู้ปลาในทันที</p>
<p>เจ้าลูกปลาที่น่ารักเหล่านั้นมีอาการเซื่องซึม ไม่ว่ายน้ำเหมือนเมื่อตอนเช้า ต่างนอนเฉย ๆ อยู่ที่ก้นตู้ สีซีดจางลง เจ้าสามตัวที่น่ารักมีจุดสีขาว ๆ กระจายเกาะตามลำตัวและหางมองคล้ายเชื้อราสีขาว ส่วนเจ้าปลาทู เอ๊ย! เจ้าลัคกี้กำลังว่ายน้ำวนรอบ ๆ เพื่อน ๆ และไม่ได้โกหกนะคะ ฉันเห็นลัคกี้ว่ายน้ำเอาหัวไปชนกับตัวเพื่อน ๆ ของมันเบา ๆ ราวกับว่ามันรู้ว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นกับเพื่อน ๆ และกำลังสอบถามอาการเพื่อน ๆ อยู่อย่างเป็นห่วง</p>
<p>“ตายแล้วพี่ มันไม่ยอมว่ายน้ำเลย อุ๊ย! ตัวนั้นว่ายท่ากรรเชียงด้วยพี่ ทำยังไงดีล่ะ?!!!”</p>
<p> </p>
<p align="center"><span style="text-decoration: underline;">                                                </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.fishesandthecity.com/?feed=rss2&amp;p=7</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
