บทที่ 10 บ้านใหม่ของพวกเรา

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งปีแล้วหลังจากที่ฉันพาเฟรนด์ลี่เข้าบ้านมาเพื่อที่จะให้เป็นคู่กับเจ้าลัคกี้ แต่ความพยายามของฉันในการที่จะให้ลัคกี้หลุดพ้นจากความโศกเศร้า เหงาหงอยและมีชีวิตคู่กับเฟรนด์ลี่อย่างมีความสุขเหมือนเมื่อครั้งที่เลิฟลี่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ได้ผลเพียงครึ่งเดียว

ลัคกี้มีท่าทีที่สดชื่นขึ้น ความซึมเศร้าค่อย ๆ หายไปทีละน้อย ๆ เมื่อมีเพื่อนตัวไล่เลี่ยกันมาอยู่ด้วยอีกตัวหนึ่ง แม้ไม่เหมือนเมื่อคราวสุดที่รักของมันมีชีวิตอยู่แต่ก็นับว่าดีขึ้นพอสมควร แต่ทว่าก็แค่เพื่อนเท่านั้นจริง ๆ …

พึ่งรู้ว่าฉันเดาใจลัคกี้ผิดถนัด ฉันคิดว่ามันจะมีความต้องการปลาสาวมาอยู่เป็นคู่ เหมือนเมื่อคราวที่ฉันพาเลิฟลี่ไปให้รู้จักกับมันจนกระทั่งมันใช้ชีวิตคู่ร่วมกันและออกลูกออกเต้ามามากมาย

ลัคกี้ไม่มีจิตปฏิพัทธ์ต่อเฟรนด์ลี่แม้เพียงนิดซึ่งผิดธรรมชาติของปลาที่เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์แล้วจะต้องวิ่งไล่ปลาตัวเมียตลอด ซึ่งปลาทองในเมืองไทยจะมีการผสมพันธุ์กันตลอดทั้งปี แต่มันกลับไม่สนใจปลาสาวสวยอย่างเฟรนด์ลี่เลย ทั้ง ๆ ที่เฟรนด์ลี่ก็โตพอและอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เหมือนกัน ตั้งแต่มันอยู่กันมาสองตัวน้ำในกาละมังไม่เคยเป็นสีขุ่นเลยสักครั้งเดียว…
Read more…

บทที่ 9 เฟรนด์ลี่ผู้ไร้เสน่ห์

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

เลิฟลี่และลูก ๆ ที่ตายจากไป ฉันเอาไปฝังไว้ที่โคนต้นกัลปพฤกษ์ชั้นล่างของคอนโด ทุกครั้งฉันจะอธิษฐานขอให้พวกมันทุกตัวไปสู่สุขคติ หากมีชาติหน้าจริงและพวกมันมีเวรกรรมจะต้องเกิดมาอีก ขอให้ได้เกิดในที่สบาย ๆ มีชีวิตที่ดี

เช้าวันเสาร์วันหนึ่งหลังจากเลิฟลี่จากพวกเราไปได้สองเดือน คุณแม่ของฉันก็บุกมาถึงคอนโดในขณะที่ฉันกำลังทำความสะอาดบ้านให้ลัคกี้กับลูก ๆ พอดิบพอดี พื้นห้องจึงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ กระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้ห่อใส้เครื่องกรองใช้แล้ววางระเกะระกะและเลอะเทอะไปด้วยอึและสิ่งสกปรกจากลัคกี้และลูก ๆ ของมัน พื้นห้องน้ำก็มีอึปลาสีดำ น้ำตาล ๆ เป็นจุด ๆ รวมทั้งเมือกปลาลื่นๆ เกาะอยู่เต็มไปหมด

เมื่อคุณแม่เห็นสภาพลัคกี้กับครอบครัวของมัน คุณแม่ก็พูดไม่ออก

“คุณแม่จะไปไหนเหรอคะ” ฉันถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นคุณแม่ทำท่าหันหลังกลับไปที่ประตู

“กลับบ้าน” คุณแม่ตอบ
Read more…

บทที่ 8 ที่รักอย่าจากฉันไป…

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

เกือบปีแล้วที่เลิฟลี่คลอดลูกออกมาฝูงใหญ่เป็นโซ่ทองคล้องใจลัคกี้ ทว่านับวันมันเอาแต่อ้วนขึ้น ๆ จนดูเหมือนแม่อึ่งอ่างขนาดใหญ่มากกว่าแม่ปลาทอง เวลาว่ายน้ำแต่ละทีอุ้ยอ้ายเหลือทน ท้องของมันค่อย ๆ บานออก บานออกมาเรื่อย ๆ จนฉันกลัวว่ามันจะปริแตก หัววุ้นของมันก็พองโตจนแทบจะมองไม่เห็นดวงตาทั้งสองข้าง แต่มันก็ว่ายน้ำได้ปกติไม่มีอาการปลาตาบอดแต่อย่างใด

แปลกแต่จริง(เช่นเคย) ลัคกี้ซึ่งชอบแย่งอาหารภรรยาของมันกลับไม่มีอาการอ้วนฉุแบบนั้น แต่มันกลับตัวโตแบบสมส่วนชายชาตรี(แมนมาก…) ความยาวจรดหางของมันวัดได้เกือบสองคืบเลยทีเดียว ลำตัวกระชับแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ(ปลา) ก้านคีบที่หลังและหน้าอกทั้งสองข้างก็ดูใหญ่แข็งแรง ฉันยังคิดว่าถ้ามันเป็นคนนะ สาว ๆ ที่ไหนเห็นจะต้องเกิดอาการระทวย(ยกเว้นตอนกินอาหาร)

ทีแรกฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเลิฟลี่เป็นผู้หญิง อาการก็คงจะเหมือนคุณแม่ที่พึ่งคลอดลูกคือรูปทรงองค์เอวเผละออกมาแล้วกลับเข้าที่เข้าทางยาก อาจจะต้องให้เวลามันออกกำลังกายหน่อย หรือว่าจะเป็นเพราะฉันอาจจะให้อาหารมันมากเกินไป ถ้าหากเป็นกรณีหลังฉันก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบที่ทำให้นางฟ้าแสนงามของเจ้าลัคกี้กลายเป็นนางผีเสื้อสมุทรไป
Read more…

บทที่ 7 ครอบครัวแสนสุข

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“หยุดนะ!!!”

ลัคกี้อ้าปากค้างแล้วหันมามอง เมื่อได้ยินเสียงร้องลั่นของฉัน มันคงรู้ว่าโดนดุอีกแล้ว จึงว่ายมุดน้ำลงไปอย่างน้อยใจ ที่ดุมันก็เพราะว่าลัคกี้มันว่ายน้ำขึ้นมาใกล้ผิวน้ำแล้วทำท่าจะฮุบไข่ที่ลอยละล่องอยู่ พอทำให้เจ้าปลาตะกละชะงักได้ชั่วครู่ ฉันก็กระโจนเข้าห้องน้ำซึ่งอยู่ติดกันเพียงสองก้าวเดิน หยิบกาละมังสีครีม(ใบใหม่ใหญ่กว่าเดิมสองเท่า) รองน้ำใส่ ระหว่างรองน้ำก็ชะโงกหน้ามาตะโกนขู่ลัคกี้ไปด้วย มันยังคงว่ายน้ำก้มหน้าวนไปมาแต่แอบมองมาที่ฉันด้วย พอน้ำเต็มก็รีบตักคู่บ่าวสาวออกมาจากเรือนหอของมันใส่ลงไปในกาละมัง โชคดีจริง ๆ ที่พึ่งไปหาสายออกซิเจนสำรองไว้จึงเสียบเข้ากับมอเตอร์ตัวเดียวกันกับอันเดิม ยังคงขาดแต่เครื่องกรองน้ำ คงต้องหาเวลาไปซื้อมาใส่โดยด่วน เพราะเจ้าสองตัวนี่มันอึกันได้ตลอดวัน ถ้าไม่มีเครื่องกรองละก็แค่สองวันน้ำก็เลอะเทอะหมดแล้ว

เป็นอันเสร็จเรือนหอจำเป็นของลัคกี้กับเลิฟลี่ ฉันปลอบใจมันสองตัวด้วยการให้อาหารมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย มันจะได้ไม่เสียใจที่ถูกเนรเทศมานอนในกาละมังซักผ้าอีกครั้ง
Read more…

บทที่ 6 โลกนี้มีเพียงเราสองคน(ตัว)

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไม่มีอะไรหรอก ลัคกี้มันหน้าหม้อน่ะ”

“ลัคกี้ หน้าหม้อ!!!”

ฉันเล่าอาการที่ลัคกี้ว่ายน้ำกวดเลิฟลี่ตั้งแต่แรกพบถึงข้ามคืนเลยทีเดียวให้พี่บัญชาฟัง ฉันกลัวว่าเลิฟลี่จะถูกลัคกี้กัดเอา ตอนเช้าก่อนที่ฉันจะออกจากห้องมาที่ทำงาน ลัคกี้ยังคงว่ายไล่เลิฟลี่อย่างบ้าคลั่ง จะแยกมันออกจากกันก็ไม่ได้เพราะฉันมีสายออกซิเจนชุดเดียว จึงต้องกำชับเลิฟลี่ให้ระวังตัวเองแล้วออกมาทำงานด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของเลิฟลี่

พี่บัญชาฟังแล้วกลับหัวเราะใหญ่ แถมยังใส่ร้ายว่าลัคกี้ “หน้าหม้อ”

“อะไรกันพี่ มาว่าลูกดิฉันได้ไงเนี่ย”

“จริง จริ๊ง ไม่ได้เล่นๆ ลัคกี้มันเป็นผู้ชายแน่ ๆ แล้วเผอิญไอ้ตัวที่น้องซื้อมาใหม่ ไหนชื่ออะไรนะ อ๋อ เลิฟลี่ มันคงจะเป็นตัวเมียใช่มั๊ย”

“ใช่ค่ะ คนขายบอกมันเป็นตัวเมีย”

“ก็นั่นไง ลัคกี้มันก็เป็นหนุ่ม มันก็ต้องมีความต้องการเรื่องอย่างว่าบ้างไง พอเห็นตัวเมียมันก็ต้องวิ่งเข้าใส่แหล่ะ ไม่งั๊นก็แสดงว่ามันเป็นตุ๊ด”
Read more…

บทที่ 5 เลิฟลี่…โอ้…มายเลิฟ

By admin on Saturday, August 15, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

กว่าขวบปีผ่านไปที่ลัคกี้อยู่กับฉัน ขณะนี้มันตัวโตขึ้นมาเป็นเกือบสามเท่านับจากที่ฉันอุ้มมันมาจากบริษัท ฉันตั้งชื่อเจ้าปลาน้อยตัวนี้ว่า “ลัคกี้” ให้สมกับความโชคดีของมันที่สามารถรอดชีวิตมาได้

เพื่อนตายไปหมด ตัวเองอาการร่อแร่ เชื้อโรคเกาะขาวไปทั้งตัว ครีบเปื่อยหางเปื่อย ภายในหนึ่งอาทิตย์ ปลาน้อยตัวนี้กลับฟื้นคืนกลับมาแข็งแรง แถมยังกินเก่งมาก จนบัดนี้ตัวอวบใหญ่ ลักษณะปลาทูหมดไป มันกลายเป็นปลาทองออรันดาเต็มตัวที่สวยสง่า ที่หัวมีวุ้นสีส้มเคลือบอยู่ขนาดสมวัย คีบหลังตั้งเหยียดตรง หางยาวเป็นพวงแยกสยายเหมือนปีกผีเสื้อ เวลาว่ายน้ำ หางของมันพลิ้วไหวไปมาดูสวยงามมาก
ยังจำได้ ตอนพาไปให้หมอดู คุณหมอเองยังบอกว่า

“หมอไม่คอนเฟิร์มนะว่าจะรอด!!!”

แต่ลัคกี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า” หนูทำได้!” ฉันจึงเห็นว่า ไม่มีชื่อไหนเหมาะกับมันมากไปกว่า “ลัคกี้” อีกแล้ว
Read more…

บทที่ 4 บ้านหลังใหม่

By admin on Friday, August 14, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“ล้าค….กี้!!!”

ฉันตวาดแว๊ดจนเจ้าลัคกี้สะดุ้งโหยง มันพลิกตัวพุ่งลงน้ำไปอย่างรุนแรงในทันที ลำตัวและหางสะบัดกระแทกแผ่นน้ำจนหยาดน้ำกระเซ็นเลอะใบหน้าฉันเป็นครั้งที่สองในชั่ววินาทีเดียว

ยิ่งตกใจ เจ้าลัคกี้ก็ยิ่งว่ายน้ำไปมาอย่างกระสับกระส่ายกระวนกระวาย ราวกับเด็กน้อยที่กำลังหวาดกลัวอะไรสักอย่าง นั่นทำให้ฉันได้สติขึ้นมา ฉันอึ้งไปชั่วครู่ สักพักก็หัวเราะออกมาด้วยความโมโห ปนขำขันตัวเอง

ฉันตวาดมันเพราะมันดิ้นไม่หยุดจนน้ำกระเด็นใส่หน้าฉันในขณะที่ฉันกำลังบรรจงปล่อยมันลงไปอยู่ในที่พักชั่วคราว ซึ่งก็คือกาละมังซักชุดชั้นในใบสีชมพูขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 นิ้ว ของฉัน (กาละมังใบเดียวในบ้านเพราะเสื้อผ้าอื่น ๆ ฉันส่งซักข้างนอก) มันคงกลัวว่าจะถูกจับไปทำอะไร ถึงได้ดิ้นพรวด ๆ จนหน้าฉันและเสื้อเปียกไปหมด กลายเป็นว่าเพราะฉันไปถือสาหาความกับสัตว์เล็ก ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ กรรมจึงตามทันตาเห็น โดยการให้ฉันถูกน้ำที่เต็มไปด้วยเมือกจากตัวเจ้าลัคกี้กระเด็นมาใส่อีกครั้ง ทั้งเหม็นคาว ทั้งกลัวว่าหน้าจะแพ้ยาแก้โรคต่าง ๆ ที่หยดลงไปในน้ำจนเป็นสีฟ้า แล้วยังเสื้อเชิร์ตสีครีมก็เลอะสีฟ้าของน้ำยาเป็นจุด ๆ (ซักออกหรือเปล่าก็ไม่รู้)
Read more…

บทที่ 3 ปฎิบัติการลับสุดยอด “อุ้มสายฟ้าแลบ”

By admin on Friday, August 14, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“กริ๊ง!!!”

เสียงนาฬิกาปลุกลั่นกระทบโสตประสาทอันอ่อนระทวยของฉัน “หกโมงแล้ว!!!”          

ก่อนจะผล็อยหลับไปตอนตีสองของคืนนั้น ฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าวันนี้จะแตกหักกับพี่นก จะไม่เกรงใจเธออีกต่อไป ระหว่างการช่วยชีวิตกับการอยู่เฉยมองดูพวกมันตายไป ฉันเลือกที่จะช่วยชีวิตพวกมัน

ฉันไม่ใช่เด็กอย่างเมื่อก่อนอีกแล้วที่จะปล่อยให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องผ่านไปด้วยความขลาดไม่กล้าจะลุกขึ้นมาสู้ แล้วมาเสียใจไม่สบายใจในภายหลังว่าทำไมถึงไม่ลงมือทำให้ถูกต้องตั้งแต่แรก ฉันจึงเตรียมถังน้ำใบกะทัดรัด(ปกติใช้สำหรับใส่น้ำถูบ้านค่ะ) พร้อมฝาปิดระร่ำระลักมาบริษัทแต่เช้าเพราะเป็นห่วงลูกปลาป่วยพวกนั้น รีบมาบริษัทก่อนพี่นก ตั้งใจว่าจะเอาปลาทั้งหมดออกมาจากตู้ใส่น้ำใหม่ในถังน้ำแล้ว ฉันจะพาพวกมันไปหาหมอที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬา

เมื่อคืนเป็นห่วงพวกมันมากจนแทบจะนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายไปทั้งคืน ฉันรู้สึกกลุ้มใจเพราะสงสารพวกมันเหลือเกิน สังหรณ์ใจว่ามันจะไม่รอดกัน

ประสบการณ์ความสะเทือนใจในวัยเด็กยังคงหลอกหลอนฉันอยู่ตลอดเวลา เมื่อตอนอายุได้สิบขวบ ที่บ้านฉัน พี่ชายเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เยอะและพวกมันล้วนตายท่าเดียวกันคือ หงายท้องตีลังกา ฉันกับพี่ชายขอร้องให้แม่พาพวกมันไปหาหมอ แต่แม่ของฉันบอกว่าไม่มีประโยชน์ปลาหาหมอไม่ได้ ยังไงก็ต้องตาย จำได้ว่าสองตัวสุดท้ายฉันเป็นคนนั่งประคองมันให้คว่ำหน้าลงตามปกติ ค่อยๆ ใช้สองมือพยุงปลาป่วยใกล้ตายสองตัวให้ว่ายไปมาเพราะคิดว่ามันแค่ไม่มีแรง หากฉันช่วยให้มันว่ายน้ำแบบคว่ำหน้าตามปกติได้มันคงจะหายป่วย แต่พอฉันปล่อยมือ มันก็พากันหงายท้องตามเดิม แล้วฉันก็จะประคองมันให้คว่ำกลับมาอีก 
Read more…

บทที่ 2 ช่วยด้วย…เพื่อน ๆ หนูป่วยหนัก

By admin on Friday, August 14, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

“มันไม่รอดหร๊อก!”

พี่บัญชา เจ้าหน้าที่การตลาดฝ่ายสินเชื่อคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของฉัน พูดขึ้นมาพลางส่ายหน้า เขาเป็นชายหนุ่มอนาคตดีคนหนึ่ง เป็นรุ่นพี่ฉันสิบปี ถ้าไม่เกี่ยงว่าเขามีครอบครัวแล้วละก็ ฉันคงจะจีบเค้ามาเป็นแฟนแน่ ๆ ก็หาได้ที่ไหนกันคะสมัยนี้ ชายหนุ่มหน้าตาดีแถมอ่อนโยน มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศ พิเศษสุดคือ เขารักสัตว์เหมือนฉัน โดยเฉพาะปลาทอง ที่บ้านของเขาเลี้ยงปลาทองหัวสิงห์ไว้เป็นฝูงเลยทีเดียว จนถึงกับขุดบ่อเลี้ยงปลาทองตามตำราการเลี้ยงปลาทองโดยเฉพาะ

พี่บัญชาบอกว่านักเลี้ยงปลาทองจริง ๆ จะเลี้ยงในบ่อหรืออ่างน้ำที่มีระดับน้ำไม่ลึกนัก อันจะช่วยให้ปลามีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม แต่ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อที่จะได้เห็นความสวยงามเวลาที่ปลาว่ายน้ำทุกแง่มุมเป็นที่ เพลินตาเพลินใจ หารู้ไม่ว่านั่นคือการทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่แสนจะน่ารักน่าทะนุถนอมประเภทนี้อย่างร้ายแรง

แปลกใจใช่ไหมคะ ก็เพราะปลาทองจากฟาร์มมักจะถูกเพาะเลี้ยงในบ่อน้ำซึ่งมีระดับน้ำไม่ลึกนักและมีอาณาบริเวณกว้างขวาง เมื่อถูกนำมาขายก็ถูกเลี้ยงในตู้กระจกเป็นส่วนมาก ส่วนตู้กระจกโดยทั่วไปมักจะเป็นทรงสูง ปริมาตรน้ำและระดับน้ำจึงลึกเกินไปสำหรับปลาทอง ทำให้ปลาบางตัวไม่สามารถจะปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ หลังจากถูกซื้อมาปล่อยในตู้ ก็จะเสียการทรงตัว โดยว่ายน้ำตีลังกา หรือหัวทิ่มและเสียชีวิตในที่สุดซึ่งน่าสงสารมาก ซึ่งอาการไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้เช่นนี้ อาจเกิดจากการที่กินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะลมทำงานผิดปกติหรือ อุณหภูมิน้ำที่ต่ำเกินไปก็เป็นสาเหตุ ซึ่งเมื่อมีอาการนี้ คนทั่วไปจึงคิดว่าเป็นเพราะให้อาหารมากเกินไป โดยไม่ทันคิดว่าปัญหาอยู่ที่ระดับน้ำลึกเกินไป จึงไม่ได้มีการช่วยเหลือเปลี่ยนภาชนะเลี้ยงให้เหมาะสม ซึ่งทำให้ปลาก็มักจะตายไปอย่างน่าสงสาร

Read more…

บทที่ 1 อะไรกันนี่…ปลาทองพันธุ์ทูน่า!!!

By admin on Thursday, August 13, 2009
Filled Under: Lucky and I ปลาวุ่น ๆ ป่วนหัวใจ

 

“อุ๊ย! ลูกปลาทองน่ารักจังเลย พี่แจ๊ด เปลี่ยนปลาหรือพี่ ปลาเทวดาหายไปไหนหมดคะ?”

ฉันถามพี่แจ๊ด สาวใต้ หน้าตาคมขำวัยสามสิบปลาย ๆ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ที่บริษัทมาประมาณเจ็ดปีแล้ว เมื่อไม่เห็นปลาเทวดาราวยี่สิบตัวในตู้ปลาใบใหญ่ซึ่งวางติดผนังด้านขวามือของประตูทางเข้าของบริษัทเหมือนทุกวัน

แปลกจริง? วันนี้กลับมีลูกปลาทองตัวกระจิดริดน่ารักสี่ตัวมาอยู่แทน เป็นไปไม่ได้แน่ที่นายชาวมาเลเซียของฉันจะย้ายพวกมันกลับไปเลี้ยงที่บ้าน เพราะฉันรู้ว่าเจ้านายถือฮวงจุ๊ยมาก ๆ แกมั่นใจมากว่า ถ้าหน้าประตูมีน้ำมีปลา จะนำพาความอุดมสมบูรณ์มาสู่บริษัทของเรา แกจึงสั่งให้ซื้อตู้ปลาใบใหญ่ยาวราวเมตรครึ่ง ยี่ห้อดังแพงหูฉี่ พร้อมด้วยระบบวัดปรับอุณหภูมิน้ำเสร็จสรรพ มาไว้ที่ข้างประตูทางเข้าบริษัท และเลี้ยงแต่ปลาเทวดาเท่านั้นด้วยความชื่นชมเทวดา เอ๊ย! ปลาเทวดา เป็นการส่วนตัว แกเคยบอกฉันว่ามันเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้สง่างามที่สุดเหนือปลาใด ๆ (ขนาดปลามังกรที่ว่าแพงๆ และว่ายน้ำแบบหยิ่ง ๆ ยังชิดซ้ายค่ะ) บ่อยครั้งที่ตอนเช้าก่อนเข้างานฉันจะเห็นแกมานั่งที่โซฟาข้างตู้ปลาแล้วหยอกล้อกับเจ้าปลาเหล่านั้นมาตลอด

อีกอย่าง ฉันเคยไปร่วมงานปาร์ตี้ที่บ้านนายในซอยงามดูพลีก็เห็นว่ามีการเลี้ยงปลาหลายชนิดเต็มไปหมดอยู่แล้ว ทั้งปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลาหางนกยูง ปลาดุก ปลาดูด ฯลฯ(เยอะมาก…มากค่ะ ขอยืนยัน)  จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่นายจะเอาภาระไปเพิ่มที่บ้านให้คุณนายดุเอา

 

 “มันตายกันหมดแล้วค่ะมี่”
Read more…