<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.8.4" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>Fishesandthecity.com</title>
	<link>http://www.fishesandthecity.com</link>
	<description>บล๊อกสำหรับคนรักปลา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 15 Aug 2009 15:10:33 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>บทที่ 10 บ้านใหม่ของพวกเรา</title>
		<description>เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีแล้วหลังจากที่ฉันพาเฟรนด์ลี่เข้าบ้านมาเพื่อที่จะให้เป็นคู่กับเจ้าลัคกี้ แต่ความพยายามของฉันในการที่จะให้ลัคกี้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า เหงาหงอยและมีชีวิตคู่กับเฟรนด์ลี่อย่างมีความสุขเหมือนเมื่อครั้งที่เลิฟลี่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ผลเพียงครึ่งเดียว 

ลัคกี้มีท่าทีที่สดชื่นขึ้น ความซึมเศร้าค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ๆ เมื่อมีเพื่อนตัวไล่เลี่ยกันมาอยู่ด้วยอีกตัวหนึ่ง แม้ไม่เหมือนเมื่อคราวสุดที่รักของมันมีชีวิตอยู่แต่ก็นับว่าดีขึ้นพอสมควร แต่ทว่าก็แค่เพื่อนเท่านั้นจริง ๆ ...

พึ่งรู้ว่าฉันเดาใจลัคกี้ผิดถนัด ฉันคิดว่ามันจะมีความต้องการปลาสาวมาอยู่เป็นคู่ เหมือนเมื่อคราวที่ฉันพาเลิฟลี่ไปให้รู้จักกับมันจนกระทั่งมันใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและออกลูกออกเต้ามามากมาย

ลัคกี้ไม่มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเฟรนด์ลี่แม้เพียงนิดซึ่งผิดธรรมชาติของปลาที่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์แล้วจะต้องวิ่งไล่ปลาตัวเมียตลอด ซึ่งปลาทองในเมืองไทยจะมีการผสมพันธุ์กันตลอดทั้งปี แต่มันกลับไม่สนใจปลาสาวสวยอย่างเฟรนด์ลี่เลย ทั้ง ๆ ที่เฟรนด์ลี่ก็โตพอและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เหมือนกัน ตั้งแต่มันอยู่กันมาสองตัวน้ำในกาละมังไม่เคยเป็นสีขุ่นเลยสักครั้งเดียว...

ส่วนใหญ่แล้วลัคกี้จะทำท่ารำคาญเฟรนด์ลี่มากโดยการว่ายน้ำหนี แต่เฟรนด์ลี่ก็ว่ายน้ำตามไปติด ๆ ตลอดเวลา คงจะเหมือนผู้ชายที่รำคาญผู้หญิงตื้อ แต่ในใจก็อาจจะมีความรู้สึกภูมิใจอยู่ลึก ๆ ที่ตนเองมีคนคอยให้ความสนใจ แม้ว่าจะไม่รักไม่ชอบ แต่ผู้หญิงเองไม่ละความพยายาม การอยู่เป็นเพื่อนกันเฉย ๆ จึงน่าจะยอมรับได้

ทำหน้าที่แม่สื่อไม่สำเร็จ ฉันยังต้องทำหน้าที่กรรมการห้ามการแย่งอาหารอีก 

ก็ขนาดภรรยาสุดเลิฟ ลัคกี้มันยังแย่งอาหาร แย่งเอา ๆ แล้วนี่กับหญิงที่มันไม่รู้สึกอะไรด้วยเลย มันจะทำยังไง

“ล้าค...กี้!!!” ลัคกี้อ้าปากชะงักชั่วครู่แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้กระโดดฮุบอาหารเม็ดเข้าปากไปเกือบสิบเม็ดเหมือนเดิม มันยังคงลอยตัวอยู่เหนือน้ำแล้วรีบดูดอาหารเม็ดที่เหลือ ดัง จุ๊บ ๆ ๆ 

ฉันว้ากมันก็เพราะว่ามันว่ายน้ำถลาชนเจ้าเฟรนด์ลี่ผู้ด้อยวาสนาจนกระเด็นติดขอบกาละมังไปเลย กว่าเฟรนด์ลี่จะได้สติและรีบตะเกียกตะกายว่ายกลับมาได้อาหารก็หมดแล้ว ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=33</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 9 เฟรนด์ลี่ผู้ไร้เสน่ห์</title>
		<description>เลิฟลี่และลูก ๆ ที่ตายจากไป ฉันเอาไปฝังไว้ที่โคนต้นกัลปพฤกษ์ชั้นล่างของคอนโด ทุกครั้งฉันจะอธิษฐานขอให้พวกมันทุกตัวไปสู่สุขคติ หากมีชาติหน้าจริงและพวกมันมีเวรกรรมจะต้องเกิดมาอีก ขอให้ได้เกิดในที่สบาย ๆ มีชีวิตที่ดี

เช้าวันเสาร์วันหนึ่งหลังจากเลิฟลี่จากพวกเราไปได้สองเดือน คุณแม่ของฉันก็บุกมาถึงคอนโดในขณะที่ฉันกำลังทำความสะอาดบ้านให้ลัคกี้กับลูก ๆ พอดิบพอดี พื้นห้องจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ห่อใส้เครื่องกรองใช้แล้ววางระเกะระกะและเลอะเทอะไปด้วยอึและสิ่งสกปรกจากลัคกี้และลูก ๆ ของมัน  พื้นห้องน้ำก็มีอึปลาสีดำ น้ำตาล ๆ เป็นจุด ๆ รวมทั้งเมือกปลาลื่นๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด 

เมื่อคุณแม่เห็นสภาพลัคกี้กับครอบครัวของมัน คุณแม่ก็พูดไม่ออก 

“คุณแม่จะไปไหนเหรอคะ” ฉันถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นคุณแม่ทำท่าหันหลังกลับไปที่ประตู

“กลับบ้าน” คุณแม่ตอบ

“ไม่ให้กลับค่ะ แหมอุตส่าห์นั่งรถมาตั้งนาน มานี่เลยค่ะ มาช่วยหนูเปลี่ยนน้ำให้ปลา”

“โถ โถ ลูกขา ขนาดว่าถ้าแกมีลูก ฉันยังจะไม่รับเลี้ยงเลย แล้วจะให้ฉันมาช่วยแกเลี้ยงปลาเนี่ยะนะ”

“โธ่ คุณแม่ขา ถือว่าเอาบุญเถอะค่ะ ไหน ๆ ก็มาแล้ว นะ นะ”

คุณแม่ต้องช่วยฉันล้างทรายและขัดเครื่องกรองน้ำ ล้างไปก็บ่นไปเพราะว่าทรายสกปรกมาก ต้องล้างกว่าสิบครั้งถึงจะสะอาดปราศจากอึปลาที่หมักหมมอยู่

ด้วยภาระที่ฉันต้องคอยดูแลครอบครัวเจ้าลัคกี้ทำให้ฉันยุ่งมาก ฉันจึงเลื่อนการกลับบ้านตามเทศกาลต่าง ๆ ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=30</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่  8 ที่รักอย่าจากฉันไป&#8230;</title>
		<description>เกือบปีแล้วที่เลิฟลี่คลอดลูกออกมาฝูงใหญ่เป็นโซ่ทองคล้องใจลัคกี้ ทว่านับวันมันเอาแต่อ้วนขึ้น ๆ จนดูเหมือนแม่อึ่งอ่างขนาดใหญ่มากกว่าแม่ปลาทอง เวลาว่ายน้ำแต่ละทีอุ้ยอ้ายเหลือทน ท้องของมันค่อย ๆ บานออก บานออกมาเรื่อย ๆ จนฉันกลัวว่ามันจะปริแตก หัววุ้นของมันก็พองโตจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง แต่มันก็ว่ายน้ำได้ปกติไม่มีอาการปลาตาบอดแต่อย่างใด

แปลกแต่จริง(เช่นเคย) ลัคกี้ซึ่งชอบแย่งอาหารภรรยาของมันกลับไม่มีอาการอ้วนฉุแบบนั้น แต่มันกลับตัวโตแบบสมส่วนชายชาตรี(แมนมาก...) ความยาวจรดหางของมันวัดได้เกือบสองคืบเลยทีเดียว ลำตัวกระชับแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ(ปลา) ก้านคีบที่หลังและหน้าอกทั้งสองข้างก็ดูใหญ่แข็งแรง ฉันยังคิดว่าถ้ามันเป็นคนนะ สาว ๆ ที่ไหนเห็นจะต้องเกิดอาการระทวย(ยกเว้นตอนกินอาหาร)

ทีแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเลิฟลี่เป็นผู้หญิง อาการก็คงจะเหมือนคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกคือรูปทรงองค์เอวเผละออกมาแล้วกลับเข้าที่เข้าทางยาก อาจจะต้องให้เวลามันออกกำลังกายหน่อย หรือว่าจะเป็นเพราะฉันอาจจะให้อาหารมันมากเกินไป ถ้าหากเป็นกรณีหลังฉันก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้นางฟ้าแสนงามของเจ้าลัคกี้กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทรไป 

คิดได้ดังนี้แล้ว ฉันจึงพยายามที่จะลดอาหารมันทั้งสองตัวจากมื้อละ 30 เม็ด เป็นมื้อละ 20 เม็ด (เช้า-เย็น) ปริมาณอาหารที่ฉันให้มันทั้งสองตัวเช้า-เย็นนี้ ในความเห็นของพี่ที่ร้านขายปลาเขาบอกว่ามันมากไป...ขอย้ำไว้ตรงนี้เลยนะคะว่ามากไป 

อันปลาทองนั้น เป็นปลาที่กินอาหารได้ทั้งที่เป็นพืชและสัตว์ 

อาหารประเภทพืชก็คือพวกที่มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไป เช่น สาหร่าย จอกแหน โดยเอามาฉีกเป็นเส้นฝอย ๆ ให้กิน ข้อดีคือเป็นอาหารที่เสริมวิตามินแก่ปลาแถมราคาถูก ข้อเสียคือ ทำให้น้ำเน่าเสียได้ง่ายและอาจนำเชื้อโรคที่เกาะอยู่ที่พืชมาสู่ปลาที่เลี้ยงไว้ได้ ดังนั้นหากให้อาหารประเภทนี้ คุณควรที่จะแช่น้ำด่างทับทิมเพื่อฆ่าเชื้อโรคไว้อย่างน้อย ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=27</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 7 ครอบครัวแสนสุข</title>
		<description>“หยุดนะ!!!” 

ลัคกี้อ้าปากค้างแล้วหันมามอง เมื่อได้ยินเสียงร้องลั่นของฉัน มันคงรู้ว่าโดนดุอีกแล้ว จึงว่ายมุดน้ำลงไปอย่างน้อยใจ ที่ดุมันก็เพราะว่าลัคกี้มันว่ายน้ำขึ้นมาใกล้ผิวน้ำแล้วทำท่าจะฮุบไข่ที่ลอยละล่องอยู่ พอทำให้เจ้าปลาตะกละชะงักได้ชั่วครู่ ฉันก็กระโจนเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกันเพียงสองก้าวเดิน หยิบกาละมังสีครีม(ใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมสองเท่า) รองน้ำใส่ ระหว่างรองน้ำก็ชะโงกหน้ามาตะโกนขู่ลัคกี้ไปด้วย มันยังคงว่ายน้ำก้มหน้าวนไปมาแต่แอบมองมาที่ฉันด้วย พอน้ำเต็มก็รีบตักคู่บ่าวสาวออกมาจากเรือนหอของมันใส่ลงไปในกาละมัง โชคดีจริง ๆ ที่พึ่งไปหาสายออกซิเจนสำรองไว้จึงเสียบเข้ากับมอเตอร์ตัวเดียวกันกับอันเดิม ยังคงขาดแต่เครื่องกรองน้ำ คงต้องหาเวลาไปซื้อมาใส่โดยด่วน เพราะเจ้าสองตัวนี่มันอึกันได้ตลอดวัน ถ้าไม่มีเครื่องกรองละก็แค่สองวันน้ำก็เลอะเทอะหมดแล้ว 

เป็นอันเสร็จเรือนหอจำเป็นของลัคกี้กับเลิฟลี่ ฉันปลอบใจมันสองตัวด้วยการให้อาหารมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจะได้ไม่เสียใจที่ถูกเนรเทศมานอนในกาละมังซักผ้าอีกครั้ง

จัดการพ่อแม่เสร็จที่นี้ก็ลูก ๆ ของมัน ฉันนั่งมองไข่พวกนั้นด้วยความตื่นเต้น ยังคิดไม่ออกว่าควรจะทำอะไร อ้า! ใช่แล้วพี่ขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมเคยให้นามบัตรไว้ กดโทรศัพท์ทันที สามีของพี่เจ้าของร้านปลาเป็นคนรับโทรศัพท์ ฉันเล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เขาบอกให้ฉันรอสองสามวันลูกปลาจะฟักเป็นตัวออกมา ในระหว่างนี้ให้ฉันปรับระดับออกซิเจนให้เบาลงรวมทั้งเครื่องกรองน้ำให้เอาออกเพราะมันจะดูดไข่ปลาเข้าไปข้างใน ไข่จะเสียหายไป หรือ ลูกปลาอาจฟักเป็นตัวในนั้นแต่ออกมาไม่ได้และตายในที่สุด แต่กรณีเครื่องกรองนี่สายไปเสียแล้วเพราะว่ามีไข่เกาะอยู่เรียบร้อยแล้วถ้าฉันเอาออกมาก็จะกระเทือนกับไข่ที่เกาะอยู่ มันก็ตายอยู่ดี ดังนั้นฉันจึงปล่อยเครื่องกรองไว้ที่เดิมแต่ปรับระดับแรงลมให้ต่ำสุด
ทุกคนที่บริษัทต่างก็ตื่นเต้นดีใจกับฉันหลังจากรู้ว่าลัคกี้มันมีลูกแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ฟักเป็นตัวก็ตาม บางคนจะขอมาดูด้วยตาตัวเองที่คอนโดแต่ฉันไม่สะดวกที่จะให้ใครมาที่บ้าน จึงตกลงว่าจะถ่ายรูปมาให้ดูและเปิดรับจองคนที่อยากจะรับลูกปลาไปช่วยเลี้ยง เพราะฉันมั่นใจว่าถ้ามันฟักออกมาตามจำนวนไข่ที่เห็นแล้วละก็ฉันตายแน่ๆ คือมันเยอะมาก...มาก ฉันได้ถ่ายรูปตู้ปลาที่มีไข่อยู่ตั้งแต่วันแรกที่ไข่ออกกระทั่งไข่ฟักตัว รวมทั้งสภาพลัคกี้กับเลิฟลี่ในกาละมังเอาไว้ด้วย แต่ภายหลังเอาฟิล์มไปล้างปรากฏว่า รูปตู้ปลาถ่ายย้อนแสงจึงไม่ชัด คนขายเขานึกว่าไม่มีรูปอะไรจึงไม่อัดรูปให้ ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=25</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 6 โลกนี้มีเพียงเราสองคน(ตัว)</title>
		<description>“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่มีอะไรหรอก ลัคกี้มันหน้าหม้อน่ะ”

“ลัคกี้ หน้าหม้อ!!!”

ฉันเล่าอาการที่ลัคกี้ว่ายน้ำกวดเลิฟลี่ตั้งแต่แรกพบถึงข้ามคืนเลยทีเดียวให้พี่บัญชาฟัง ฉันกลัวว่าเลิฟลี่จะถูกลัคกี้กัดเอา ตอนเช้าก่อนที่ฉันจะออกจากห้องมาที่ทำงาน ลัคกี้ยังคงว่ายไล่เลิฟลี่อย่างบ้าคลั่ง จะแยกมันออกจากกันก็ไม่ได้เพราะฉันมีสายออกซิเจนชุดเดียว จึงต้องกำชับเลิฟลี่ให้ระวังตัวเองแล้วออกมาทำงานด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของเลิฟลี่

พี่บัญชาฟังแล้วกลับหัวเราะใหญ่ แถมยังใส่ร้ายว่าลัคกี้ “หน้าหม้อ”

“อะไรกันพี่ มาว่าลูกดิฉันได้ไงเนี่ย”

“จริง จริ๊ง ไม่ได้เล่นๆ ลัคกี้มันเป็นผู้ชายแน่ ๆ แล้วเผอิญไอ้ตัวที่น้องซื้อมาใหม่ ไหนชื่ออะไรนะ อ๋อ เลิฟลี่ มันคงจะเป็นตัวเมียใช่มั๊ย”

“ใช่ค่ะ คนขายบอกมันเป็นตัวเมีย”

“ก็นั่นไง ลัคกี้มันก็เป็นหนุ่ม มันก็ต้องมีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างไง พอเห็นตัวเมียมันก็ต้องวิ่งเข้าใส่แหล่ะ ไม่งั๊นก็แสดงว่ามันเป็นตุ๊ด”

“ว้ายตายแล้ว! เลิฟลี่ว่ายหนีใหญ่เลย แสดงว่ามันไม่ได้รักเจ้าลัคกี้ นี่หนูปล่อยมันอยู่สองต่อสองป่านนี้เจ้าเลิฟลี่มิเสียความบริสุทธิ์ไปแล้วเหรอเนี่ย โธ่!”

 “บ้าน่า ผู้หญิงมีผู้ชายมาจีบมีใครไม่ชอบบ้าง มันก็เล่นตัวไปอย่างนั้นแหล่ะน้องไม่ต้องคิดมาก” พี่บัญชาเปรียบเปรยได้ชัดเจนมาก สาว ๆ ที่นั่งฟังอยู่น่าแดงกันไปตาม ๆ กัน


“ที่พี่บอกเมื่อวานเห็นจะจริงนะ วันนี้ลัคกี้มันไม่ค่อยว่ายไล่เจ้าเลิฟลี่เหมือนเดิมแล้วล่ะ”
ฉันมาเล่าให้พี่บัญชาฟังในวันต่อมา 
“แต่พอมีสองตัว น้ำมันสกปรกเร็วนะพี่ เมื่อวานกลับไปเห็นน้ำเป็นสีขาวขุ่น ๆ นะเมือกสองตัวเยอะจัง มี่เลยเปลี่ยนน้ำใหม่เลย”
“มันกำลังผสมพันธุ์กัน! ไม่รู้เรื่องเลยยัยนี่”
 “หา???”
“ตามธรรมชาติของปลาทองนะ ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=22</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่  5 เลิฟลี่&#8230;โอ้&#8230;มายเลิฟ</title>
		<description>
กว่าขวบปีผ่านไปที่ลัคกี้อยู่กับฉัน ขณะนี้มันตัวโตขึ้นมาเป็นเกือบสามเท่านับจากที่ฉันอุ้มมันมาจากบริษัท ฉันตั้งชื่อเจ้าปลาน้อยตัวนี้ว่า “ลัคกี้” ให้สมกับความโชคดีของมันที่สามารถรอดชีวิตมาได้

เพื่อนตายไปหมด ตัวเองอาการร่อแร่ เชื้อโรคเกาะขาวไปทั้งตัว ครีบเปื่อยหางเปื่อย ภายในหนึ่งอาทิตย์ ปลาน้อยตัวนี้กลับฟื้นคืนกลับมาแข็งแรง แถมยังกินเก่งมาก จนบัดนี้ตัวอวบใหญ่ ลักษณะปลาทูหมดไป มันกลายเป็นปลาทองออรันดาเต็มตัวที่สวยสง่า ที่หัวมีวุ้นสีส้มเคลือบอยู่ขนาดสมวัย คีบหลังตั้งเหยียดตรง หางยาวเป็นพวงแยกสยายเหมือนปีกผีเสื้อ เวลาว่ายน้ำ หางของมันพลิ้วไหวไปมาดูสวยงามมาก
ยังจำได้ ตอนพาไปให้หมอดู คุณหมอเองยังบอกว่า

 “หมอไม่คอนเฟิร์มนะว่าจะรอด!!!” 

แต่ลัคกี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า” หนูทำได้!” ฉันจึงเห็นว่า ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับมันมากไปกว่า “ลัคกี้” อีกแล้ว

จริงๆ แล้วต้องขอบคุณคุณหมอ คำพูดของคุณหมอนำความวิตกใหญ่หลวงมากให้ฉัน ดังนั้น ฉันจึงยิ่งดูแลเอาใจใส่ลัคกี้อย่างใกล้ชิด ฉันหมั่นไปคุยกับพี่ร้านขายปลาที่เอ็มโพเรี่ยมบ่อย ๆ ไปทีนึงซื้อของอย่างนึงแล้วปรึกษาอาการของลัคกี้ ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำที่มีประโยชน์มาช่วยรักษาดูแลมัน จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปลาทองไปอีกคน

“มันคือเห็บปลา!!!”
นี่คือคำเรียก ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตที่เหมือนเกล็ดปลาแต่หายใจได้ ที่ฉันแงะออกจากตัวลัคกี้เมื่อ
วันนั้น เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรู้ที่ได้รับมาจากพี่ขายปลา ฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าปลามีเห็บกับเขาเหมือนหมา แมว และเพิ่งเคยเห็นเห็บปลาตัวแรกและตัวเดียวในชีวิต ช่างน่าอัศจรรย์...
ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ นะคะ เจ้าเห็บนี่มันร้ายกาจมากขนาดที่ว่ามันอาศัยอยู่ในตู้ปลาและทน
ทายาดด้วยค่ะ ต่อให้เราเอาทรายมาล้างมาขัดมาต้ม บางทีมันจะยังรอดชีวิตอยู่ไปคอยดูดเลือดปลาที่เรารักได้อีก ฉันจึงถึงบางอ้อว่าทำไมปลาเทวดาของบริษัทถึงตายไปเป็นหลายร้อยตัว ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=20</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 4 บ้านหลังใหม่</title>
		<description>“ล้าค....กี้!!!”

ฉันตวาดแว๊ดจนเจ้าลัคกี้สะดุ้งโหยง มันพลิกตัวพุ่งลงน้ำไปอย่างรุนแรงในทันที ลำตัวและหางสะบัดกระแทกแผ่นน้ำจนหยาดน้ำกระเซ็นเลอะใบหน้าฉันเป็นครั้งที่สองในชั่ววินาทีเดียว

ยิ่งตกใจ เจ้าลัคกี้ก็ยิ่งว่ายน้ำไปมาอย่างกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง นั่นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ฉันอึ้งไปชั่วครู่ สักพักก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห ปนขำขันตัวเอง

ฉันตวาดมันเพราะมันดิ้นไม่หยุดจนน้ำกระเด็นใส่หน้าฉันในขณะที่ฉันกำลังบรรจงปล่อยมันลงไปอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งก็คือกาละมังซักชุดชั้นในใบสีชมพูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ของฉัน (กาละมังใบเดียวในบ้านเพราะเสื้อผ้าอื่น ๆ ฉันส่งซักข้างนอก) มันคงกลัวว่าจะถูกจับไปทำอะไร ถึงได้ดิ้นพรวด ๆ จนหน้าฉันและเสื้อเปียกไปหมด กลายเป็นว่าเพราะฉันไปถือสาหาความกับสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กรรมจึงตามทันตาเห็น โดยการให้ฉันถูกน้ำที่เต็มไปด้วยเมือกจากตัวเจ้าลัคกี้กระเด็นมาใส่อีกครั้ง ทั้งเหม็นคาว ทั้งกลัวว่าหน้าจะแพ้ยาแก้โรคต่าง ๆ ที่หยดลงไปในน้ำจนเป็นสีฟ้า แล้วยังเสื้อเชิร์ตสีครีมก็เลอะสีฟ้าของน้ำยาเป็นจุด ๆ (ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้)

“โอ๋ๆ แม่ขอโทษคะลูก แม่ไม่ควรเสียงดัง แม่ไม่ว่าหนูแล้วค่ะ ไม่ต้องตกใจนะคะ”

ฉันขอสงบศึก แต่ลัคกี้ยังคงไม่ให้อภัย มันก้มหน้าก้มตาว่ายวนปรู๊ดปร๊าด ๆ ไปรอบ ๆ กาละมังราวกับกำลังวิ่งรอบวงโคจรของโลก มันไม่ว่ายข้ามฝั่ง แต่มันว่ายโดยเอาลำตัวข้างหนึ่งชิดกับผนังกาละมังทุกครั้งแล้วว่ายวนไปวนมา

“อยู่ในนี้ไปก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวเย็นนี้แม่จะไปซื้อบ้านสวย ๆ มาให้หนู”

ลัคกี้ค่อยสงบลง เมื่อเห็นท่าทีอ่อนโยนของฉัน ฉันเรียกมันว่า”ลูก” ก็เพราะว่าฉันรู้สึกผูกพันกับมันตั้งแต่แรกเห็น ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=18</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 3 ปฎิบัติการลับสุดยอด &#8220;อุ้มสายฟ้าแลบ&#8221;</title>
		<description>


“กริ๊ง!!!”

เสียงนาฬิกาปลุกลั่นกระทบโสตประสาทอันอ่อนระทวยของฉัน “หกโมงแล้ว!!!”          

ก่อนจะผล็อยหลับไปตอนตีสองของคืนนั้น ฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะแตกหักกับพี่นก จะไม่เกรงใจเธออีกต่อไป ระหว่างการช่วยชีวิตกับการอยู่เฉยมองดูพวกมันตายไป ฉันเลือกที่จะช่วยชีวิตพวกมัน

ฉันไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วที่จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องผ่านไปด้วยความขลาดไม่กล้าจะลุกขึ้นมาสู้ แล้วมาเสียใจไม่สบายใจในภายหลังว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ฉันจึงเตรียมถังน้ำใบกะทัดรัด(ปกติใช้สำหรับใส่น้ำถูบ้านค่ะ) พร้อมฝาปิดระร่ำระลักมาบริษัทแต่เช้าเพราะเป็นห่วงลูกปลาป่วยพวกนั้น รีบมาบริษัทก่อนพี่นก ตั้งใจว่าจะเอาปลาทั้งหมดออกมาจากตู้ใส่น้ำใหม่ในถังน้ำแล้ว ฉันจะพาพวกมันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา

เมื่อคืนเป็นห่วงพวกมันมากจนแทบจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปทั้งคืน ฉันรู้สึกกลุ้มใจเพราะสงสารพวกมันเหลือเกิน สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รอดกัน

ประสบการณ์ความสะเทือนใจในวัยเด็กยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ที่บ้านฉัน พี่ชายเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เยอะและพวกมันล้วนตายท่าเดียวกันคือ หงายท้องตีลังกา ฉันกับพี่ชายขอร้องให้แม่พาพวกมันไปหาหมอ แต่แม่ของฉันบอกว่าไม่มีประโยชน์ปลาหาหมอไม่ได้ ยังไงก็ต้องตาย จำได้ว่าสองตัวสุดท้ายฉันเป็นคนนั่งประคองมันให้คว่ำหน้าลงตามปกติ ค่อยๆ ใช้สองมือพยุงปลาป่วยใกล้ตายสองตัวให้ว่ายไปมาเพราะคิดว่ามันแค่ไม่มีแรง หากฉันช่วยให้มันว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าตามปกติได้มันคงจะหายป่วย แต่พอฉันปล่อยมือ มันก็พากันหงายท้องตามเดิม แล้วฉันก็จะประคองมันให้คว่ำกลับมาอีก 

ฉันนั่งทำอย่างนั้นอยู่ทั้งวันแล้วก็เริ่มร้องไห้ไปด้วยเมื่อรู้สึกว่าพวกมันต้องเจ็บปวดมาก ๆ สุดท้าย ไม่ว่าฉันจะจับมันคว่ำอย่างไร หรือแตะตัวมันที่บริเวณไหน มันก็ไม่ขยับตัว ไม่หนีแม้เวลาฉันเอานิ้วไปลองดันเบา ๆ ที่บริเวณดวงตาของมัน ซึ่งปกติมันจะต้องรีบส่ายหัวหลบทันที

พอมันหยุดว่ายน้ำหยุดเคลื่อนไหว แม่ก็บอกฉันว่ามันตายแล้ว พี่ชายของฉันแอบร้องไห้อยู่บนห้องนอนไม่ลงมาดูเลย แรก ๆ ฉันไม่เข้าใจถึงคำว่าตายแน่ชัดนัก ฉันไม่ยอมให้แม่เอามันไปฝัง ฉันบอกแม่ว่ามันคงจะหลับเพราะเหนื่อย พรุ่งนี้มันอาจจะตื่นขึ้นมา แม่ยอมตามใจฉันเพื่อจะให้ฉันเรียนรู้ด้วยตัวเอง

ทันทีที่ลุกจากเตียงในเช้าวันถัดมา ความคิดแรกของฉันก็คือเจ้าสองตัวนั่น ฉันวิ่งปรู๊ดลงจากห้องนอนมาดูที่ตู้ปลา ก็พบพี่ชายนั่งรออยู่แล้ว ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=15</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 2 ช่วยด้วย&#8230;เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก</title>
		<description>“มันไม่รอดหร๊อก!”

พี่บัญชา เจ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายสินเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดขึ้นมาพลางส่ายหน้า เขาเป็นชายหนุ่มอนาคตดีคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ฉันสิบปี ถ้าไม่เกี่ยงว่าเขามีครอบครัวแล้วละก็ ฉันคงจะจีบเค้ามาเป็นแฟนแน่ ๆ ก็หาได้ที่ไหนกันคะสมัยนี้ ชายหนุ่มหน้าตาดีแถมอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ พิเศษสุดคือ เขารักสัตว์เหมือนฉัน โดยเฉพาะปลาทอง ที่บ้านของเขาเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เป็นฝูงเลยทีเดียว จนถึงกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทองตามตำราการเลี้ยงปลาทองโดยเฉพาะ

พี่บัญชาบอกว่านักเลี้ยงปลาทองจริง ๆ จะเลี้ยงในบ่อหรืออ่างน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก อันจะช่วยให้ปลามีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม แต่ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อที่จะได้เห็นความสวยงามเวลาที่ปลาว่ายน้ำทุกแง่มุมเป็นที่ เพลินตาเพลินใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าทะนุถนอมประเภทนี้อย่างร้ายแรง

แปลกใจใช่ไหมคะ ก็เพราะปลาทองจากฟาร์มมักจะถูกเพาะเลี้ยงในบ่อน้ำซึ่งมีระดับน้ำไม่ลึกนักและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อถูกนำมาขายก็ถูกเลี้ยงในตู้กระจกเป็นส่วนมาก ส่วนตู้กระจกโดยทั่วไปมักจะเป็นทรงสูง ปริมาตรน้ำและระดับน้ำจึงลึกเกินไปสำหรับปลาทอง ทำให้ปลาบางตัวไม่สามารถจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ หลังจากถูกซื้อมาปล่อยในตู้ ก็จะเสียการทรงตัว โดยว่ายน้ำตีลังกา หรือหัวทิ่มและเสียชีวิตในที่สุดซึ่งน่าสงสารมาก ซึ่งอาการไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้เช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะลมทำงานผิดปกติหรือ อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไปก็เป็นสาเหตุ ซึ่งเมื่อมีอาการนี้ คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเพราะให้อาหารมากเกินไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำลึกเกินไป จึงไม่ได้มีการช่วยเหลือเปลี่ยนภาชนะเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ปลาก็มักจะตายไปอย่างน่าสงสาร


แต่อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปก็ยังชอบที่จะได้เฝ้าดูปลาที่ตัวเองเลี้ยงได้ทุกซอกทุกมุม เวลาว่ายน้ำ และการเลี้ยงในตู้หรือในโถแก้วก็ยังมีความสวยงามจาก บรรดาของประดับต่าง ๆ อาทิ ต้นไม้ สะพานจำลอง กรวด ทราย หินสี ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=11</link>
			</item>
	<item>
		<title>บทที่ 1 อะไรกันนี่&#8230;ปลาทองพันธุ์ทูน่า!!!</title>
		<description> 
“อุ๊ย! ลูกปลาทองน่ารักจังเลย พี่แจ๊ด เปลี่ยนปลาหรือพี่ ปลาเทวดาหายไปไหนหมดคะ?”

ฉันถามพี่แจ๊ด สาวใต้ หน้าตาคมขำวัยสามสิบปลาย ๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ที่บริษัทมาประมาณเจ็ดปีแล้ว เมื่อไม่เห็นปลาเทวดาราวยี่สิบตัวในตู้ปลาใบใหญ่ซึ่งวางติดผนังด้านขวามือของประตูทางเข้าของบริษัทเหมือนทุกวัน

แปลกจริง? วันนี้กลับมีลูกปลาทองตัวกระจิดริดน่ารักสี่ตัวมาอยู่แทน เป็นไปไม่ได้แน่ที่นายชาวมาเลเซียของฉันจะย้ายพวกมันกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เพราะฉันรู้ว่าเจ้านายถือฮวงจุ๊ยมาก ๆ แกมั่นใจมากว่า ถ้าหน้าประตูมีน้ำมีปลา จะนำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่บริษัทของเรา แกจึงสั่งให้ซื้อตู้ปลาใบใหญ่ยาวราวเมตรครึ่ง ยี่ห้อดังแพงหูฉี่ พร้อมด้วยระบบวัดปรับอุณหภูมิน้ำเสร็จสรรพ มาไว้ที่ข้างประตูทางเข้าบริษัท และเลี้ยงแต่ปลาเทวดาเท่านั้นด้วยความชื่นชมเทวดา เอ๊ย! ปลาเทวดา เป็นการส่วนตัว แกเคยบอกฉันว่ามันเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างามที่สุดเหนือปลาใด ๆ (ขนาดปลามังกรที่ว่าแพงๆ และว่ายน้ำแบบหยิ่ง ๆ ยังชิดซ้ายค่ะ) บ่อยครั้งที่ตอนเช้าก่อนเข้างานฉันจะเห็นแกมานั่งที่โซฟาข้างตู้ปลาแล้วหยอกล้อกับเจ้าปลาเหล่านั้นมาตลอด

อีกอย่าง ฉันเคยไปร่วมงานปาร์ตี้ที่บ้านนายในซอยงามดูพลีก็เห็นว่ามีการเลี้ยงปลาหลายชนิดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ทั้งปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาหางนกยูง ปลาดุก ปลาดูด ฯลฯ(เยอะมาก...มากค่ะ ขอยืนยัน)  จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นายจะเอาภาระไปเพิ่มที่บ้านให้คุณนายดุเอา

 

 “มันตายกันหมดแล้วค่ะมี่”

 

“อ้าว! เป็นอะไรตายล่ะพี่” เสียงเริ่มสั่นเครือ ฉันพยายามสะกดก้อนตีบตันที่ลำคอให้หายไปอย่างสุดความสามารถ

“ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรกัน ก็ตั้งแต่วันพุธที่น้องมี่ลาป่วยนั่นแหล่ะ ทีแรกก็ห้าตัว วันต่อมาก็อีกสิบตัว พอวันศุกร์เท่านั้นทั้งฝูงไปหมดเลย เค้าว่ามันเป็นโรค ใส่ยาลงไปจนน้ำเป็นสีฟ้าหมดตู้แล้วก็เอาไว้ไม่อยู่ ...</description>
		<link>http://www.fishesandthecity.com/?p=7</link>
			</item>
</channel>
</rss>
